ปิยรัฐ สนับสนุนตั้งกรรมาธิการศึกษาดูแลผู้พักพิงเมียนมาอย่างเหมาะสม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ มกราคม ๒๕๖๗

ปิยรัฐ จงเทพ สนับสนุนการตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาผู้หนีภัยจากความขัดแย้งในเมียนมาที่พักพิงตามพื้นที่ชายแดนไทย โดยเรียกร้องให้มีการดูแลอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบกฎหมายและนโยบายที่มีอยู่ พร้อมเน้นย้ำปัญหาผู้พักพิงที่ไม่มีสัญชาติและไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้ จึงเสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณและตั้งกองทุนชดเชยค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลรัฐ รวมทั้งเรียกร้องให้แก้ปัญหาการรีดไถจากเจ้าหน้าที่ที่ขัดขวางการเข้าถึงบริการสาธารณสุข

นายปิยรัฐ จงเทพ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตพระโขนง-บางนา พรรคก้าวไกล วันนี้ ขออนุญาตนำเสนอสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษา แนวทางการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ประเทศไทย ซึ่งญัตตินี้แน่นอนครับมีความจำเป็นและสำคัญในห้วงเวลาสถานการณ์นี้ หลายท่านติดตามข่าวสารก็จะทราบว่าในเวลานี้มีการสู้รบกันเป็นสงครามภายใน ในประเทศ เมียนมาหรือประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ปัจจุบันนี้ประเทศไทย มีผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัย หลายหน่วยงานของภาครัฐ Sensitive เรื่องนี้มาก หรือละเอียดอ่อนต่อเรื่องนี้มาก ในฐานะกรรมาธิการความมั่นคงเขาก็จะระมัดระวังว่า ไม่อยากให้ใช้คำว่า ผู้ลี้ภัย เพราะประเทศไทยยังไม่ได้ลงอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย จึงขอให้ หน่วยงานของรัฐทั้งหลายพยายามใช้คำว่า ผู้หนีภัย ดังนั้นผมก็จะพยายามใช้คำว่า ผู้หนีภัย เป็นหลัก ซึ่งผู้หนีภัยกว่า ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ คนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านของเรานี้อยู่ตาม ตะเข็บชายแดนฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ใน ๔ จังหวัด จำนวน ๙ ค่ายพักพิง ถ้ามีสไลด์ รบกวนสไลด์ขึ้นด้วยครับ ขอบคุณครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ซึ่งแน่นอนครับ ข้อมูลที่ผมนำมานี้ ตัวเลขอาจจะไม่ได้เป็นตามเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากว่ามีทั้งการเข้ามาแล้วออกไปอยู่ตลอด ไม่ใช่ว่าอยู่นานแล้วจะอยู่ตลอดก็มี ซึ่งบางครั้งเขาเข้ามาในช่วงที่เกิดการสู้รบ แล้วเมื่อสิ้นสุด การสู้รบเขาก็กลับเข้าไปเหมือนเดิม ฉะนั้นตัวเลขก็จะวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่ประมาณนี้ ซึ่งแน่นอน ครับว่าก็จะมีทั้งอยู่แบบกึ่งถาวร แล้วก็อยู่แบบไป ๆ กลับ ๆ ซึ่งกรณีอยู่แบบกึ่งถาวรนี้นำมา ซึ่งปัญหาที่รัฐไทยจะต้องช่วยกันในการดูแล โดยเฉพาะเด็กซึ่งเกิดจากค่ายผู้ลี้ภัยหรือผู้พักพิง ชั่วคราวในประเทศไทยทั้ง ๙ แห่งนี้ ซึ่งเด็กเกิดถ้าเกิดไม่มีสัญชาติ ไม่สามารถขอได้ทั้ง สัญชาติไทยและสัญชาติเมียนมา ซึ่งแน่นอนครับที่ขอไม่ได้เพราะอะไร อาจจะสาเหตุหลัก ก็คือเขาไม่ได้มีทะเบียน เขาไม่ได้มีเอกสารสิทธิหรือเขาไม่ได้มีการแจ้งเกิดตามกฎหมายของไทย ตามมาคือปัญหาเรื่องอะไรครับ เรื่องการดำเนินการทางสาธารณสุข การดูแลบริหารจัดการ ในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลบุคลากร จำนวนหลายหมื่นคน หรือประชาชนจำนวนหลายหมื่นคน ซึ่งไม่มีในระบบทะเบียนราษฎร์ ของประเทศไทย แน่นอนครับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติบอกว่าตอนนี้เรามีจำนวน ผู้พักพิงมากกว่า ๙๐,๐๐๐ คนที่อยู่ในข่ายพักพิงของประเทศไทย เราจะเห็นว่าจำนวนของ งบประมาณในการดูแลผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรง หรือผู้ที่ได้รับ การติดโรคหรือมีเชื้อโรคที่ต้องเข้ารับการรักษา