ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม โดยเน้นความจำเป็นในการยกเลิกการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมความเสมอภาคของบุคคลทุกเพศ พร้อมยกตัวอย่างความคืบหน้าของประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ เพื่อเรียกร้องให้ประเทศไทยปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลและรองรับสิทธิของบุคคลหลากหลายทางเพศในการจัดตั้งครอบครัวและได้รับการยอมรับในสังคมอย่างเท่าเทียม
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ กรุงเทพมหานครเขต ๒ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันมาอภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ซึ่งดิฉัน คิดว่าประเทศไทยเองก็ถึงเวลาอันควรแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการริเริ่มเสนอ ร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิตตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ และต่อด้วยการเสนอให้มีร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาจนถึงได้มีการเสนอ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ก็ต้องยอมรับว่าได้ผ่านร้อนผ่านหนาว ล้มลุกคลุกคลานมาพอ สมควรค่ะ และล่าสุดประเทศไทยเราก็เพิ่งได้จัดงาน Pride Month ในช่วงเมื่อกลางปีที่ผ่าน มานับว่าเป็นกิจกรรมสำคัญประจำปีที่เกิดขึ้นในพื้นที่บุคคลที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Gay Lesbian Bisexual Transgender Pansexual Gender Queer หรือ แม้กระทั่ง Non-Binary และ Subculture ต่าง ๆ อย่างเช่น Drag Queen Drag King หรือ Fetish ต่าง ๆ ได้มาแสดงออกด้วยความเสรี และความภาคภูมิใจ บวกกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น กฎหมายสิทธิมนุษยชน และการปรับกลไกที่ให้มีความเสมอภาคเท่าเทียม และวิถี ในสังคมที่สอดคล้องกับประชาคมโลก และการปรับตัวของประเทศที่ใกล้เคียงทั้งหมดนี้ ก็ยังเปรียบเสมือนการสานประกายให้มีความสำคัญต่อการพิจารณากฎหมายอีกด้วยค่ะ ก่อนอื่นเลย ถ้าว่าด้วยกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนระดับสากล ๒ หลักการที่สำคัญ ๑. คือความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติค่ะท่านประธาน ซึ่งทุกคน ควรเข้าใจถึงสิทธิที่พึงมี ถูกได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักการสากล โดยไม่พิจารณาจากรสนิยมทางเพศ เพศสภาพ อัตลักษณ์ ทางเพศ ในกรณีนี้จากข้อมูลของสหประชาชาติได้ให้คำจำกัดความของการเลือกปฏิบัติ หรือเรียกว่า Discrimination ไว้ว่า การเลือกปฏิบัติคือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม แบ่งแยก ตามอำเภอใจ โดยพิจารณาจากเชื้อชาติ เพศ ศาสนา ชาติพันธุ์ รสนิยมทางเพศ ความพิการ อายุ ภาษา แหล่งกำเนิดทางสังคม หรือสถานะอื่น ๆ เช่น สถานะทางเศรษฐกิจของบุคคลนั้น ๆ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ประชาชนกลุ่ม LGBTQIA++ ยังไม่ได้มีสิทธิเท่าเทียมขั้นพื้นฐาน เหมือนพลเมืองทั่วไป ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบหรือสถานะใดก็ตาม หรือยังไม่ได้รับการปฏิบัติ ที่เป็นธรรมในกลไกทางกฎหมาย เราก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่ความเท่าเทียมอย่างแท้จริงค่ะท่านประธาน ณ ปัจจุบันในประชาคมโลกมี นานาอารยะประเทศที่ยังคงผลักดันกฎหมายส่งเสริมความเท่าเทียมและความหลากหลาย อย่างต่อเนื่อง อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว เรามี ๓๔ ประเทศทั่วโลกที่ได้มี กฎหมายสมรสเท่าเทียม หรือ Same-sex Marriage เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าบางประเทศ ในแถบยุโรปนั้นได้ก้าวไปไกลในประเด็นดังกล่าวแล้วค่ะ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลากหลายประเทศที่ใกล้บ้านเราที่ปรับตัวให้สอดคล้องกับ ประชาคมโลกอยู่ค่ะ และให้บุคคลเพศสภาพเดียวกันสามารถที่จะสมรสกันอย่างถูกต้องตาม กฎหมายในปี ค.ศ. ๒๐๑๙ และลดข้อจำกัดเพิ่มเติมสิทธิให้พลเมืองด้วยค่ะ ในประเทศ ไต้หวันได้มีกฎหมายในปี ค.