สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗

กัลยพัชร รจิตโรจน์ หารือเรื่องร่าง พ.ร.บ. ฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน โดยเน้นการสาธารณสุข และเสนอข้อเสนอแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ โดยเน้นการประเมินความเสี่ยงและคัดกรองโรคอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกัน พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ

นางสาวกัลยพัชร รจิตโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้จะมาขออภิปรายสนับสนุนญัตติ ร่าง พ.ร.บ. ฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน ของพรรคก้าวไกล ดิฉันขออภิปรายในแง่มุมของการสาธารณสุขเป็นหลัก มลภาวะทาง อากาศถือเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดตัวหนึ่งของปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสุขภาพ นอกจาก ตัวเลขทางสถิติที่เพื่อน ๆ ได้พูดมากันเยอะแยะตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้วนะคะ ดิฉันขอพูดถึง สิ่งที่เราเห็นอยู่กับตาเลยก็คือท่านสามารถมองเห็นไปที่ขอบฟ้าว่ามันมัวขนาดไหน แล้วก็ ทุก ๆ ลมหายใจที่เราหายใจเข้าไปก็จะติดขัดไม่เต็มปอด ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนอากาศไม่มี พรมแดน อากาศเข้าถึงทุกคน เราหายใจด้วยอากาศเดียวกัน นอกจากฝุ่นพิษจะมีผลต่อ สุขภาพของแต่ละคนแล้ว ยังมีผลต่อระบบสุขภาพโดยรวมด้วยค่ะ จะเปรียบเทียบสถิตินะคะ ตัวเลขผู้ป่วยเป็นโรคปอดอุดกลั้นเรื้อรังที่มีผลจากมลพิษ ปี ๒๕๖๒-๒๕๖๕ ๔ ปีมีคนป่วย เป็นโรคนี้ ๑๘,๐๐๐ คน ตกประมาณปีละ ๔,๕๐๐ คน ซึ่งก็ถือว่าเยอะแล้วนะคะ แต่ว่า ตัวเลขเพียงแค่ปี ๒๕๖๖ ปีเดียวที่เราเจอฝุ่น PM2.5 หนักที่สุด มีผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มขึ้นเป็น ๒๐,๐๐๐ คนต่อปี ยังไม่นับค่าใช้จ่าย นอกจากโรคนี้แล้วยังมีโรคทางเดินหายใจชนิดอื่น มะเร็งปอด โรคหัวใจ และหลอดเลือด อายุไขที่สั้นลงและความเสียโอกาส และความทุกข์ ทรมานของคนในครอบครัว ต่อจากนี้ดิฉันจะขอเข้าไปในรายละเอียดร่างของพรรคก้าวไกล เทียบกับร่างของ ครม. ในมุมของสาธารณสุข สไลด์ขึ้นเลยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในส่วนมาตรา ๙ วรรคสอง ของร่าง พ.ร.บ. ฝุ่นพิษ ฉบับก้าวไกล เขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐมีหน้าที่ให้สิทธิในการเข้าถึงระบบ สุขภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงและคัดกรองโรคอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกัน ๒ ร่างนี้มีข้อที่เหมือนกันคือการเข้าถึงการรักษา โดยของ ครม. เพิ่มด้วยว่าโดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย จุดนี้เป็นจุดที่ดีค่ะ ดิฉันคิดว่ายังไม่เพียงพอที่จะรักษาโรคที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 เป็นโรคเรื้อรัง เป็นภัยที่มองไม่เห็น ใช้เวลาดำเนินโรคนานมากนะคะ กว่าจะเห็นมีอาการ กว่าจะเห็นฟิล์มเอกซเรย์มีรอยโรคแล้วกว่าจะได้รักษาก็มักจะสายเกินไป แล้วเป็นการรักษา แบบประคับประคองให้ออกซิเจนเพียงเท่านั้น ดิฉันเสนอให้ทาง ครม. หรือทางกรรมาธิการ วิสามัญที่ตั้งขึ้นนี้พิจารณาการประเมินความเสี่ยงด้วยค่ะ เพราะเมื่อเราสามารถประเมิน รอยโรคตั้งแต่เริ่มต้นเราจะได้เข้ารับการรักษาได้ทันการณ์ หรือแม้กระทั่งว่าผู้ป่วยไม่เป็นโรค เขาก็สามารถปรับ Lifestyle ให้เข้ากับฝุ่นที่มากขึ้นทุกวัน ๆ เหล่านี้ได้ โดยดิฉันขอเสนอให้ รัฐจัดสรรเพิ่มสิทธิประโยชน์ ซึ่งก็แปลว่าไม่เสียค่าใช้จ่ายในการคัดกรองโรคมะเร็งปอด แล้วก็ โรคปอดในกลุ่มเสี่ยง เฉพาะพื้นที่เสี่ยงก็ได้ค่ะถ้าท่านกังวลว่าจะเป็นการเสียทุนของรัฐมาก เกินไป พื้นที่เสี่ยงได้แก่ ภาคเหนือของประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคตะวันออก สระบุรี แล้วก็ Zone ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมมาก ๆ โดยการคัดกรองที่เป็นมาตรฐานของ ทั่วโลกเลยคือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยปริมาณรังสีต่ำ หรือว่าเรียกว่า Low-dose CT Scan ค่ะ ถ้าทำเพียงแค่เอกซเรย์ปอดธรรมดาไม่เพียงพอ และไม่มีความไวพอที่จะจับ รอยโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่วนอีกมิติหนึ่งคือมิติเรื่องการต่างประเทศ จุดนี้คือในร่าง ครม. ตัวบทไม่ได้มีความครอบคลุมที่เพียงพอถึงกลไกในระดับภูมิภาคและนานาชาติ กล่าวคือ พูดแค่กว้าง ๆ ในมาตรา ๖ (๕) ระบุว่าสร้างความร่วมมือในการแก้ไขภาวะมลพิษทางอากาศ รวมไปถึงการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศและนานาชาติ โดยมีกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่ในการประสานงาน แต่ว่าดิฉันอยากให้ท่านระบุ ไปให้ชัดเจนเลยถึงกลไกความร่วมมือในประชาคมอาเซียนที่ท่านได้เคยเซ็นไปแล้ว ตอนรัฐบาลของท่านเองได้ไปเซ็นสัตยาบันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ไว้ วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๐๐๓ หรือปี ๒๕๔๖ เป็นการลงสัตยาบันความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน หรือว่า ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution ท่านสามารถลงไปใน พ.ร.บ. ได้อย่างชัดเจนเลยว่าเราจะเน้นความร่วมมือระหว่างประชาคมอาเซียน เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า ASEAN มีผลกระทบจาก PM2.5 มากที่สุดในตอนนี้ ทั้งนี้เพื่อทำให้มั่นใจว่าจะมี การบูรณาการและมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับประเทศและในระดับ ภูมิภาคเข้าด้วยกัน มีความต่อเนื่องและมีข้อผูกพันกันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ฝากไว้ เพียงเท่านี้นะคะ ขอบคุณค่ะ