ทวี สอดส่อง ชี้แจงถึงการปฏิบัติต่ออดีตนายกทักษิณด้วยความเป็นธรรมภายใต้หลักนิติธรรมและระบอบประชาธิปไตย พร้อมอธิบายเหตุผลการกลับเข้าประเทศและเน้นย้ำความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรม เงื่อนไขการควบคุมตัว และเรียกร้องการปฏิรูปเรือนจำรวมถึงการดูแลสุขภาพผู้ต้องขังตามกฎหมายราชทัณฑ์ฉบับใหม่
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านรังสิมันต์ โรม ที่ได้ตั้งคำถาม ผมก็อยากเรียนกับ สมาชิกว่า เราควรทำความจริงให้ปรากฏ เมื่อความจริงปรากฏความชั่วร้ายมันจะหายไป การปฏิบัติต่อท่านอดีตนายกทักษิณ ผมขอเรียนว่า เป็นการปฏิบัติที่ไม่ได้เลือกการปฏิบัติ ผมอยากจะกราบเรียน ผมได้เรียนกับสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ผมมีการยึดมั่นในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้วในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ผมจะยึดมั่นในกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม และรวมทั้ง นโยบายที่ได้แถลงไว้ในสภา ประการสำคัญสิ่งที่ผมอยากจะให้เกิดขึ้นนอกจากเป็นการ บริหารบ้านเมืองที่ดีแล้ว ผมอยากจะส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และเกิดความสามัคคีด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับยังจำได้ว่า ท่านอดีตนายกทักษิณ ท่านเข้าประเทศในสมัยที่รัฐบาลที่แล้ว แล้วตัวหัวหน้านายกรัฐมนตรีก็เป็น ๑ ในหัวหน้าคณะ คสช. ที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย ก็ต้องเรียนว่าหลายคนก็สงสัย ทำไม ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีจึงได้ตัดสินใจเข้ามา ไม่รอรัฐบาลใหม่หรือ รัฐบาลใหม่อาจจะเป็น พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยรวมตัวกัน หรือตอนนั้นยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาล แต่ท่าน อดีตนายกทักษิณ ผมถือว่าท่านมีความกล้าหาญ ท่านเข้ามาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในวันที่ ๒๒ สิงหาคม ผมขอเปิดสไลด์ไว้สักนิดหนึ่ง
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านก็เข้ามาโดยนายกรัฐมนตรีเศรษฐายังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็น นายกรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ รู้สึกว่าสไลด์อันนี้จะผิด ไม่เป็นอะไร แล้วก็ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครั้งนั้นก็เป็นท่านวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พวกเราก็ดูทางทีวีเหมือนกัน ดูพร้อมเอาใจช่วย อย่างที่ท่านโรมพูดว่า ท่านได้ถูกกระทำมา เหมือนกัน และในวันนั้นสิ่งที่ปรากฏก็คือ ท่านได้เข้าไปอยู่โรงพยาบาลตำรวจ แล้วเข้าไปอยู่ ชั้น ๑๔ ผมเรียนท่านว่า รัฐบาลนี้ไม่ว่านายกรัฐมนตรีเศรษฐา หรือตัวผมคงไม่สามารถที่จะไป ขอร้อง พลเอก ประยุทธ์ ขอร้องท่านวิษณุ เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้ง ผมเป็นคนลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ดังนั้นก็อยากจะเรียนว่า ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีท่านได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วก็สิ่งที่เปลี่ยนอย่างเดียว