จุลพันธ์ แจงปัญหาหนี้ กยศ. พร้อมเสนอปรับโครงสร้างลดภาระผู้กู้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงปัญหาหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หลังได้รับมติจากนายกรัฐมนตรีให้คลี่คลายความสับสนและสร้างความเข้าใจร่วมกับประชาชน เปิดเผยว่ามีปัญหาการดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ จึงเสนอให้ปรับโครงสร้างหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปีโดยคิดย้อนหลังตั้งแต่เริ่มกู้ พร้อมเร่งแก้ไขนโยบายให้เป็นธรรมมากขึ้น ด้วยการลดเบี้ยปรับ ขยายโอกาสการกู้ให้หลักสูตรระยะสั้น ยกเลิกผู้ค้ำประกัน และปรับลำดับการชำระหนี้ให้เริ่มจากราษฎร์ต้นก่อน เพื่อช่วยเหลือผู้กู้กว่า 2.1 ล้านรายที่ผิดนัดและผู้ถูกดำเนินคดีกว่า 1.5 ล้านคนอย่างเป็นรูปธรรม

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง วันนี้มาโดยบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรี ให้มาตอบกระทู้ถามสด ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง กับพี่น้องประชาชนหลายล้านคนครับ เรื่องของหนี้ในระบบของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งต้องขอบพระคุณ ดอกเตอร์หญิง ท่านลิณธิภรณ์ ที่ได้มีความใส่ใจต่อความเดือดร้อนของ ประชาชน แล้วก็เปิดโอกาสให้ทางรัฐบาลได้มีโอกาสมาตอบกระทู้ เพื่อชี้แจงสร้างความเข้าใจ ให้กับท่านให้กับสมาชิก และให้กับพี่น้องประชาชนไปในคราวเดียวกัน

ประเด็นแรก ผมขออนุญาตบอกภาพรวมของกองทุนกู้ยืมการศึกษาว่า ตั้งแต่ ดำเนินการใน ปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนี้มีผู้ที่เข้าสู่ระบบการกู้ยืมของ กยศ. รวมทั้งสิ้น ๖,๘๐๐,๐๐๐ คนเศษ เป็นวงเงินกู้ยืมทั้งสิ้น ๗๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งใช้ งบประมาณไป ๔๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นกองทุนที่มีมายาวนาน แล้วก็ช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในการเข้าถึงระบบการศึกษา แบ่งลูกหนี้ออกเป็น ๔ ประเภท กลุ่มที่ ๑ เรียกว่ากลุ่มชำระหนี้เสร็จสิ้น มีจำนวน ๑,๘๐๐,๐๐๐ ราย กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ คือตัดเป็นหนี้สูญไปราว ๑๐๐,๐๐๐ ราย กลุ่มที่ ๓ คือ กลุ่มที่อยู่ระหว่างชำระหนี้อีก ๓,๕๐๐,๐๐๐ ราย และกลุ่มสุดท้ายอยู่ในช่วงปลอดนี้อีกราว ๑,๓๐๐,๐๐๐ ราย เมื่อรัฐบาลเข้ามารับตำแหน่งเมื่อราว ๖ เดือนก่อน ต้องกราบเรียนด้วย ความเคารพว่า เมื่อเราเข้าไปดูในส่วนของงาน ท่านนายกรัฐมนตรีไปตรวจสอบดู ต้องยอมรับ ครับว่า หลังจากมีพระราชบัญญัติกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ปี ๒๕๖๖ ออกมา ตัวกองทุน ยังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่มีการปรับแก้ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้ สั่งการให้เข้าไปดูในรายละเอียด โดยมอบหมายให้ผมเข้าไปศึกษา แล้วก็มีการทำงานร่วมกัน กับคณะกรรมการแก้หนี้รายย่อย ซึ่งมีท่านที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้ดำเนินการ ซึ่งอย่างที่ท่านได้เรียนเมื่อสักครู่ วันที่ ๖ พฤศจิกายน ท่านนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการแก้หนี้รายย่อย และ ๑ ในหนี้นั้นก็คือหนี้ของพี่น้องประชาชนที่อยู่ ในระบบของ กยศ. รัฐบาลเมื่อได้สั่งการเช่นนั้นแล้ว หลังจากนั้นมีการประชุมกันต่อเนื่อง ทาง กยศ. เอง ได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเพื่อที่จะรองรับกับกฎหมาย พ.ร.บ. กยศ. ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปในหลายประเด็น มีการออกทั้งระเบียบ แล้วก็ประกาศของ กยศ. ออกมาแล้วราว ๔ ครั้ง ครั้งแรกในช่วงต้นเดือนธันวาคมเป็นประกาศคณะกรรมการกองทุน กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ตาม พ.ร.บ. ๒. คือประกาศคณะกรรมการในเรื่องของการปรับปรุงยอดหนี้ของผู้กู้ยืมเงินกองทุน วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุน ในเรื่องของหลักเกณฑ์วิธีการ เกี่ยวกับการคืนเงินส่วนที่ชำระเงินจากยอดหนี้ที่มีการปรับปรุงใหม่ และครั้งสุดท้าย กลางเดือนมีนาคม มีระเบียบกองทุน เรื่องแนวปฏิบัติในการดำเนินการงดบังคับคดีไว้ ชั่วคราวให้กับผู้กู้ยืมเงิน และการถอนการบังคับคดีให้กับผู้ค้ำประกัน สำหรับผู้กู้ยืมเงินกลุ่มที่ ศาลมีคำสั่งพิพากษาถึงที่สุดและได้บังคับคดีแล้ว ภายหลังจากที่ผู้กู้ยืมเงินจะได้ทำสัญญา ปรับโครงสร้างหนี้ ผมต้องเรียนว่า หลังจากที่เราได้เข้ามาแล้ว สิ่งที่เราได้ค้นพบแล้วเราก็ พยายามที่จะแก้ไข ตัวเลขเป็นที่น่าตกใจอย่างที่ท่านได้เรียนจริง ๆ เพราะว่าในส่วนของหนี้ ที่ยังคงค้างอยู่ในขณะนี้ ๕,๓๐๐,๐๐๐ กว่าราย เป็นหนี้ที่ผิดนัดชำระถึง ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ๒,๑๗๖,๐๐๐ รายเศษ เป็นเงินต้นที่ผิดนัดชำระ ๙๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เป็นตัวเลขที่น่า เป็นห่วง มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมาถึงปีปัจจุบันนี้ รวมแล้ว ๑.๕ ล้านคนที่ถูกดำเนินคดี ต้องขอบพระคุณนะครับ ที่สภาในชุดที่แล้วได้มีมติในการปรับ แก้ไขในเรื่องของ พ.ร.บ. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สิ่งที่ได้มีการปรับแก้มา ที่ท่านได้ถาม เป็นคำถามมาว่า มีการปรับแก้ในเรื่องของเกณฑ์อย่างไรบ้าง ผมต้องเรียนว่า โดยหลัก ๆ ประเด็นแรกเลย คือเรื่องของอัตราดอกเบี้ย มีการปรับกฎเกณฑ์เพื่อให้คำนวณอัตราดอกเบี้ย ได้ไม่เกินร้อยละ ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปี และเริ่มคำนวณตั้งแต่ผู้กู้ยืมได้เริ่มดำเนินการกู้ คือ คิดย้อนหลังด้วย

