อิทธิพล สนับสนุน พ.ร.บ.ฝุ่นพิษ ชี้เกษตรกรเผาเพราะต้นทุนสูง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๑ มกราคม ๒๕๖๗

อิทธิพล ชลธราศิริ หารือปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเผาตอซังข้าวและอ้อยในจังหวัดขอนแก่น ชี้สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงของเกษตรกร และเสนอให้แก้ปัญหาที่โครงสร้างด้วยการสนับสนุนเครื่องจักร สร้างแรงจูงใจลดการเผา และปรับนโยบายรับซื้ออ้อยของโรงงานเพื่อยุติการเผาก่อนตัด

นายอิทธิพล ชลธราศิริ ขอนแก่น

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อิทธิพล ชลธราศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน ของพรรคก้าวไกล รวมถึงทุกร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๗ ร่างที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ผมเห็นด้วยที่เราจะต้องมีพระราชบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาสถานการณ์ ฝุ่นควันที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ หากรากฐานของชีวิตคือการศึกษาฉันใด กฎหมายก็ เป็นรากฐานของสังคมฉันนั้น ช่วงนี้ที่บ้านผมจังหวัดขอนแก่นมีประชาชนจำนวนมาก ร้องเรียนเรื่องการเผาไร่นา การเผาตอซังข้าวและการเผาไร่อ้อย แทบทุกพื้นที่ที่มีการเตรียม ทำนาปรังและพื้นที่ที่ปลูกอ้อย เพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่เปิดหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาล ช่วงนี้ จึงเป็นช่วงที่เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตขายเข้าโรงงานน้ำตาลครับ จากร่าง พ.ร.บ. ฝุ่นพิษและ การก่อมลพิษข้ามพรมแดนของพรรคก้าวไกล แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศจากพื้นที่ เกษตรกรรมและการเผาในพื้นที่โล่ง ผมอยากจะสะท้อนให้เห็นถึงว่าทำไมเกษตรกรถึงต้อง เลือกวิธีการเผา ไร่นา การเผาตอซังข้าว การเผาไร่อ้อยและเราจะจัดการปัญหาที่ต้นตอนี้ได้ อย่างไร ท่านประธานครับ ผมได้ประสานกับเกษตรอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น พบว่านาปี นาปรังในอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่นมีประมาณ ๒๖๐,๐๐๐ ไร่ ไร่อ้อยมีประมาณ ๓๖,๐๐๐ ไร่ รวมกันประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ มีรายงานการหยุดเผาไร่นาไร่อ้อยผลการดำเนินการของ เกษตรอำเภอมีโครงการหยุดเผาตอซังข้าวในพื้นที่เกษตร มีผลสัมฤทธิ์ว่ามีประชาชนไถกลบ ตอซังข้าวในอำเภอเมืองขอนแก่นเพียง ๗,๖๑๓ ไร่ หรือคิดเป็นเพียง ๓ เปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่ นับรวมการเผาไร่อ้อย เป็นเพียงนาอย่างเดียวครับ สาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดฝุ่น PM2.5 เกิดจากอุตสาหกรรม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เกิดจากยานพาหนะการขนส่งการคมนาคม ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการผลิตไฟฟ้า ๘ เปอร์เซ็นต์ และอื่น ๆ อีก ๗ เปอร์เซ็นต์แต่เกิดจาก การทำการเกษตรการ การเผาในพื้นที่โล่งถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมไปสอบถามพี่น้องเกษตรกร ผู้ทำนา ผู้ปลูกอ้อย ผมถามว่าเขารู้ไหมครับว่าการทำการเผานี้ทำให้มันเกิดมลพิษ เขารู้ครับ แต่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำวิธีเช่นนี้ แล้วทำไมถึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ผมจึงได้คำตอบ เขาตอบว่าเป็นเพราะต้นทุนของการผลิตนี้ ปัญหาที่แท้จริงของเกษตรกรที่เลือกใช้วิธีการเผา เพราะว่ามันง่าย มันสะดวก รวดเร็ว