คือปลัดกระทรวงยุติธรรม รองปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ตอนนี้มาเปลี่ยน เพราะท่านเพิ่งเกษียณไป แล้วก็ตัวผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไม่ได้เปลี่ยนเลย ผมมาก็ไม่ได้เปลี่ยน ทั้งที่ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครควรจะ Promote ให้เขา ขึ้น เพราะว่าเขาอาวุโสสุด แต่ก็ไม่กล้าเปลี่ยน กลัวสังคมจะตำหนิว่าผมมาเปลี่ยนคนเพื่อจะ มาช่วยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ อยากเรียนให้ทราบว่า คือผม แล้วผมก็พบว่า พอวันที่ ๑๑ กันยายน มีแถลงนโยบายที่นี่ จะต้องเดินทางไปรับราชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ ผมก็นำเรื่องมาดู ก็เรียนโดยตรงว่า ผมไม่ได้ดูเท่านั้น ผมไป เอากฎหมายราชทัณฑ์ ที่ร่างท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ท่านเป็นคนร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมชื่นชมท่านนะ คือหลักการที่ท่านณัฐวุฒิเปลี่ยน คือท่านเปลี่ยนการร่างกฎหมายฉบับนี้ ท่านเปลี่ยนหลักการจากการแก้แค้น การข่มขวัญ การยับยั้งมาสู่การฟื้นฟู คือคุกไม่ใช่มีไว้ให้ คนเข้าแล้วไม่ออก จริง ๆ คุกมีไว้เพื่อคนออกด้วยซ้ำ เพราะต้องการให้ออกมา ดังนั้นผมคิดว่า โดยเฉพาะในการกล่าวไว้ตอนท้าย ผู้มาแถลงคือ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่านเห็นไหมว่า กฎหมายฉบับนี้เกิดมาก่อนผม เกิดมาก่อนรัฐบาลนี้เป็น ผู้ร่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะเรือนจำเราถูกมองว่า เป็นแหล่งละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจาก โครงสร้างบรรจุคนได้ประมาณ ๑๗๐,๐๐๐-๑๘๐,๐๐๐ คน แต่เรามีนักโทษถึง ๒๘๐,๐๐๐ คน เกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน พลเอก ไพบูลย์ ได้พูดไว้ในเจตนารมณ์เลยว่า จะต้องมีมาตรการอื่นมา แทนการจำคุก คือที่คุมขังอื่น แต่ว่าที่คุมขังอื่นก็คือที่จำคุก ที่ซ้ำร้ายผมคิดว่า รัฐบาลยุคหลังจาก พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่ได้ทำ ก็คือในกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้มีให้ออกกฎกระทรวง ออกระเบียบการปฏิบัติ โดยเฉพาะที่คุมขังอื่น การพัฒนาพฤตินิสัย ประมาณ ๑๐ กว่าฉบับ ไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลด้วย มีการทักท้วง อาจจะเป็นภาคประชาชนหรือใครทักท้วง ผมอ่านดูว่าปกติเราเขียนกฎหมายไปให้อยู่ในอุ้งมือเจ้าหน้าที่ แล้วไม่ไปออกกฎกระทรวง กฎหมายฉบับนี้ได้เขียนบทเฉพาะกาลว่า จะต้องไปออกกฎกระทรวงภายใน ๙๐ วัน ผมก็ บอกมันตลกหรือเปล่าภายใน ๙๐ วัน ปรากฏที่ซ้ำร้ายกว่านั้น สนช. รวมทั้งกรรมาธิการ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ก็เข้าไปทำ กฎกระทรวงให้เขาไว้หมดเลย ไม่มีดุลพินิจของฝ่ายบริหารเลย อันนี้อยากจะเรียนให้ทราบว่า ในกฎกระทรวงดังกล่าว ก็มีอยู่ ๑ ข้อ ที่ท่านรังสิมันต์ โรม ได้พูด ก็คือการส่งผู้ป่วยไปรักษาตัว โรงพยาบาลข้างนอก ซึ่งมีอยู่ในมาตรา ๕๕ โรงพยาบาลข้างนอกนี้ นอกจากโรงพยาบาลของ รัฐและโรงพยาบาลของเอกชน เป็นหลักการที่ผู้บัญชาการเรือนจำ ผมมาถึงวันนี้ ถ้าหมอบอก ให้ไป ยังไม่เคยมีผู้บัญชาการเรือนจำหลังจากปี ๒๕๖๐ ไปยับยั้งไม่ให้ไปเลย อันนี้อยากจะเรียนให้ทราบ อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรม แล้วก็ต้องให้ความเป็นธรรมผู้บริหาร ในขณะนั้น ที่จำเป็นมีผู้ป่วย เพราะเนื่องจากท่านอดีตที่เราก็ได้รับรายงานว่า ท่านรักษาตัว อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์บ้าง ที่ต่างประเทศหลาย ๆ แห่งบ้าง แล้วก็หมอเกี่ยวกับเรื่องหัวใจ โรงพยาบาลตำรวจไม่พร้อม แม้แต่โรงพยาบาลเอกชนยังต้องไป อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา สรุปท่านอยู่ชั้น ๑๔ นี้ รัฐบาลปัจจุบันยังไม่เข้า แต่เราไม่ได้โทษเพราะเป็นเรื่อง พอไปถึง โรงพยาบาล อยากให้เอาสไลด์ท่านรังสิมันต์ โรม มาดูอีกทีหนึ่ง ไม่เอามาดูก็ไม่เป็นอะไรครับ เขาเขียนว่า เว้นแต่การพักรักษาตัวในห้องควบคุมพิเศษ ตามที่สถานรักษาผู้ต้องขัง ตามข้อ ๓ จัดให้ หมอไม่ได้จัดให้นะ สถานรักษาจัดให้ สถานรักษานี้อาจจะไม่ใช่หมอ สถานรักษาโรงพยาบาลตำรวจขึ้นตรงกับใคร ขึ้นตรงกับ ผบ.ตร. ขึ้นตรงกับใคร ขึ้นตรงกับ คนอื่น ๆ ขึ้นตรงแล้วที่สำคัญก็ต้องเรียนว่า ในระบบกฎหมายใหม่ คือการควบคุม คือ ๑. ควบคุมไม่ให้หนี ควบคุมไม่ให้ก่อเหตุร้าย ควบคุมไม่ให้เกิดภยันตราย ผมก็อยากเรียนว่า ก็เคยถาม แม้แต่ครั้งนี้เมื่อผมอภิปรายไปทางกรมราชทัณฑ์เขาก็มองเหตุผลว่า ท่านอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านตัดสินใจเข้ามา แล้วในสถานการณ์ตอนนั้น ถ้าเรือนจำเอง เมื่อบริการรักษา พอส่งไปโรงพยาบาล ผมคิดว่าการดูแลเรื่องความปลอดภัยก็สำคัญ ผมอยากให้ฉายสไลด์ไปนิดหนึ่ง เลื่อนไปที่ Car Bomb ท่านทราบไหมว่า เมื่อในเหตุการณ์ เราพบว่าเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ ก่อนท่านจะถูกยึดอำนาจ แล้วท่านก็ไปอยู่เมืองนอก กลับมาเมืองไทยนิดเดียว มีเหตุการณ์คนร้ายลักษณะ Car Bomb ใกล้ ๆ บ้านของท่าน แล้วพอหลังจากท่านโดนยึดอำนาจไปแล้ว ศาลทหารกรุงเทพฯ และศาลทหารกลางก็ตัดสิน จำคุกผู้ที่อาจจะเป็นข้อหาครอบครองระเบิด การพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ไม่มี อันนี้ก็เป็น เหตุหนึ่ง คือผมไม่ทราบว่า ดุลพินิจขณะนั้นทำไมเอาไปไว้ถึงชั้น ๑๔ แต่เป็นเรื่องที่สอบถาม ทุกคนก็ต้องกลัว ถ้าท่านเป็นอะไรไปบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จริงอยู่ท่านก็มีสถานะเหมือน ผู้ถูกปฏิบัติ ทั่วไป อันนี้ก็อยากจะกราบเรียนไว้ แล้วก็อยากจะเรียนว่าสังคมเรายังไม่ยอมรับ การที่คุมขังอื่น จึงทำให้ไม่ออกระเบียบทุกวันนี้ ทำให้คนถูกยัดเยียด ทรมานเหมือน ปลากระป๋องอยู่ในเรือนจำ เพราะไม่กล้าไปออกตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ ทั้งที่กฎหมาย ท่านณัฐวุฒิเป็นคนขอให้ออกในขณะนั้น ก็ยังไม่ได้ออก ผมมองเข้ามาพร้อมหลักอันแรก คือ ผู้ต้องหาระหว่างพิจารณาอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน กับเด็ดขาดต้องแยกจากกัน เมื่อเราจะ ธำรงไว้ ซึ่งความสูงสุดของรัฐธรรมนูญหรือความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ เราต้องกล้าปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้ก็พยายามทำอยู่ แล้วผมก็จะพยายามทำให้เสร็จภายใน ๒ ปี ๓ ปี ผู้ต้องหาระหว่าง ขณะนี้กำลังออกกฎกระทรวง