ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเน้นการปรับปรุงมาตรา 1448 ที่จำกัดสิทธิในการสมรสเฉพาะชายและหญิง พร้อมผลักดันให้กฎหมายสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาค ด้วยการเปิดโอกาสให้บุคคลทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียม โดยเรียกร้องให้มีการผลักดันกฎหมายคู่ชีวิตและสมรสเท่าเทียมเพื่อยกเลิกข้อจำกัดเดิมและส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศอย่างแท้จริง
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออนุญาตเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรคนสุดท้ายทั้งในนามของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน แล้วก็หลังต่อจากพรรคร่วมรัฐบาลที่จะอภิปรายเห็นชอบในการรับ หลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ไม่ว่าจะเป็นในส่วนร่างของรัฐบาล ร่างของพรรคก้าวไกล ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ และร่างของภาคประชาชนครับ แต่ผมอยากจะเท้าความและชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เราทำให้เราต้อง เดินทางมาถึงวันนี้ นับจากการแก้ไขหรือการยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกของผมได้คำนวณระยะเวลา นับรวมกัน มากกว่า ๔๐,๐๐๐ วันนั้น ปัญหาในทางกฎหมายนั้นคืออะไรครับ มาตรา ๑๔๔๘ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีการยกร่างมีการบัญญัติมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ บังคับใช้ในปี ๒๔๗๘ นั้นระบุไว้ว่าการสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ ๑๗ ปี บริบูรณ์แล้ว ความตอนท้ายผมไม่พูดถึงฉะนั้นมี ๒ เงื่อนไขด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ ก็คือว่าถ้าใครก็แล้วแต่ที่อยากจะใช้สิทธิในการก่อตั้งครอบครัว ภายใต้การรับรองของรัฐนั้น จะต้องเป็นชายและหญิงเท่านั้น
ประการที่ ๒ ก็คือว่าคุณจะเข้าถึงการสมรสกันได้ก็ต่อเมื่ออายุนั้นจะต้องเป็น อายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ถึงแม้ว่าในกรณีของเด็กนั้นอายุต่ำกว่า ๑๗ ปีเรายังเรียกว่า เป็นเยาวชน ยังไม่บรรลุนิติภาวะและอาจจำเป็นที่จะต้องขอความยินยอมจากผู้ปกครอง แต่ท่านประธานครับ คำว่า ชายและหญิงนั้นมีบัญญัติอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ระบุว่า ชาย หมายความว่า มนุษย์เพศผู้ ซึ่งโดยกำเนิดมีลึงค์เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ ผู้ชาย ก็ว่า หรือว่าเรียกแบบเดียวกัน หญิง หมายความว่ามนุษย์เพศเมีย ซึ่งโดยกำเนิดมีโยนี เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ ผู้หญิง ก็ว่า หรือใช้เรียกคำว่า ผู้หญิงเช่นเดียวกัน แต่คำว่า เพศ นั้น ในขณะนั้นกับในปัจจุบันนั้นมันไม่ได้มีแต่เพียงเท่านั้นครับ เพราะสิ่งที่เรากำลังเขียนหรือเรา กำลังพูดถึงนั้น หมายถึงแต่เพียงเพศที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจจะเรียกว่าเพศในทางชีวะ ก็ได้ ยังไม่ใช่การเป็นเพศสภาพหรือ Gender ด้วยซ้ำ เพราะว่าการเป็นเพศสภาพหรือ Gender นั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ครับ ยังไม่นับต้องพูดถึงเรื่องของเพศเพศวิถี หรือรสนิยมทางเพศ ซึ่งแน่นอนว่ามีความหลากหลาย วันนี้ผมชอบเช่นนี้อยู่ พรุ่งนี้ผมอาจจะ เปลี่ยนใจไปชอบอีกแบบหนึ่ง และแน่นอนครับเราต้องเคารพและนับรวมถึงคนที่อาจจะไม่ เลือกที่อยากจะระบุว่าตนเองเป็นเพศใด ทุกกลุ่มนั้นมีสิทธิในการก่อตั้งครอบครัว เช่นเดียวกันครับ ในที่ประชุมแห่งนี้เพื่อนสมาชิกถามหาประวัติศาสตร์ของการยกร่าง กว่าจะมาเป็นกฎหมาย ฉบับนี้ว่าเป็นอย่างไร ผมก็ต้องนำเรียนต่อท่านประธานครับว่าทั่วโลกมีกฎหมายอยู่ ๒ ระบบ ด้วยกันครับ ระบบหนึ่งคือการแก้ที่หัวใจของกฎหมายปลดล็อกเลย จากคำว่า มีเพศใด ๆ ก็แล้วแต่ เป็นเรื่องของการรองรับบุคคลทุกบุคคลที่จะสมรสกันได้ แต่อีกระบบหนึ่งนั้นคือ การยกร่างกฎหมายออกไปเป็นการเฉพาะครับ แล้วระบุเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันใน ลักษณะเป็นหุ้นส่วนหรือเอกชนในทางแพ่งที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Civil Partnership สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นี่คือเอกสารสำคัญในประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๕ คุณอรรถพล จันทวี และคุณนที ธีระโรจนะพงษ์ เดินทางไปที่ที่ว่าการอำเภอเชียงใหม่ แล้วยื่นขอจดทะเบียนบันทึกทะเบียนครอบครัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการที่เจ้าพนักงาน ทะเบียนครอบครัวบันทึกว่าได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและคุณสมบัติของผู้ร้องซึ่งเป็น ฝ่ายชายทั้งคู่จึงไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนสมรสให้กับผู้ร้องได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตาม เงื่อนไขแห่งการสมรสขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๐) ดังนั้นเห็นควรแจ้งผู้ร้องทราบเพื่อดำเนินการต่อไป ถ้าวันนั้นคุณนทีหยุด วันนั้น เพื่อนของพวกเราหลายคนที่วันนี้นั่งอยู่บนที่นั่งของผู้ชี้แจงหยุดครับ ก็คือการสยบยอมและ การยอมรับว่าเราคงไม่สามารถกระทำการใด ๆ ได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่ต้องยกเครดิตแล้วก็ ให้ความสำคัญครับ อย่างน้อยที่สุดผมยอมรับว่าคณะกรรมาธิการของสภาแห่งนี้ที่เป็นจุด ริเริ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมายสิทธิมนุษยชนในปี ๒๕๕๕ ซึ่งมี พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน เพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ เราไม่พูดถึงเพื่อนสมาชิกอีกท่านหนึ่ง ซึ่งวันนี้ท่านล่วงลับไปแล้วนะครับ ก็คือท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ครับ ๒ ท่านนี้มีบทบาทอย่างยิ่ง และในมือของผมนั้น คือร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฉบับแรก ๒๘ มาตรา ก่อนที่จะแปลงออกมาเป็นร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต ในปี ๒๕๕๖ แต่ท้ายที่สุดไม่อาจผลักดันสำเร็จ ผมคิดว่าเอกสาร ๒ ชิ้นนี้จะเป็น ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ใช้และจะไม่ใช้เอกสาร ๒ ชิ้นนี้ที่ผมเองได้มีส่วนร่วมอีกแล้ว เพราะสังคมไทยมาไกลเกินกว่าจะแพ้แล้วครับ สิ่งที่อยากจะนำเรียนท่านประธานครับ ว่าความสำคัญของการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ ก็คือ การปลดล็อกจากคำที่เรียกว่าชายและหญิงเป็นการเปลี่ยนว่า บุคคลและบุคคล ขณะที่ทาง รัฐสภาทำหนังสือขอรับหรือการแสดงความคิดเห็นก็ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในศัพท์ ภาษาอังกฤษซึ่งแปลงมาเป็นภาษาไทย เพราะศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นท่านใช้คำว่า Same Sex Marriage หรือถ้าแปลงเป็นไทยคือการสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน แต่วันนี้เราก็ปลดล็อก แล้วครับ ความเข้าใจของพวกเราก็คือว่าเรื่องนี้ไม่มีกรอบเรื่องเพศมาเป็นตัวกำหนดครับ และสิ่งที่เราควรบัญญัติใหม่ซึ่งนำไปสู่ความเท่าเทียมสอดคล้องกับคำในภาษาอังกฤษก็คือ Marriage Equality หรือการสมรสโดยที่ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ เรื่องเพศเป็นการสมรสแบบ เท่าเทียมอย่างแท้จริง ผมคงไม่ย้อนไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาชุดที่ผ่านมาที่เราอาจทำ ไม่สำเร็จ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราอาจจะทำสำเร็จในวันนี้ก็คือการปลดล็อกมาตรา ๑๔๔๘ และนำไปสู่การรับร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๔ ฉบับ รวมถึงการแก้ไขเงื่อนไขอื่น ๆ ที่อาจจะเป็น ปัญหาอุปสรรคอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านประธานครับ ผมใช้เวลา อีกนิดเดียวว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับใคร และสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวนั้นเป็นสิทธิ มนุษยชนหรือไม่ หนังสือในมือผมคือคำอธิบายกฎหมายที่ผมได้มีโอกาสสอนในมหาวิทยาลัย เขาระบุหลักการยอกยาการ์ตา ข้อ ๒๔ ทุกคนมีสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวโดยไม่ขึ้นกับวิธี ทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศ ครอบครัวมีรูปแบบหลากหลาย ห้ามมิให้ครอบครัวใด ถูกเลือกปฏิบัติด้วยสาเหตุวิถีทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศ ของสมาชิกคนใดคนหนึ่ง ในครอบครัว ท่านประธานครับวันนี้คงไม่ใช่การให้ของขวัญครับ วันนี้คงไม่ใช่การตั้งคำถาม ว่าคุณจะเป็น LGBT ที่ดีคุณถึงจะได้สิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่มี LGBT ไม่มีเพศใด ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ที่จะมาวัดว่าความดีนั้นเป็นตัวระบุว่าเขาควรมีสิทธิ ต่าง ๆ แต่สิ่งที่ผมอยากจะย้ำเตือนแล้วต้องขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง อาจจะมีใครสักคน ที่ต้องขอบคุณ ก็คือขอบคุณพี่น้อง LGBT พี่น้องที่ยืนยันสิทธิมนุษยชนด้วยความเข้าใจ ด้วยหัวใจ ท่านใช้เวลายาวนานเหลือเกิน หลายประเทศใช้การต่อสู้เป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ไม่ว่า จะเป็นประเทศฟินแลนด์ ประเทศคอสตาริกา ประเทศไต้หวันต่าง ๆ ๑๖ ปี แต่วันนี้นับจาก ปี ๒๕๕๕ ๑๑ ปีเต็ม แล้วผมคิดว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ต้องขอบพระคุณพวกท่านว่า การต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเสียสละด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของท่านนั้นกำลังจะทำให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องยืนยันสิทธิเจตจำนงของราษฎรตัวจริงนั้น ยกมือสนับสนุน ผมคิดว่าวันนี้ต้องขอเสียงฉันทามติแบบเด็ดขาด และขอเสียงฉันทามติแบบเด็ดขาด อีกครั้งหนึ่ง เมื่อผ่านวาระ ๒ และวาระ ๓ เพราะเราอย่าลืมว่ากฎหมายนี้ต้องถูกส่งให้สมาชิก วุฒิสภา ซึ่งหากท่านได้ยินเสียงของผู้เสนอทั้ง ๔ ร่าง ในวันนี้ผมก็เชื่อว่าท่านจะลงมติ แบบเดียวกัน สิ่งที่เราทำนั้นมิใช่การรับรองสิทธิ สิ่งที่เราทำนั้นเกินกว่าคำจะขอโทษหรืออภัย ซึ่งเราไม่สามารถเยียวยากับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่เราทำนั้นคือการยืนยันเจตจำนงในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทนราษฎรทุกคนว่าให้เขามีสิทธิตัดสินใจในชีวิตของเขาเอง และสมรสเท่าเทียมของทุกคนจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยืนยันสิทธิในการตัดสินใจ และสิทธิมนุษยชน ถ้าเรามั่นใจและเชื่อมั่นว่าคนเราเท่ากันจริง ๆ Respect ขอบคุณ ท่านประธานครับ