ชลธิชา ตั้งคำถามความเป็นธรรม-โปร่งใส รักษาผู้ต้องขัง-สิทธิเข้าถึงการแพทย์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๖

ชลธิชา แจ้งเร็ว ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายต่อผู้ต้องขัง โดยเฉพาะกรณีการส่งตัวออกมารับการรักษาพยาบาล ความแตกต่างในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังแต่ละกลุ่ม และกรณีของทักษิณ ชินวัตร พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงกระบวนการทางการแพทย์และการอนุมัติอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในนิติธรรม ขณะเดียวกันยังสนับสนุนนโยบายคุมขังนอกเรือนจำเพื่อลดความแออัด แต่เน้นย้ำความจำเป็นในการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและตรวจสอบได้ รวมถึงเรียกร้องให้ชี้แจงหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์และประเมินผลอย่างเป็นระบบ

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คุณเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นสัญญาต่อที่ประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าจะสร้างความเข้มแข็งให้กับหลักนิติธรรม และหลักประกัน ว่ากฎหมายจะเป็นธรรมบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค วันนี้ดิฉันจึงขอใช้โอกาสนี้ ในการตั้งคำถาม ถึงความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายต่อผู้ต้องขังใน ๒ ประเด็น หลักเพื่อให้รัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่มาชี้แจงในวันนี้ได้แสดงออกถึงความจริงจังและ ความจริงใจของรัฐบาลที่มีต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในเวทีนานาประเทศ

ประเด็นที่ ๑ ที่ดิฉันอยากจะสอบถามเรื่องของสิทธิในการรับการรักษาพยาบาล ของผู้ต้องขัง ท่านประธานคะ ดิฉันขอย้ำในที่นี้ผู้ต้องขังทุกคนต้องมีสิทธิในการเข้าถึง การรักษาพยาบาลที่เหมาะสม กรณีของคุณทักษิณ ชินวัตร เองนั้นหากมีอาการเจ็บป่วย ที่เกินกำลังเกินศักยภาพของสถานพยาบาลเรือนจำ ก็ย่อมต้องได้รับการส่งต่อไปยัง โรงพยาบาลด้านนอกที่มีศักยภาพที่เพียงพอเช่นเดียวกัน แต่วันนี้ที่ดิฉันตั้งคำถามในประเด็นนี้ ไม่ใช่เพราะว่าดิฉันไม่ต้องการให้คุณทักษิณ ชินวัตร ได้รับสิทธินี้ ดิฉันต้องถามถึงเกณฑ์ใน การพิจารณาเรื่องนี้ที่มีบรรทัดฐานว่าสุดท้ายแล้วกรมราชทัณฑ์จะมีเกณฑ์ในการพิจารณา การให้สิทธิของผู้ต้องขังในการออกไปรับการรักษาพยาบาลด้านนอกอย่างไร เพื่อไม่ให้สังคม เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ตลอดจนไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมอีก ก็คือเรื่องนี้ร่วมกัน อย่างมีวุฒิภาวะ และมีเหตุและผลไปด้วยกัน อย่างที่หลายท่านทราบกันดีว่า ณ วันนี้ คุณทักษิณ ชินวัตร เข้าเรือนจำไม่ถึง ๑ วัน ก่อนที่จะถูกส่งตัวออกมารับการรักษาด้านนอก ที่โรงพยาบาลตำรวจ จนถึงเวลานี้ก็เป็นเวลาเกินไปกว่า ๑๒๐ วัน และในช่วงที่ผ่านมา สังคมไทยก็ได้เกิดการตั้งคำถามเรื่องของเกณฑ์ในการพิจารณาการส่งตัวผู้ต้องขังออกไป รักษาด้านนอกของเรือนจำ เพราะที่ผ่านมาค่ะท่านประธาน การเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังโดยทั่วไป มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่ายังคงมีปัญหาอยู่มาก เป็นการยากลำบากมาก ๆ สำหรับผู้ต้องขัง ในการที่เขาจะได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลด้านนอกของเรือนจำนะคะ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมามีเพียงแค่ผู้ต้องขัง ๔ คนเท่านั้นที่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาล ด้านนอกเรือนจำเป็นระยะเวลาเกินกว่า ๑๒๐ วัน เฉกเช่นเดียวกับกรณีของคุณทักษิณ วันนี้ดิฉันขอยกกรณีตัวอย่างของคุณเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองที่ตรวจ พบฝีที่ตับหลังรับการรักษาแล้ว โดยเขาได้แจ้งกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้พยายามเร่งส่งตัวเขากลับเข้าสู่เรือนจำอีกรอบหนึ่ง ทั้งที่ยังอยู่ใน ระหว่างการรักษาพยาบาลแล้วก็รับยาฆ่าเชื้อ แล้วแพทย์เองก็ได้มีความเห็นออกมาว่า การติดเชื้อฝีในตับของคุณเอกชัยนั้นก็มีสาเหตุมาจากสภาพของเรือนจำที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งแนวการปฏิบัติของราชทัณฑ์ระหว่างกรณีของคุณทักษิณและของคุณเอกชัยนั้นต่างกัน อย่างสิ้นเชิงค่ะท่านประธาน ในประเด็นนี้ดิฉันจึงมีคำถามที่ขอคำชี้แจงจากท่านรัฐมนตรี ให้ชัดเจนแก่สังคมไทยในประเด็นนี้ค่ะ ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิด Presentation)