อาจไปอยู่ที่บ้านก็ได้ ไป House a Lake ก็ได้ เพื่อเขาได้ต่อสู้คดี ผมไปเห็นแล้วเศร้าใจ คนที่ประกันตัวไปศาลใส่สูท แต่คนที่อยู่ในเรือนจำ ใส่ชุดรูปวัวไปแค่ศาลนั่ง ถ้าเป็นศาลประเทศอื่นก็ลำเอียงได้ แต่ศาลไทยอาจจะไม่ลำเอียง อันนี้ผมก็อยากจะเรียน ท่านถามว่า ผู้ต้องขังการเมือง ผู้ต้องขังอื่น ปฏิบัติเหมือนกันไหม ผมบอกว่าอดีตเป็นบทเรียนของผม ผมไม่รู้ในอดีต แต่ปัจจุบันผมได้ทำแล้ว แล้วก็คือมี พระมหากรุณาธิคุณ โดยเฉพาะโครงการราชทัณฑ์ปันสุข วันนี้ผู้ต้องขังทั้งประเทศมี ๑๒๙ เรือนจำ ถ้าไปโรงพยาบาลจะมีห้อง คือห้องพิเศษ จะเหมือนห้องท่านสฤษดิ์หรือเปล่าไม่รู้ ผมไม่ได้เข้าไปดู เพราะว่าเวลาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถึงแม้จะมีความผูกพันกัน อย่างไร แต่ผมต้องไม่ทำให้สังคมเกิดความคลางแคลง อันนี้ก็อยากจะเรียน แล้วก็อยากจะ เรียนว่าวันนี้กระทรวงยุติธรรมยุคนี้จะอย่างไรก็ตาม ผมจะสร้างความยุติธรรม ให้กับคนทุกคน จะทำความยุติธรรมทั่วหน้า แม้แต่ในเรือนจำ ซึ่งผมก็อยากจะเรียนว่า อันนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่ง แล้วอยากให้สังคมเข้าใจว่า โรงพยาบาลขณะนี้คือที่คุมขังอื่น ท่านจะเห็น ผู้ไปโรงพยาบาลนอน ๕ วัน ๑๐ วัน เดือน ก็ไปถูกหักโทษเหมือนกัน ไม่ได้บวกโทษเพิ่มขึ้น แล้วที่สำคัญที่สุด กฎหมายฉบับที่ร่างนี้คนในราชทัณฑ์ไม่มีอำนาจเลย พอจะเข้าเรือนจำก็มี มาตรา ๓๕ ให้มีหมายขังของศาล แล้วที่ซ้ำร้ายผมก็ยังต่อว่ากรมราชทัณฑ์ หมายขังของ ศาลนี้เราเขียนนวัตกรรมให้มีเลขบัตรประชาชน หรือแสดงบุคคลอื่น และในกรณีต่างด้าว เราพบว่าจำนวนมาก หมายขังไม่มีเลขบัตรประชาชน ผมก็บอกว่า พอไม่มีเลขบัตรประชาชน เราจะไปกระทบ คือผมไปตรวจสอบว่าเรือนจำปัจจุบัน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ มีคนประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ คน ๑๙๐,๐๐๐ คน มีคนอยู่ระดับการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งการศึกษาภาคบังคับ ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการรับเงินไปแล้วคนละประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาทต่อปี เพื่อให้เขาไป เรียนศึกษาภาคบังคับ แต่ปล่อยให้คนกลุ่มนี้ต่ำกว่าการศึกษาภาคบังคับ ผมอยากจะมา ช่วยกัน อดีตที่ผ่านมาเสียงของประชาชนเป็นเสียงที่ไม่มีเสียง วันนี้โดยเฉพาะเสียงของ ผู้ต้องขัง เช่นตัวอย่างคดีระหว่าง คดีเด็ดขาด แล้วการเป็นอยู่ของเขาเราต้องพยายามมา ยกระดับ อย่างน้อยที่สุดเรือนจำต้องเปลี่ยนมิติการพัฒนาไม่ให้เขามีการศึกษาภาคบังคับ ขึ้นมา ผมไปที่ประเทศอังกฤษมา เขาให้เรียนภาษาอังกฤษ เขาให้เรียนคณิตศาสตร์ เพราะ การศึกษาต่ำ และที่สำคัญคุกที่ผมไปนี้เขาได้แข่งฟุตบอลกับทีม West Ham United และมีสนามฟุตบอลที่พร้อม เพราะเราต้องเปลี่ยนเรือนจำเป็นสถานที่สร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างสังคม แล้วไปสร้างชาติครับ อันนี้ก็อยากอธิบายโดยรวมว่า ผมทำตาม กฎหมายทั้งหมดนะครับ ผมพูดกับ สว. ว่า บุญคุณกับการถูกกฎหมาย ผมเลือกการถูก กฎหมาย แต่กฎหมายกับความถูกต้องมันจะไปด้วยกันหรือไม่ เราสมาชิกรัฐสภาต้องมาแก้ให้ กฎหมายกับความถูกต้องเท่ากัน ขอขอบพระคุณมากครับ