เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการอากาศสะอาด โดยเน้นย้ำความสำคัญของการรับฟังเสียงชุมชนชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมไฟป่าที่ควรสอดคล้องกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมเรียกร้องให้กฎหมายรองรับแผนปฏิบัติการของชุมชนอย่างเป็นทางการ และสนับสนุนมาตรการจูงใจสำหรับผู้ที่มีการจัดการไฟอย่างยั่งยืน แทนการห้ามเผาอย่างเบ็ดเสร็จที่ไม่คำนึงถึงความหลากหลายของบริบทพื้นที่
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับการบริหารจัดการอากาศสะอาดทุกฉบับที่เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ ท่านประธานครับ กลุ่มชาติพันธุ์เป็นกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหา โดยเฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับไฟป่าโดยตรง เพราะว่ากลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร แล้วก็มีพื้นที่ มีชุมชนอยู่ในพื้นที่ที่รายล้อมด้วยป่า และที่สำคัญยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้ป่าและ ทรัพยากร เพราะฉะนั้นเรื่องการออกกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการไฟป่าหมอกควัน จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง ที่ผ่านมาการจัดการไฟป่ามีปัญหาอย่างน้อย ๒ ประการ ประการแรก ก็คือระเบียบที่กำหนดมาจากส่วนกลาง ขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ระเบียบที่กำหนดมา จากส่วนกลาง แล้วก็ออกมาเป็นลักษณะเป็นแท่งเดียวกำหนดมาในลักษณะเดียว ไม่ได้มีส่วน เกี่ยวข้องหรือไม่ได้มีส่วนที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ของกลุ่ม ชาติพันธุ์นำมาสู่ปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะการออกระเบียบที่มีลักษณะเป็นแบบเดียวกัน แล้วเอาไปใช้ทั่ว ๆ ไป พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างออกไปก็จะประสบ ปัญหา ปัญหาต่อไปก็คือ เรื่องของการผลิตซ้ำวาทกรรม โดยเฉพาะวาทกรรมที่บอกว่า ชาวเขาทำลายป่า ผ่านบทบาทของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้และสื่อที่ผ่านมาหลายปี ต่อเนื่อง สื่อกระแสหลักก็ยังนำเสนอภาพที่บอกว่าชาวเขาเผาป่ามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ นำไปสู่การตอกย้ำให้สังคม ยังมีความเข้าใจว่ากลุ่มชาติพันธุ์ทุกวันนี้ก็ยังเผาป่าทั้ง ๆ ที่การเผาไร่หรือว่าการเผาป่าเพื่อที่จะจัดการไฟป่าทำผ่านการเจรจาการพูดคุยกับหน่วยงาน รัฐที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็ไปเผาเอง แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่สังคมไทยยังมอง ไม่เห็นก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนท้องถิ่นส่วนใหญ่ได้มีการจัดการไฟป่ากันเองอยู่แล้ว ทั้งที่ทำ กันเองหรือทำโดยได้รับการสนับสนุนหรือความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐอยู่ในพื้นที่ ผมจะขอ ยกตัวอย่างนะครับ อย่างที่เราเห็นอยู่ก็คือจะเป็นการจัดการไฟป่าของชุมชนเครือข่ายม้ง สุเทพ-ปุย ๑๒ หมู่บ้าน อันนี้ก็จะเป็นการจัดการป่าของชุมชนชาวกะเหรี่ยง ที่อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน อันนี้ก็จะเป็นชุมชนอาข่า ที่บ้านอาแหยะ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย อันนี้ ก็จะเป็นการจัดการป่าของชุมชนลีซู ที่บ้านเลาวู อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงราย นี่ก็จะเป็น เพียงแค่ตัวอย่าง จริง ๆ แล้วกลุ่มชาติพันธุ์เกือบทุกชุมชนก็ได้มีการจัดการป่าในลักษณะแบบ นี้ การจัดการป่าของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์รวมถึงชุมชนท้องถิ่นที่ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ มีลักษณะ ที่เป็นแบบแผน อย่างเช่นมีการสร้างกติกาในชุมชนอย่างชัดเจน มีการทำงานร่วมกันกับ หน่วยงานรัฐที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านป่าไม้ ท้องถิ่น อำเภอ มีการวางแผน ดำเนินการอย่างเป็นระบบ แล้วก็เพื่อปกป้องทรัพยากรของท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้เมื่อทำ ๆ ไป กลายเป็นค่านิยมของคนในท้องถิ่นในการบริหารจัดการไฟป่า ในการร่างกฎหมายใหม่ ในหลาย ๆ ร่าง ได้พูดถึงหลักการกระจายอำนาจการสร้างแรงจูงใจ แล้วก็มาตรการในการ ควบคุม ซึ่งผมอยากจะเสนอว่าในการดำเนินการจำเป็นที่จะต้องให้สิทธิ ให้โอกาสแก่ชุมชน ท้องถิ่นที่เขาได้มีการบริหารจัดการป่าที่ดีอยู่แล้วได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ขอย้อนกลับไปที่ เป็นตาราง ในกรณีของการกระจายอำนาจในร่างกฎหมายหลาย ๆ ฉบับ ได้พูดถึงการจัดทำ แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าในระดับพื้นที่ ผมอยากจะให้รวมถึงการรับรอง แผนปฏิบัติการของชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ที่เขาได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว แล้วก็ดีด้วย กฎหมายต้องรองรับแผนของชุมชนเหล่านี้ด้วย
ประการต่อไปคือเรื่องของการสร้างแรงจูงใจ ในร่างกฎหมายหลายฉบับ พูดถึงการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ทีนี้ผมอยากจะรวมถึงเรื่องของการสร้างมาตรการ จูงใจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเงิน แต่อาจจะรวมถึงเรื่องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ สิทธิของชุมชนท้องถิ่นที่เขาอยู่แล้วก็ใช้ทรัพยากรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน ทรัพยากร หมุนเวียนจากป่า รวมทั้งส่วนแบ่งในคาร์บอนเครดิต รวมถึงเรื่องของระบบตรวจสอบ ย้อนกลับสิ่งเหล่านี้จะต้องไม่ไปกระทบกับการใช้ชีวิตปกติของชุมชนท้องถิ่นที่เขามี การบริหารจัดการป่าที่ดีอยู่แล้ว ในการชดเชยกับการเผาไร่ เผาสวนของเขาที่เกิดขึ้น
ต่อไปคือเรื่องของมาตรการควบคุม เราพูดถึงเรื่องของการประกาศรายการ ที่ห้ามเผาในที่โล่ง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามัน จำเป็นต้องไปยกเว้นกรณีสำหรับชุมชนท้องถิ่นที่มีการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ดีอยู่แล้ว ถ้าเขา มีแผนในการบริหารจัดการไฟป่าที่ดีอยู่แล้วต่อให้เขาต้องมีการเผาบ้าง ถ้าเผาในระดับ ที่ยอมรับได้ หรือได้มีการจัดทำแผนร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแล้ว สิ่งเหล่านี้ต้องให้สิทธิ กับเขาด้วย ทีนี้ผมอยากจะย้ำในที่นี้ว่าสิ่งที่ผมพูด ผมไม่ได้เรียกร้องให้กลุ่มชาติพันธุ์มีอภิสิทธิ์ หรือมีเสรีภาพในการเผา ผมเพียงแต่จะเรียกร้องให้ระบบกฎหมายของเราต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงที่ว่า ถ้าชุมชนท้องถิ่น ชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์สามารถมีการบริหารจัดการไฟป่า ได้ดีกว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะต้องไปส่งเสริมและสนับสนุน ที่สำคัญจะต้องเขียนไว้ในกฎหมายด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่าชุมชนจะมีสิทธิจริง ไม่ใช่รอให้หน่วยงานรัฐใช้เป็นเพียงแค่เครื่องมือ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มชาติพันธุ์เวลาไปจัดการไฟป่า เวลาไฟดับไฟป่า สิ่งที่เขาทำไม่ได้มีระบบ กฎหมายมารองรับ ไม่ได้มีงบประมาณที่สนับสนุนเพียงพอ เขาทำด้วยจิตอาสาหรือได้รับ การขอร้อง หรือแม้กระทั่งการบังคับจากหน่วยงานรัฐให้เข้าไปทำ แต่เขาก็เต็มใจที่จะไปทำ เพราะว่าการบริหารจัดการไฟป่าของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิ คุ้มครองการใช้ ที่ดินทรัพยากรในพื้นที่ของเขาเองนะครับ ขอบคุณมากครับ