ประหยัดต้นทุนครับ เกษตรกรทราบดีครับว่าการเผานี้ทำลายหน้าดิน ทำลายจุลินทรีย์ในดิน ธาตุอาหารในดิน ก็หายไป และที่สำคัญทำให้เกิดมลภาวะอากาศเป็นพิษ เมื่อราคาสินค้าทางการเกษตรที่เขา จะขายก็ไม่ได้มีราคาดีสักเท่าไร การลดต้นทุนในการผลิตจึงเป็นทางเลือกของเกษตรกร โดยวิธีการลดต้นทุนแบบนี้ แต่กลับเป็นการไปเพิ่มต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม และที่หนักไปกว่า คือลมหายใจที่ปราศจากอากาศบริสุทธิ์และสุขภาพที่ย่ำแย่ของพี่น้องประชาชนที่ตามมา และเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยก็เช่นกัน ทำไมต้องเผาอ้อยก่อนตัด หลัก ๆ เลยครับท่านประธาน การเผาอ้อยก่อนตัดทำให้สามารถตัดอ้อยได้ง่าย รวดเร็ว ไม่เสียเวลา ประหยัดต้นทุน หาแรงงานในการตัดง่าย ตัดได้มากกว่าอ้อยสดถึง ๒ เท่าในเวลาเท่ากัน เกษตรกรจึงเลือก ที่จะเผาก่อนตัดครับ ผมเห็นว่าการแก้ปัญหาการเผาอ้อยได้ก็คือโรงงานจะต้องไม่รับซื้ออ้อย ไฟไหม้เลยครับ ตามร่างพระราชบัญญัติของพรรคก้าวไกล หมวด ๓ การจัดการฝุ่นพิษ ภายในประเทศ เพราะทุกวันนี้ราคาอ้อยสดกับอ้อยไฟไหม้ราคารับซื้อต่างกันไม่มากเลยครับ สัดส่วนของโรงงานรับซื้ออ้อย ทั้งอ้อยสดและอ้อยไฟไหม้หลังเปิดหีบมา ๑ เดือนที่ผ่านมานี้ เองครับ ทั้งประเทศเรามี ๕๗ โรงงานที่รับซื้ออ้อย มีการรับซื้ออ้อยไปแล้วเป็นอ้อยสด ๑๕ ล้านตัน อ้อยไฟไหม้ ๕ ล้านตัน จะเห็นว่าเป็นอ้อยไฟไหม้กว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และ ๑ ใน ๔ ครับ เราจะเห็นว่าต้นตอของปัญหาจริง ๆ นั้นคือเกษตรกรเขาไม่มีทางเลือก เพียงต้องการลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนในการผลิต เพื่อที่จะให้มีผลกำไรพอเหลือ มีเงินเลี้ยง ปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัว ถ้าเราไม่แก้ปัญหาที่โครงสร้าง เรามาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างเดียว เป็นปัญหาก็จะยังวนเวียนแบบนี้อยู่เหมือนเดิม ถ้าเราจะห้ามเผาก็ต้องมีช่องทาง ช่วยเหลือเกษตรกรด้วย และต้องเป็นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างจริง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้ารัฐบาลจะแก้อย่างจริงจัง รัฐบาลจะต้องเพิ่มเครื่องจักรทางการเกษตร เพื่อนำมาทดแทนแรงงาน เพื่อลดต้นทุนให้กับชาวนา ชาวไร่ ถ้าแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกลับไป เผาเพื่อลดต้นทุนแบบเดิม รวมถึงต้องทำมาตรการเพิ่มแรงจูงใจเพื่อลดการเผา เช่น เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคมที่ผ่านมาที่เทศบาลเมืองศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่นของผมจัดกิจกรรม Kick Off ไถกลบตอซังข้าว เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการไถกลบตอซังข้าวจะได้รับ การสนับสนุนจากเทศบาลไร่ละ ๑๐๐ บาท นี่ก็เป็น ๑ ตัวอย่างที่เป็นมาตรการเพิ่มแรงจูงใจ รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนรู้และเข้าใจทางออกของการไม่เผา แค่ให้เกษตรกร ทุกคนรู้ว่าเผาฟางเท่ากับเผาเงิน โรคร้ายก็จะรุมล้อม โลกร้อนก็จะรุมเร้าครับ เพราะประโยชน์ ของฟางมีเยอะครับ อัดก้อนขายเพื่อเป็นอาหารสัตว์ก็ได้ ๑ ไร่ที่ทำนาหลังเก็บเกี่ยวสามารถ อัดฟางข้าวได้ถึง ๒๐ ก้อน ถึง ๒๕ ก้อน ก้อนหนึ่งราคา ๒๕-๓๐ บาท หรือจะทำเป็นปุ๋ยหมัก ทำเป็นวัสดุคลุมดินก็ย่อมได้ แต่มากกว่าเงินคืออากาศที่บริสุทธิ์ที่เราจะได้หายใจในโลก ที่สะอาดขึ้น เพียงเท่านี้เทศกาลหิมะดำของประเทศไทยก็จะไม่มีอีกต่อไป นี่ละครับ ทางออก ของการเลิกเผาลด PM2.5 ขอบคุณครับท่านประธาน