โดยปกติแล้วค่ะท่านประธาน ตามขั้นตอนปกติของการอนุญาตให้ผู้ต้องขังออกไปรักษาตัวด้านนอกของเรือนจำก็จะเริ่ม จากการที่ ๑. เมื่อผู้ต้องขังมีอาการเจ็บป่วยนะคะ แพทย์หรือว่าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ จะต้องทำการแจ้งพัศดีและทำรายงานส่งไปยัง ผบ. เรือนจำ โดยจะต้องมีการแจ้งสาระสำคัญ นอกจากข้อมูลส่วนบุคคลต่าง ๆ แล้วก็ยังจะต้องรวมไปถึงอาการเจ็บป่วยอย่างไร เรือนจำ มีศักยภาพในการดูแลผู้ต้องขังได้หรือไม่ และควรรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นที่ใด อันนี้ ก็เป็นหลักในการพิจารณาของคณะแพทย์ที่ส่งให้กับทางพัศดีและ ผบ. เรือนจำ ดิฉันจึงมี คำถามเขาว่า หากเราเปรียบเทียบในขั้นตอนปกติของการอนุญาตให้ผู้ต้องขังออกไปรักษาตัว ด้านนอกของเรือนจำ กับกรณีของคุณทักษิณนั้นที่ถูกส่งตัวออกไปรับการรักษาพยาบาล ด้านนอกที่โรงพยาบาลตำรวจได้ผ่านความเห็นชอบในทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ ทางการแพทย์ ตลอดจนการอนุมัติของพัศดีและ ผบ. เรือนจำตามระเบียบตามมาตรการ ปกติหรือไม่ และเพื่อความโปร่งใสในเรื่องนี้อย่างที่เราทราบกันดีว่า ณ วันนี้สังคม ได้ตั้งคำถามกับเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง และดิฉันเองนี้ไม่อยากให้กระบวนการยุติธรรม ของบ้านเราถูกตั้งคำถามหรือถูกลดความไว้วางใจความเชื่อมั่นจากสังคมไปมากกว่านี้ ดิฉัน จึงคาดหวังว่าอยากฝากไปทางท่านรัฐมนตรีให้ช่วยชี้แจงรายละเอียดของการส่งตัวผู้ต้องขัง กรณีของคุณทักษิณ ชินวัตร นะคะ และหากสามารถชี้แจงรวมถึงการแสดงพยานหลักฐาน ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ก็จะยิ่งทำให้สังคมช่วยคลายความเคลือบแคลงสงสัยในประเด็นนี้ด้วย นั่นรวมไปถึงชื่อและตำแหน่งของผู้ที่ทำการวินิจฉัยและผู้ที่อนุมัติด้วยนะคะ

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ค่ะท่านประธาน อย่างที่เราทราบกันดีว่า ณ วันนี้คุณทักษิณรับการรักษาอยู่ที่ชั้น ๑๔ ของโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเราทราบกันดีว่า ชั้น ๑๔ เป็นชั้นผู้ป่วยระดับ VIP ของโรงพยาบาลตำรวจ ดิฉันจึงอยากจะสอบถามว่า มีความเหมาะสมหรือความจำเป็นทางการแพทย์อย่างไร เนื่องจากว่ากฎกระทรวงการส่งตัว ผู้ต้องขังไปรักษานอกเรือนจำได้ระบุห้ามผู้ต้องขังอยู่ห้องพักพิเศษแยกจากผู้ป่วยโดยทั่วไป และโดยปกติแล้วนี้การส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรับการรักษาด้านนอกเรือนจำก็จะใช้สิทธิตาม สปสช. นะคะ ดิฉันจึงคิดว่าเรื่องนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องออกมาตั้งคำถาม แล้วก็ขอความ ชัดเจนจากท่านรัฐมนตรีว่ามีกระบวนการในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไรที่จะเป็นการประกัน หลักการไม่เลือกปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นในกรณีของการส่งตัวผู้ต้องขังค่ะ