ศ. ๒๐๑๙ และที่ญี่ปุ่นสภานิติบัญญัติได้ผ่านกฎหมายว่าด้วย รสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศเป็นฉบับแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม ความเข้าใจและมิให้มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งอาจจะดูเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ แต่ก็ยังเป็นก้าวที่ก้าวไปข้างหน้าค่ะท่านประธาน แม้แต่ใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรานี้เอง ในประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่า แถบนี้ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันมากมาย ถ้าพูดในเชิงเปรียบเทียบกับในทางยุโรป ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. ๒๐๒๒ กระทรวงสาธารณสุขของประเทศ เวียดนามได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าการดึงดูดต่อเพศเดียวกันและเพศที่สามนั้นไม่ใช่ สภาวะทางจิตหรือเป็นสภาวะทางสุขภาพจิต และยังส่งเสริมให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับกลุ่ม LGBTQIA+ ในด้านการแพทย์ และให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องรับประกัน ความเท่าเทียมทางเพศและยุติการเลือกปฏิบัติค่ะ ซึ่งเป็นการปรับนโยบายสาธารณสุขของ เวียดนามให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสุขภาพ และสิทธิมนุษยชนในระดับสากล
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ดิฉันจะพูดถึงก็คือ สิงคโปร์ ที่รัฐบาลเพิ่งจะยกเลิก กฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๗ เอ ที่ห้ามมิให้ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน เพราะเป็น มรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมที่ตอนนี้เป็นกฎหมายที่ล้าหลังและทำให้กฎหมายของ ประเทศสิงคโปร์มีความสอดคล้องมากยิ่งขึ้นในวิถีสังคมปัจจุบัน
สุดท้ายประเทศตัวอย่างที่ ๓ คือประเทศฟิลิปปินส์ที่ได้มีการพยายามผลักดัน มาหลายทศวรรษกับร่างกฎหมายเท่าเทียมหรือว่า Sexual Orientation and Gender Identity Expression หรือก็คือการร่างกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ จนในปี ๒๐๒๒ ก็ได้ผ่านคณะกรรมาธิการวุฒิสภาว่าด้วยเรื่องสตรี เด็ก ความสัมพันธ์ในครอบครัว และ ความเท่าเทียมทางเพศ และมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าต่อไป ดูเหมือนว่าประเทศฟิลิปปินส์ ก็จะมีความก้าวหน้าไปด้วยเช่นกัน
ในส่วนของประเทศไทยเรานั้นอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ก็ได้รับการขนาน นามว่าเป็นประเทศที่เป็นมิตรต่อ LGBTQ มากที่สุดในเอเชีย แล้วก็จากรสนิยมทางเพศ สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี ไม่ต้องกลัวการคุกคาม ไปจนถึงการส่งเสริมด้านศิลปะ และวัฒนธรรม Drag Queen Series Boy’s love ต่าง ๆ Series Y ต่าง ๆ ที่ประเทศไทยนี้ มีความเปิดกว้างและมีความหลากหลายมากกว่าหลาย ๆ ประเทศในเอเชีย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าในเรื่องของรายละเอียดทางข้อกฎหมายที่ควรจะได้รับการปรับปรุง รวมไปถึงช่วยส่งเสริม สิทธิโดยพฤตินัยไปจนถึงการผลักดันให้ออกมาบังคับใช้ค่ะท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การหมั้น การจดทะเบียนสมรส ไปจนถึงสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวให้กับบุคคลในทุกเพศสภาพ และการจัดแจงทรัพย์สินหรือมรดกระหว่างคู่สมรส การเซ็นยินยอมให้ผ่าตัด นอกจากนี้ยัง ต้องมีการช่วยการส่งเสริมให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลุ่ม LGBTA+ เพื่อให้ เป็นการช่วยปรับมุมมองของสังคมและลดการละเมิดทั้งในทางวาจา กายและจิตใจ แม้แต่ใน คำแถลงของคณะรัฐมนตรีที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ได้มีการระบุไว้ว่ารัฐบาลจะผลักดันให้มี กฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของทุกกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ซึ่งดิฉันก็ เห็นว่าเป็นการดีที่จะพยายามพัฒนาก้าวไปข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตามศักยภาพและโอกาส ตอนนี้เราสามารถก้าวไปได้ไกลกว่านี้ไหมคะ ซึ่งมากกว่าคู่ชีวิตคือสมรสเท่าเทียมค่ะ ทั้งนี้ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่น ตามทันและสอดคล้องกับประชาคมโลก ส่งเสริม ภาพลักษณ์ของประเทศเรา จึงจำเป็นต้องจริงจังและให้ความสำคัญมากกว่านี้ค่ะ เพราะ ประชาชนที่เป็น LGBTQIA++ เองก็ไม่ถูกปล่อยให้รออีกต่อไป เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จนกระทั่งตอนนี้บุคคลเหล่านี้มักถูกลืมและมองข้ามไปค่ะ ไม่มีใครควรถูกปฏิบัติเหมือน พลเมืองชั้นสอง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์กับกลุ่มเพศหลากหลาย มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นโชว์ Cabaret เรียกรายได้เข้าประเทศมหาศาลในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว Series Y ต่าง ๆ ขายให้กับคนรุ่นใหม่ค่ะท่านประธาน สามารถทำรายได้ให้กับประเทศเรา มหาศาล แต่การเปลี่ยนกฎหมายอาจจะไม่ได้เปลี่ยนวัฒนธรรมการเหยียดเพศไป โดยสิ้นเชิงหรือในทันที แต่จะเป็นพิมพ์เขียวที่นำสังคมไปสู่เสรีภาพและความเท่าเทียม เพราะทุกคนไม่มีเสรีภาพจนกว่าจะมีความเท่าเทียม ขอบพระคุณค่ะ