ทรงศักดิ์ แจงแนวทางบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ เน้นร่วมมือทุกภาคส่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ มกราคม ๒๕๖๗

ทรงศักดิ์ ทองศรี ชี้แจงแนวทางการบริหารงานเชิงพื้นที่ภายใต้พระราชกฤษฎีกาปี 2565 และแผน One Plan ที่มุ่งเน้นการพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการและยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมหารือปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในท้องถิ่นจากข้อจำกัดของคำสั่ง คสช. และเรียกร้องให้มีการจัดสรรอัตราและใช้งบประมาณอย่างสมดุล ควบคู่กับการพัฒนาท้องถิ่นภายใต้กรอบกฎหมายและเสียงสะท้อนจากประชาชน

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็น ผู้ตอบกระทู้ของท่าน ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าท่านสมาชิกท่านก็กังวลเยอะ คำถาม ก็เป็นเรื่องที่ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าในเบื้องต้นรัฐบาลก็แถลงนโยบายในเรื่องของการกำหนด เรื่องของผู้ว่าราชการจังหวัดว่ายังไม่ได้กำหนดเป็นแนวทางเรื่องของการเลือกตั้งแบบ ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เป็นเรื่องของการเป็นแบบผู้ว่าแบบ CEO ซึ่งในขณะนี้โดย กระทรวงมหาดไทยก็ได้มีแผนดำเนินการเตรียมรองรับ ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องมีอยู่แล้ว เรื่องการบริหารงานเชิงพื้นที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มีการตรากฎหมายสำคัญ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายและเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด คือมีพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๕ โดยมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มีหลักการบริหาร เชิงพื้นที่ที่สำคัญ คือการพัฒนาแบบองค์รวมเพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นในทุกด้านพร้อมกัน แบบยั่งยืน ทั้งในระยะสั้นแล้วก็ระยะยาว ครอบคลุมในมิติคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำและความสงบเรียบร้อย ด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ประชาสังคม ภาคประชาชน ผ่านกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดที่มาจากปัญหาและความต้องการของพื้นที่นะครับ ซึ่งได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำและร่วมกันให้ความเห็นตั้งแต่ระดับแผนพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน อำเภอ ท้องถิ่น จนนำไปสู่การจัดทำแผนจังหวัดภายใต้กลไกการประสานแบบ เรียกว่า One Plan ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผน แล้วก็ประสานแผนพัฒนาพื้นที่ ในระดับอำเภอและระดับตำบลตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๒ อันนี้คือแผนที่กระทรวงมหาดไทยเตรียม ให้เกิดความคล่องตัวในการที่จะตัดสินใจในการที่จะดำเนินการให้มันสามารถลุล่วงไปได้ ที่ระดับจังหวัด โดยเราอาจจะยังไม่ถึงกับการมีการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง อันนี้เป็นเรื่องที่ กำหนดในแนวทาง ซึ่งความจริงแล้วเมื่อการประชุม ครม. ที่ผ่านมาที่จังหวัดหนองบัวลำภู ก็มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม กำหนดแนวทางของผู้ว่าราชการจังหวัดให้สามารถที่จะ ทำงานให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ไม่ว่าเรื่องของงบประมาณทุกส่วน หน่วยงานต้องผ่าน แผนพัฒนาจังหวัด เรื่องการดูเรื่องความดีความชอบของหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วนที่อยู่ ในจังหวัด ซึ่งแนวทางอย่างนั้นก็จะทำให้จังหวัดมีความคล่องตัวแล้วก็สามารถที่จะบริหาร จัดการเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดแล้วก็เร็วมากยิ่งขึ้นนะครับ