ท่านประธานคะ อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ประเด็นที่ ๒ ก็จะ เกี่ยวข้องกับเรื่องของระเบียบราชทัณฑ์และการคุมขังในสถานที่อื่นนอกเรือนจำ โดยเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง เพิ่งจะมีระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับ การคุมขังในสถานที่คุมขัง ปี ๒๕๖๖ ออกมา ระเบียบนี้ได้เปิดทางให้ผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติ ตามเกณฑ์สามารถถูกคุมขังในสถานที่อื่นที่ราชทัณฑ์กำหนดแทนไว้ได้ คือดิฉัน มองว่านี่คือก้าวที่สำคัญของระบบราชทัณฑ์ไทยนะคะ แล้วก็ขอชื่นชมเป็นอย่างมาก เพราะโดยหลักการในเรื่องนี้แล้ว การนำมาตรการอื่นใดแทนการคุมขังมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหา ความแออัดในเรือนจำเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมนะคะ ซึ่งเรือนจำไทยในช่วงที่ผ่านมาอย่างที่เรา ทราบกันดีว่าติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของเรือนจำที่มีความแออัดสูงสุดของโลกมาโดยตลอด

แต่อย่างไรก็ตาม ระเบียบใหม่นี้ก็ยังมีข้อกังวลอีกหลายประการ นอกจากกรณี ของคุณทักษิณเองที่ ณ วันนี้สังคมหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า คุณทักษิณได้เอื้อผลประโยชน์ หรือตัวระเบียบนี้ได้เอื้อประโยชน์ให้กับกรณีของคุณทักษิณมากน้อยเพียงใดแล้ว แต่วันนี้ ดิฉันอยากจะมาชวนให้เราตั้งคำถามที่ไปไกลมากกว่าแค่กรณีของคุณทักษิณที่จะได้รับ ประโยชน์จากระเบียบนี้ แต่ยังจะต้องรวมไปถึงการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการที่จะใช้ ระเบียบนี้ในการแก้ไขปัญหาเรือนจำแออัด เพราะนี่คือประเด็นหลักที่ระเบียบนี้ออกมาใน ขั้นต้น และที่สำคัญเรายังจะต้องช่วยกันตั้งคำถามถึงการบังคับใช้ระเบียบใหม่ฉบับนี้และ การพิจารณาเกณฑ์ของผู้ที่เป็นผู้ถูกคุมขังที่จะเข้าตามระเบียบนี้อีกเช่นเดียวกัน วันนี้ดิฉัน จึงมีคำถามที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องของระเบียบใหม่ของกรมราชทัณฑ์

ประเด็นแรกเลยค่ะ ทางท่านรัฐมนตรี และที่สำคัญคือสังกัดที่อยู่ภายใต้ กระทรวงของท่านอย่างกรมราชทัณฑ์ได้ประเมินความเป็นไปได้ในการนำระเบียบฉบับนี้มาใช้ ในการลดปัญหาเรือนจำแออัดอย่างไรบ้าง ผู้ต้องขังที่จะเข้าเกณฑ์ระเบียบนี้มีจำนวนเท่าใด และที่สำคัญคือระเบียบนี้จะช่วยลดความแออัดในเรือนจำได้มากน้อยเพียงใด

อีกคำถามหนึ่งที่สำคัญ อย่างที่เราทราบกันดีว่าหลายคนก็สงสัยเช่นเดียวกัน หลังจากที่ประกาศฉบับนี้ออกมาก็คือว่า ตัวระเบียบใหม่นี้จะครอบคลุมผู้ต้องขังประเภทคดี ใดบ้าง ซึ่งในระเบียบนี้หลักเกณฑ์การพิจารณาไม่ได้ชัดเจนมากเพียงพอ แล้วผู้ต้องขัง กลุ่มใดบ้างที่จะเข้าสู่ระเบียบนี้ ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทางท่านรัฐมนตรีจะต้องให้ความ ชัดเจนแก่สังคมไทย และที่สำคัญคือหลักเกณฑ์ในการพิจารณาผู้ต้องขังจะวางอยู่บนหลักการใด ที่จะเป็นการการันตีประกันว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในทางที่จะเอื้อประโยชน์ ให้แก่ผู้ต้องขังที่ร่ำรวยหรือผู้ต้องขังที่มีอิทธิพลส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระเบียบฉบับนี้ ได้ให้อำนาจในการพิจารณาแก่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ค่ะ