สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ มกราคม ๒๕๖๗

วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอการประเมินงบประมาณประจำปี 2567 และขออนุมัติงบประมาณนั้นก่อนที่จะเข้ามาในระบบ พร้อมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลคำของบประมาณที่ยื่นเข้ามา และความสำคัญของการมีข้อมูลนี้ในการพิจารณาและจัดสรรเงินในพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปีของประเทศไทย และนำเสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลนะครับ ในนามของ ประธานอนุกรรมาธิการศึกษาคำของบประมาณประจำปี ๒๕๖๗ วัตถุประสงค์ของการจัดทำ รายงานฉบับนี้ที่มานำเสนอต่อสภาจริง ๆ ก็ตั้งใจอยากจะให้รายงานนี้เข้าสู่สภาก่อนที่ งบประมาณประจำปี ๒๕๖๗ เข้านะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เหตุผลเพราะว่าในนี้ก็ได้มี การรวบรวมคำของบประมาณที่จะมานำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ด้วยนะครับ เหตุผลหนึ่งก็คือว่าในการประชุมสภาเมื่อทาง ครม. ได้จัดส่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ประจำปีเข้าสู่สภานะครับ ที่ผ่านมาเราจะไม่เห็นคำของบประมาณก็คือเราจะเห็นเฉพาะ ร่างงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็เลยเป็นที่มาของการตั้ง อนุกรรมาธิการศึกษาคำขอฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งในคำขอก็เผื่อถ้าท่านสมาชิกท่านใดสนใจ ก็สามารถ Scan QR Code ๒ อันนี้ได้นะครับ ด้านซ้ายจะเป็นคำของบประมาณที่หน่วยรับ งบประมาณส่งเข้ามา ส่วนด้านขวาก็จะเป็นคำของบประมาณที่มีการประมวลผลในรูปแบบ ที่เป็น Machine Readable Format หรือว่าเป็นใน Google Sheets ที่จัดทำโดยภาค ประชาสังคม WeVis นะครับ เหตุผลที่คำของบประมาณจะมาช่วยการทำงานของเรา ก็เพราะว่าถ้าเราได้ดูคำของบประมาณเราจะพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จริง ๆ แล้วเขาได้ ยื่นคำของบประมาณที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจำนวนมากเข้ามาพิจารณาให้กับ การจัดสรรนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพิสูจน์สิทธิที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การป้องกันฝุ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอุดหนุนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ จริง ๆ แล้วคำของบประมาณเหล่านี้ได้ถูกยื่นคำขอเข้ามาที่สำนักงบประมาณหรือเรียกว่า คำของบประมาณขาขึ้น แต่ที่ผ่านมาด้วยความที่เราไม่เห็นชุดข้อมูลนี้ทำให้ว่าบางที เราตั้งข้อสงสัยว่าทำไมงบประมาณดี ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนี่ถึงไม่เห็นในร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี การที่เรามีข้อมูลคำของบประมาณประกอบจะทำให้ การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มีข้อมูลที่สามารถพิจารณาได้รอบคอบมากขึ้นว่า ในเมื่อคำของบประมาณที่มีประโยชน์เข้ามา ได้รับการจัดสรรอะไรบ้าง อะไรที่ไม่ได้ รับคำขอใดที่ไม่ได้รับการจัดสรรนะครับ ก็เลยเป็นที่มาของวัตถุประสงค์แรกของการตั้ง อนุกรรมาธิการชุดนี้นะครับ

วัตถุประสงค์ที่ ๒ ก็คืออยากจะศึกษากระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปี เพื่อตั้งเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ เพื่อให้กระบวนการทำงบประมาณประจำปีของ ประเทศไทยนี้มีการพัฒนา มีการปรับปรุงขึ้นไปให้เหมาะสมขึ้นมานะครับ ก็เลยเป็นที่มา ของการทำรายงานฉบับนี้ ดังนั้นจริง ๆ ในรายงานเล่มนี้ก็จะมีรวบรวมข้อสังเกต ๒๒ ข้อ แต่ว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้นะครับ ก็ขออนุญาตรวบรวม แล้วก็ สรุปมาเป็น ๖ ประเด็นสั้น ๆ ให้เพื่อนสมาชิกได้พิจารณาร่วมกันประเด็นแรกเลยนะครับ

ประเด็นแรก ก็คือที่อยากตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือว่ากรอบในการจัดทำ งบประมาณประจำปี ปัจจุบันยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบเพดานการยื่นคำของบประมาณ ก็จะพบว่าหน่วยรับงบประมาณเองจำนวนมากก็จะยื่นคำของบประมาณรวมกันมาแล้ว ๕.๘ ล้านล้านบาท ซึ่งจะต้องถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมากเมื่อเทียบกับงบประมาณประจำปี ๓.๔๘ ล้านล้านบาท นั่นหมายถึงว่าการพิจารณาจัดสรรงบประมาณนี่ จะต้องมีการปรับลด งบประมาณเกือบ ๒ ล้านล้านบาท ในระยะเวลาเพียงแค่ ๒ เดือน ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นโจทย์ ที่ท้าทายอย่างมากที่ฝ่ายบริหารเองจะสามารถพิจารณาได้รอบคอบ ดังนั้นสิ่งที่อยากจะตั้ง เป็นข้อสังเกตในประเด็นแรก ก็คือว่าบางทีเราควรจะมีการกำหนดกรอบเพดานของคำขอ งบประมาณ โดยที่ยึดตามเป็นแผนแม่บทของระดับชาติไปเลย ถ้าจะใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑๓) ที่มี ๑๓ หมุดหมาย หรือแม้กระทั่งจะบอกว่าจะใช้ แผนแม่บท ๒๓ แผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติก็ยังได้ เหตุผลก็คือว่าให้ในแผนแม่บท ที่จะต้องมีการพิจารณาร่วมกันเป็นแผนบูรณาการ แล้วก็กำหนดกรอบเพดานขึ้นมานะครับ เพราะผมคิดว่าถ้าเราไม่กำหนดกรอบงบประมาณ สำหรับการพัฒนาประเทศในแต่ละด้าน ก็เป็นการยากที่จะตั้งเป้าหมายได้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศนี้ที่เราจะบรรลุนะครับ ดังนั้นการกำหนดกรอบงบประมาณ ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือเราจะได้กำหนดทบทวนว่าเป้าหมาย ของการพัฒนาประเทศได้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรได้จริงนะครับ แล้วก็ อ้างเหตุผลที่ ๒ ก็คือว่าหน่วยรับงบประมาณก็จะได้ทราบล่วงหน้าว่าในแต่ละการพัฒนา แต่ละประเด็นจะมีกรอบคำของบประมาณเท่าไร ทำให้การยื่นคำขอเข้ามามีการพิจารณา ทบทวนให้รอบคอบว่าโครงการใดจำเป็นในการบรรลุเป้าหมายระดับชาติหรือโครงการใด ที่จะสมควรมีการปรับลด เพราะว่าอาจจะไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระดับชาติต่อไป

ประเด็นที่ ๒ นอกจากถัดจากเรื่องกรอบคำของบประมาณของแผน บูรณาการตามแผนแม่บทระดับชาติ ซึ่งแน่นอนมันจะหมายถึงว่าต้องลดแผนยุทธศาสตร์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแผ่นบูรณาการลง ดังนั้นในช่วงถัดมานะครับ ก็คือช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือเดือนธันวาคม สิ่งที่ผมตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อพิจารณาให้ปรับปรุงนะครับ ก็คือว่าหน่วยรับ งบประมาณก็ควรจะต้องยื่นคำของบประมาณสำหรับแผนบูรณาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับแผนระดับชาติ ๆ เริ่มตั้งแต่เดือน ๑๑ ก็คือเดือนพฤศจิกายนเพื่อให้เดือนธันวาคม หน่วยงานเจ้าภาพแผนบูรณาการสามารถทบทวนแผนแม่บทระดับชาติเพื่อให้สอดคล้องกับ งบประมาณที่เกิดขึ้นในแต่ละปีได้นะครับ แต่ถ้าเป็นในส่วนของงบประมาณของจังหวัด หรือว่ากลุ่มจังหวัด ผมคิดว่ามันมีความจำเป็นที่ว่าในส่วนของโครงการคำขอที่เกี่ยวข้อง ในรายพื้นที่ ก็คือในรายจังหวัดเป็นการดีที่จะมีการมากางเป็นแผนงานจังหวัดเพื่อให้ พิจารณาร่วมกัน เพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้ควรจะเพิ่มบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับจังหวัด ก็คือ อบจ. ควรจะเป็นเจ้าภาพในการกำหนดแผนพัฒนาจังหวัดแทนที่ เพราะว่าเป็นท้องถิ่นที่มีความเข้าใจพื้นที่ได้ดี แล้วก็เหมาะสมกว่าสามารถตัดสินใจได้ว่า โครงการที่ส่วนราชการเสนอเข้ามาในพื้นที่จังหวัดนั้น ๆ สอดคล้องกับความต้องการ ของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ มีความซ้ำซ้อนหรือไม่ อันนี้จะทำให้เกิดการบูรณาการได้จริง ของโครงการที่เกิดขึ้นในแต่ละจังหวัดนะครับ และที่รับผิดรับชอบโดยนายก อบต. ที่เลือกมา จากพี่น้องประชาชนนะครับ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ ๒ ส่วนกลุ่มจังหวัดแน่นอนครับ ด้วยความที่เป็นงบที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงของหลายจังหวัด อันนี้ก็ยังคงรับผิดชอบ โดยราชการส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยหรือสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเหมือนเดิมผมคิดว่ายังมีความเหมาะสมครบถ้วนอยู่แล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตสำหรับการจัดทำงบประมาณ ก็คือว่าเมื่อหน่วยรับงบประมาณยื่นคำขอแผ่นบูรณาการในเดือนพฤศจิกายน หน่วยงาน เจ้าภาพทบทวนแผนดูเดือนธันวาคมนะครับ ทั้งแผนบูรณาการแล้วก็แผนจังหวัดก็จะยื่นเข้า มาอยู่สำนักงบประมาณเดือนมกราคม ส่วนที่เหลือคือหน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ ก็จะยื่นแผนคำของบประมาณแผนงานพื้นฐาน หรือแผนงานบุคลากรเข้ามาที่สำนัก งบประมาณ เดือนมกราคม ซึ่งแผนงานพื้นฐานก็คือเป็นแผนงานที่มีกฎหมายกำหนด กำหนด ภารกิจไว้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องปฏิบัติอะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนวัตถุประสงค์ก็คือว่าเราก็จะ ได้แยกแผนงานบูรณาการที่เป็นเรื่องของการพัฒนา กับแผนงานตามภารกิจที่มีกฎหมาย กำหนดเป็นแผนงานพื้นฐานเข้ามานะครับ แน่นอนข้อมูลที่จะต้องเกี่ยวข้องก็คือ ถ้าเราดู งบประมาณปัจจุบันนี้ เราก็จะเห็นว่ามีคำขอ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร บุคลากร ยานพาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิงต่าง ๆ แต่ข้อมูลคำของบประมาณที่จะสามารถพิจารณาอนุมัติจัดสรรได้ จริง ๆ สิ่งที่เราขาดไปก็คือรายการสินทรัพย์ของหน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ ที่มีว่าปัจจุบันนี้ มีอาคารมากน้อยเพียงใดแล้วของหน่วยต่าง ๆ มีความจำเป็นหรือไม่ บุคลากรตอนนี้ มีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน น้ำมัน ยานพาหนะมีอยู่แล้วกี่คัน มีความจำเป็นที่ต้องมา ขอรับจัดสรรเพิ่ม เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามแผนงานพื้นฐานที่กำหนดไว้ได้ แล้วก็แน่นอน เช่นเดียวกันครับ หน่วยงานเจ้าภาพที่ควรจะมาพิจารณาในส่วนของแผนงานพื้นฐานเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพ กระผมคิดว่าในส่วนตรงนี้ ก.พ.ร. น่าจะเหมาะสมที่สุด ส่วนแผนงานบุคลากร ก็จะมี ก.พ. ที่เข้า ควรจะเป็นเจ้าภาพดูว่าแผนงานพื้นฐานกับแผนงานบุคลากร สามารถให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไรได้บ้าง แน่นอนครับ กฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นแล้วก็ควรจะ มีการทบทวนหรือที่เรียกว่า Regulatory Guillotine ก็คือประเมินผลสัมฤทธิ์ความสำเร็จ ของกฎหมาย ถ้าเราประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายมีการลดกฎหมายที่ไม่จำเป็นลง แน่นอน มันหมายถึงงบประมาณแผนงานพื้นฐานที่จะลดลง แล้วก็หมายถึงงบประมาณที่จะ สามารถไปเพิ่มตรงแผนงานบูรณาการแทนที่ได้ แล้วก็เช่นเดียวกันครับถ้าเกิดว่า บุคลากร ต่าง ๆ หรือหน่วยงานใดที่อาจจะไม่มีความจำเป็น หรือความเหมาะสมในบริบทปัจจุบันแล้ว ก็ต้องมีการทบทวนแผนงานโครงสร้างบุคลากรของรัฐควบคู่กันไปด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๔ เมื่อคำของบประมาณไม่ว่าจะเป็นแผนบูรณาการ แผนพื้นฐาน จังหวัด และกลุ่มจังหวัด แล้วก็แผนงานบุคลากรเข้าสู่สำนักงบประมาณ ก็จะไปสู่การจัดทำ งบประมาณแบบฐานศูนย์ ก็คือการยึดว่าโครงการงบประมาณคำของบประมาณใดเป็น ประโยชน์ แล้วก็คุ้มค่าที่สุด ซึ่งแน่นอนครับ ความคุ้มค่าก็คือการที่ว่าเราวัดผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นของการใช้งบประมาณหารด้วยทรัพยากร คืองบประมาณที่ใช้ลงไป โครงการใด ที่ได้ผลลัพธ์มากที่สุดจากการใช้งบประมาณน้อยที่สุด ก็ควรจะได้รับการจัดสรร พูดง่าย ๆ คือว่าถ้าแผนงานบูรณาการก็ต้องไปที่การ Maximize ก็คือทำอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์สูงที่สุด แต่งบประมาณให้น้อยที่สุดนะครับ แต่ถ้าเป็นแผนงานพื้นฐาน แน่นอนครับ ก็คือทำอย่างไร ให้ปฏิบัติตามภารกิจตามกฎหมายได้ แต่ในขณะเดียวกันใช้ทรัพยากรได้ต่ำที่สุด ก็จะเป็น เรื่องของประสิทธิภาพ โครงการใดที่สามารถบรรลุเป้าหมายตรงนี้ก็จะได้รับการจัดสรร ซึ่งนั่นหมายถึงก็จะเกิดโครงการใหม่ ๆ ที่จะต้องมาเป็นโครงการนำร่องเพื่อมาวัดผลนะครับ ถ้าเกิดว่ามีผลลัพธ์ที่ดีกว่าโครงการเดิม ก็ควรจะมีการขยายผลเพื่อไปทดแทนโครงการเดิม ที่อาจจะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า อันนี้ก็จะเป็นหลักการของการทำ Zero-Based Budgeting หรืองบประมาณฐานศูนย์นะครับ ซึ่งแน่นอนหน่วยงานที่จะต้องมารับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยกัน ก็ควรจะต้องมีการบูรณาการร่วมกันนะครับ ที่ว่าไม่ใช่แค่สำนักงบประมาณแต่เพียง หน่วยเดียวในการพิจารณาจัดสรรตรงนี้ ก็ควรจะต้องมีทั้งสำนักงบประมาณ ทั้งสภา พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก.พ.ร. ก.พ. แล้วก็สภาความมั่นคงแห่งชาติเข้ามา พิจารณาจัดสรรงบประมาณตรงนี้ด้วยถึงจะทำให้บรรลุเป้าหมายการจัดทำงบประมาณ แบบฐานศูนย์ที่ครอบคลุมมิติทุกด้านนะครับ ในภาพสุดท้ายก็จะเป็น Flow สุดท้ายว่านี่คือ กระบวนการงบประมาณที่ตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้นะครับ

แล้วก็ประเด็นสุดท้าย ก็คือการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งการมี ส่วนร่วมของประชาชน ก็คือหนีไม่พ้นที่ว่าถ้าเราแบ่งว่าหน่วยงานบริหารกับหน่วยงาน ปฏิบัติการ หน้าที่ของหน่วยงานบริหารแน่นอน อันดับแรกก็คือการกำหนดเป้าหมาย แล้วก็ แผนงาน ซึ่งปัจจุบันก็มีในระบบ eMENSCR รองรับอยู่แล้ว หน่วยดำเนินการก็จะเป็น คนยื่นคำของบประมาณตามเป้าหมายแผนงานระดับชาติเข้ามาในระบบ e-Budgeting ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นฝ่ายบริหารที่เป็นคนจัดสรรงบประมาณ เมื่อจัดสรรงบประมาณเสร็จแล้ว หน่วยงานดำเนินการก็จะไปจัดซื้อจัดจ้าง เบิกจ่าย แล้วก็มีการวัดผลว่าผลลัพธ์ของ การเบิกจ่าย หรือจัดซื้อจัดจ้างของโครงการงบประมาณต่าง ๆ เป็นอย่างไร ซึ่งในระบบ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนี้ก็คือ eMENSCR หรือ e-Budgeting e-GP GFMIS แล้วก็ BB EvMIS ในส่วนของการติดตามวัดผลนะครับ ถ้าเราต้องการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้ง ๕ ข้อมูลในระบบนี้ก็ควรจะต้องมีการเชื่อมโยงกัน แล้วก็เปิดเผยออกมาให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์ ตรวจสอบได้ง่ายนะครับ แล้วก็ขั้นตอน สุดท้ายก็คือการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรงว่าในเรื่องของแม้กระทั่งเป้าหมาย ระดับชาติ งบประมาณ คำของบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ แล้วก็การวัดผล ประชาชนคิดเห็นอย่างไร เพื่อให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณนำไปสู่ งบประมาณฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุดนะครับ ก็จะเป็นข้อสังเกตประเด็น สุดท้ายที่ในรายงานฉบับนี้ได้ตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ ก็เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเพื่อนสมาชิก ก็ขออนุญาตสรุปเป็นประเด็นสั้น ๆ ของรายงานฉบับนี้เพียงเท่านี้ แล้วก็อาจจะขออนุญาตให้ ท่านประธานได้กล่าวสรุปปิดท้าย ขอบคุณมากครับ