ส่วนเรื่องงบประมาณก็เป็นเรื่องที่ต้องสอดคล้องกับแผนการพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่ว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ อันนี้ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้จังหวัดนั้น สามารถที่จะบริหารราชการพื้นที่ได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ว่าปัญหาที่ท่านได้พูดถึง เรื่องของการพิจารณาอนุญาตอะไรต่าง ๆ อันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน เพราะว่าบางเรื่อง มันมีกฎหมายมีข้อจำกัดอะไรมากมายที่ต้องให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม อาจจะมอบอำนาจ ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทุกเรื่องที่สามารถทำได้ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือกฎหมายให้ทำได้ อันนั้นเป็นเรื่องที่เราสามารถทำให้พื้นที่ทั้งหลายสามารถที่จะบูรณาการกันแล้วก็กำหนด แนวทางในการทำงานร่วมกันได้เร็วมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยเอง ก็ดำเนินการอยู่ในช่วงที่ยังไม่ผ่านไปถึงการที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง อันนี้ผมเรียนว่า เรายังไม่มี ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย แต่ว่าเป็นแนวทางที่ต้องศึกษากันเพื่อให้เกิดความรอบคอบ เสียก่อนในการที่ทำให้สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นมันต้องมาจากความต้องการของพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะที่ผมเรียนเบื้องต้นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันกำหนดหลายเรื่องว่าการจะ ทำอะไรนั้นมันก็ต้องฟังเสียงประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ว่าใครก็คิดเองได้ จะทำอะไรเองก็ได้ ไม่ใช่นะครับ เพราะว่าบ้านเมืองมันมีกฎหมายในการใช้บังคับกันอยู่นะครับ มีหลายคำถาม ผมฟัง ๆ อยู่ปัญหาเรื่องบุคลากรในท้องถิ่นที่ขาดแคลนที่ว่าไม่พอ อันนี้ก็เกิดจากปัญหาเรื่อง ของคำสั่ง คสช. ที่ ๘/๒๕๖๐ เป็นคำสั่งซึ่งกำหนดให้ท้องถิ่นทั้งหลายต้องมาหาวิธีการที่ ส่วนกลาง โดยเฉพาะที่ ก มี ก. กลาง ก. อบจ. ก. อบต. ก. เทศบาล แล้วก็ที่ ก.สถ. กำหนดให้เป็นผู้ดำเนินการในการจัดหาเรื่องการสอบแข่งขันในภาพรวม ซึ่งในขณะนี้ผมก็ เรียนให้ทราบว่าทางส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้มหาวิทยาลัยในการที่จะจัดสอบ ในตำแหน่งที่ว่าง ๆ ทั้งหลายในการดำเนินการเพื่อที่จะให้ท้องถิ่นมีบุคลากรในการที่จะ ดำเนินการให้สอดรับกับการทำงานในพื้นที่ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ถึงท่านสมาชิกด้วยนะครับว่าในขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น ก็คือว่าท้องถิ่นเองมีรายจ่าย ประจำมาก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าบาง อปท. ในพื้นที่อีสานมีงบประมาณในภาพรวม ประมาณสัก ๕๐ ล้านบาท เป็นงบลงทุนเพียง ๕ ล้านบาทเอง ที่เหลือเป็นงบรายจ่ายประจำ ไป ๔๕ ล้านบาทเศษ อันนั้นเป็นข้อกังวล ข้อคิดอย่างหนึ่งว่าเรื่องของการกำหนดทิศทางใน การที่จะกำหนดให้ท้องถิ่นทั้งหลายมีบุคลากรในการทำงานมันต้องให้สมดุลกับงานที่เขาต้อง รับผิดชอบด้วย บางทีบางครั้งเราเปิดตำแหน่งอัตราลงไปมาก ๆ ทางท้องถิ่นเองก็ไปหาบุคคล เข้ามาทำงานก็ไปเป็นรายจ่ายประจำเสียส่วนใหญ่ รายจ่ายเพื่อการลงทุนเองเหลือจำกัด อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องพึงระวังในการที่กำหนดทิศทางเรื่องของบุคลากรในการทำงาน ในแต่ละพื้นที่ให้มันสอดรับกันด้วยเรื่องของรายได้ที่มีขึ้นในแต่ละท้องถิ่นต่อไป ขอบคุณ ท่านประธานครับ