โดยต้องอาศัยหน่วยงานของโรงพยาบาลของ รัฐไทยแบกรับภาระนี้อยู่ ซึ่งแน่นอนครับโรงพยาบาลเหล่านั้นก็เป็นโรงพยาบาลรัฐที่จะต้อง ใช้งบประมาณของแผ่นดินในการรักษาหรือดูแล ปรากฏว่าหน่วยงานรัฐเหล่านี้ไม่สามารถ ที่จะไปเบิกจ่ายงบประมาณจากภาครัฐได้เนื่องจากว่างบประมาณรายหัวไม่สามารถเบิกได้ ในสิทธิการรักษาตามสวัสดิการของคนไทย เพราะ ๑. เขาไม่ได้มีสัญชาติไทย เขาไม่ได้เป็น ผู้ที่หนีภัยอย่างถูกต้อง หรือไม่ได้มีกฎบัตรที่ถูกต้องตามกฎหมายบัญญัติของประเทศไทย ทำให้โรงพยาบาลเหล่านั้นแบกรับหนี้สินต่อปีเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นกรณีบางโรงพยาบาล แบกรับหนี้สินปีหนึ่ง ๆ รวมกัน ๕ โรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลอุ้มผาง โรงพยาบาล แม่สอด โรงพยาบาลท่าสองยาง โรงพยาบาลพบพระ และโรงพยาบาลแม่ระมาด รวมกัน ปี ๆ หนึ่ง เป็นร้อย ๆ ล้านครับ เราก็ต้องหาเงินมาโดยเฉพาะโรงพยาบาลจะต้องเป็นผู้แบกรับ คำถามของผมคือว่าผมยังไม่เห็นว่าปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไข ผมไปดูงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ก็ไม่ได้มีการเบิกจ่ายในการอุดหนุนในส่วนนี้เข้าไป ในการชดเชยให้กับโรงพยาบาล เหล่านี้ แน่นอนครับรัฐไทยก็จะอ้างว่าเราไม่มีกฎหมาย เราไม่ได้มีบทบัญญัติที่จะให้ดูแล รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาของผู้ลี้ภัยที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ แต่เราอย่าลืม ว่าประเทศไทยของเรามีรัฐธรรมนูญรับรองเรื่องสิทธิของการรักษาบุคคลผู้ยากไร้ ย่อมมีสิทธิ ได้รับการบริการสาธารณสุขของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๗ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือแม้กระทั่งตัวบทบัญญัติที่รัฐไทยได้ให้กติการะหว่างประเทศ เรื่องสิทธิเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม หรือ ICESCR ตามข้อ ๑๒ ประเทศไทยมีพันธกิจ ผูกพันเรื่องนี้ไว้ เพราะว่าประเทศไทยได้ลงนามไว้ รับรองสิทธิของทุกคนที่มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือสิ่งที่รัฐไทยได้ให้ไว้กับกฎหมาย หรือว่ากติการะหว่างประเทศ ผมจึงเกิดข้อเสนอแนะขึ้นมาว่า ๑. นอกจากเรื่องการขอ สนับสนุนญัตตินี้ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษา ผมยังมีข้อเสนอแล้วก็ ข้อห่วงใยไปที่กระทรวงสาธารณสุขในการดูแลเรื่องงบประมาณ เพราะว่าไม่อยากให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระหนี้สิน รวมถึงไม่มีทางออกให้กับเรื่องนี้ เราต้องมีการตั้งกองทุนหรือไม่ เราต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในการประสานงานกับหน่วยงาน กาชาดระหว่างประเทศหรือไม่ในการสนับสนุนงบประมาณเหล่านี้ ในการดูแลชดเชยให้กับ โรงพยาบาลที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่าย รวมถึงตัดตอนปัญหาการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ ส่วนหน้าคือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ผมทราบมาในฐานะที่ต้องไปลงพื้นที่ชายแดน อยู่ตลอดเกือบทุกเดือนในฐานะกรรมาธิการความมั่นคงและชายแดน เรื่องรับร้องเรียน ส่วนใหญ่ของผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยสงครามนี้มักจะมาเล่าให้ฟังว่าไม่ใช่พวกเขาไม่มีเงินจ่าย ไม่ใช่พวกเขาไม่มีเงินที่จะไปรักษาตัว แต่ระหว่างทางที่พวกเขาจะไปถึงโรงพยาบาลนั้นมักจะ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปโบกรถเขา ไปจับเขา แล้วก็รีดไถเขา เงินที่เขาจะมาจ่ายค่าดูแลรักษาพยาบาลก็ถูกรีดไถไปแล้วในส่วนเจ้าหน้าที่ที่คอยมาจับมาดัก เพราะเขาไม่มีเอกสารสิทธิยืนยันตัวตนในการเข้าประเทศ นี่คือปัญหาที่ตามมาครับ ท่านประธาน ฉะนั้นผมจึงขอฝากท่านประธานครับว่าเรื่องนี้ผมเห็นด้วยและสนับสนุนญัตตินี้ ขอฝากให้กรรมาธิการถ้ามีการตั้งวิสามัญก็ให้ดำเนินการศึกษาเรื่องนี้อย่างรอบคอบครับ ขอบคุณครับท่านประธาน