ประเด็นที่ ๒ คือในเรื่องของเบี้ยปรับ ในอดีตนี้คิดเบี้ยปรับถึงปีละ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้เราคำนวณใหม่ด้วยเบี้ยปรับที่ไม่เกิน ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็นการ ลดภาระให้กับผู้กู้ยืม ประเด็นของเกณฑ์การให้กู้ยืมในอดีตให้กู้ยืมเฉพาะการเรียนในระบบ คือมัธยมศึกษาตอนปลายถึงอุดมศึกษาเท่านั้น ไม่มีการให้ทุนการศึกษา และจำเป็นต้องมี ผู้ค้ำประกันในทุกกรณี แต่สิ่งที่มีการปรับเกณฑ์ใหม่ตามกฎหมาย คือสามารถกู้ยืมเรียน ในหลักสูตรพวก Upskill Reskill เป็นหลักสูตรระยะสั้นได้ รวมถึงมีกลไกในการให้เป็น ลักษณะของทุนการศึกษา และตัดเรื่องของผู้ค้ำประกันออกไปอย่างเด็ดขาด

ประเด็นในเรื่องของการชำระเงิน ในอดีตเวลาชำระเงินกับ กยศ. จะหัก เริ่มต้นที่เบี้ยปรับครับ เป็นไปตามกฎหมายเหมือนกับลักษณะของการกู้ยืมเงินเอกชนทั่วไป คือเริ่มชำระที่เบี้ยปรับ ต่อด้วยดอกเบี้ย แล้วก็ต่อด้วยเงินต้น แต่สิ่งที่มีการปรับเปลี่ยนตาม กฎหมายในครั้งนี้ เราเริ่มชำระบาทแรกจะต้องไปจ่ายที่เงินต้นก่อน จึงจะไปชำระดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ เพื่อเป็นการลดเงินต้นและลดภาระในเรื่องของผู้กู้ยืมที่ตัวหนี้ จะขยายอย่างรวดเร็ว จึงต้องลดจำนวนเงินต้นในอัตราเร่งนะครับ นอกจากนั้นก็มีเรื่องของ การปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งอันนี้เป็นกลไกสำคัญครับ เพราะว่าการเข้าสู่กระบวนการกู้ยืมกับ ทาง กยศ. เป็นเรื่องของการทำสัญญาระหว่าง กยศ. กับผู้กู้ยืม วันนี้เราจึงได้เปิดโอกาสให้กับ ผู้กู้ยืมเงินที่จะเดินเข้ามาหา กยศ. แล้วก็มาปรับโครงสร้างเพื่อที่จะปรับเกณฑ์ ปรับกลไก แล้วก็ปรับสัญญาที่มีอยู่ให้เป็นไปตามกฎหมาย และยืนยันกับท่านลิณธิภรณ์ด้วยว่า จะเป็น การช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชนในกลุ่มที่เป็นผู้กู้ยืมนี้อย่างมหาศาลแน่นอนนะครับ สิ่งที่เรา ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ขอบพระคุณครับ