อภิชาติ เสนอแก้กฎหมายที่ดิน คืนสิทธิชุมชน-เร่งใช้ที่รกร้าง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๗

อภิชาติ ศิริสุนทร หารือการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อรองรับสิทธิชุมชน ส่งเสริมความเป็นธรรมในการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเสนอให้ลดระยะเวลาทิ้งรกร้างเพื่อคืนที่ดินให้รัฐ ยกเลิกข้อกำหนดที่ต้องใช้คำพิพากษาศาลในการออกโฉนด และรับรองหลักฐานการครอบครองที่ดินจากประวัติชุมชน เพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ประชาชน พร้อมผลักดันให้เกษตรกรผู้ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. สามารถใช้ที่ดินเป็นหลักประกันกู้ยืมได้ และเรียกร้องให้มีคณะกรรมการตรวจสอบการออกโฉนดอย่างอิสระ เพื่อป้องกันการทุจริตและคืนความโปร่งใสในการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ

นายอภิชาติ ศิริสุนทร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขออนุญาต ท่านประธานเสนอญัตติร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสนอโดยผมพร้อมคณะ ขออนุญาตท่านประธานอ่านหลักการและเหตุผล เพื่อประกอบการพิจารณาของเพื่อนสมาชิก

เนื่องด้วยประมวลกฎหมายที่ดินที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้มีบทบัญญัติ รับรองให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ทรงสิทธิในที่ดิน หรือเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการที่ดิน ส่งผลให้การใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน ไม่ถูกรับรองและไม่เป็นไปตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ อีกทั้งมีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในการ ถือครองที่ดิน เกิดการกระจุกตัวของที่ดินอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย และปล่อยให้ที่ดินรกร้าง ว่างเปล่าไม่มีการทำประโยชน์ ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นของเงื่อนไขเวลา การทอดทิ้งหรือไม่ทำประโยชน์ในที่ดินของผู้มีกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ ซึ่งถือว่าเป็นการสละสิทธิ์ในที่ดินโดยเจตนาและมีระยะเวลานานเกินไป ส่งผลกระทบต่อประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การทำให้ที่ดินนั้นเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยตรง ของชุมชนท้องถิ่นและผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ ตามประมวลกฎหมายที่ดินที่มีอยู่ ยังมีความล่าช้า ไม่สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในการบริหารจัดการที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงกระบวนการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ ซึ่งยังมีปัญหาการทับซ้อนกับที่ดินของรัฐ ที่ระบุให้พิจารณาเพียงหลักฐาน ระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศ ซึ่งอาจไม่เพียงพอหรือ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในระดับพื้นที่ รวมทั้งประวัติศาสตร์การใช้ประโยชน์ในที่ดินของ ชุมชนท้องถิ่น อันส่งผลกระทบต่อการออกโฉนดที่ดินที่คลาดเคลื่อนหรือมิชอบโดยกฎหมาย

ดังนั้นเพื่อให้สามารถจัดสรรที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ได้อย่างทั่วถึง จึงสมควรกำหนดให้มีการรับรองสิทธิชุมชนในการใช้ประโยชน์การบริหาร จัดการการดูแลรักษาที่ดิน โดยชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการ บริหารจัดการ การใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่รับผิดชอบ รวมทั้งปรับปรุงเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดิน และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ลดภาระที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยไม่จำเป็น และมีความโปร่งใสตรวจสอบการออกโฉนดที่ดินที่คลาดเคลื่อนหรือมิชอบ โดยกฎหมาย จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขตามความในพระราชบัญญัติที่เสนอมาฉบับนี้

ท่านประธานครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมได้ยื่นแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก่อนอื่นผมก็ต้องขออนุญาตท่านประธานได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงเหตุผล ถึงเนื้อหา เนื้อความ ในรายละเอียดสัก ๖ ประเด็นครับท่านประธาน

ประเด็นที่ ๑ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๓ (๒) ได้มีบัญญัติไว้ว่า บุคคลและชุมชนมีสิทธิในการอนุรักษ์ จัดการ บำรุงและใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน รวมถึงบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรา ๒๕ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ กฎหมาย รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในเรื่องของสิทธิของชุมชน สิทธินี้ไม่ได้ถูกตราไว้ในกฎหมายฉบับรอง ไม่ได้ถูกตราไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ดังนั้นในเมื่อกฎหมายฉบับรอง หรือพระราชบัญญัติไม่มีการตราเรื่องสิทธิชุมชนเอาไว้ จึงจำเป็นนะครับท่านประธาน ชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขาอยากจะบริหารจัดการที่ดินเกี่ยวกับ เรื่องสิทธิชุมชนให้เขามีอำนาจอนุญาต อนุมัติ เขาไม่มีอำนาจเลยครับ ทั้ง ๆ ที่กฎหมาย รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นในประมวลกฎหมายที่ดินเดิมเขียนเรื่องสิทธิ ไว้แค่ ๒ สิทธิ สิทธิที่ ๑ คือสิทธิของรัฐ เช่น ที่สาธารณประโยชน์ ที่ของป่าไม้ ที่อุทยาน ที่ราชพัสดุ สิทธิที่ ๒ คือสิทธิของเอกชน เช่น โฉนดที่ดินนั่นล่ะครับ แต่สิทธิที่ ๓ ที่บัญญัติไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีการเขียนไว้ในกฎหมายชั้นรอง ก็คือ พ.ร.บ. แม้แต่ฉบับเดียว อันนี้ก็ทำให้เกิดชุมชนที่เขาต้องการที่จะบริหารจัดการเรื่องสิทธิชุมชน หรือภาษาของ ภาคประชาสังคมเขาก็เรียกว่าโฉนดชุมชนนั่นล่ะครับ ซึ่งปัจจุบันเป็นแค่ระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จึงมี ความจำเป็นที่จะต้องแก้ประมวลกฎหมายที่ดินฉบับนี้ เพื่อให้สอดคล้องและไม่ให้ขัดต่อ กฎหมายรัฐธรรมนูญ สำคัญก็คือเพิ่มสิทธิที่ ๓ เรื่องสิทธิชุมชน เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขามีอำนาจในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ นี่คือประเด็นแรกที่ผมต้องเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน

ประเด็นถัดมาเรื่องระยะเวลากำหนดการทอดทิ้ง ไม่ทำประโยชน์ในที่ดิน ท่านประธานครับ ในการแก้ไขครั้งนี้เสนอให้ปรับเงื่อนระยะเวลาในการไม่ทำประโยชน์ ซึ่งเดิมทีประมวลกฎหมายฉบับเดิมได้กำหนดระยะเวลาสำหรับผู้ที่ถือครองโฉนด ว่าปล่อย ที่รกร้างว่างเปล่าไว้ ๑๐ ปี ก็สามารถที่จะมีกระบวนการทางศาล ในการที่จะคืนที่ดินให้กับรัฐ อันนี้ผมคิดว่าระยะเวลามันมากไป ไม่เป็นการกระตุ้นให้กับผู้ที่ถือครองที่ดิน ปล่อยให้ที่ดิน รกร้างว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์ ดังนั้นผมจึงคิดว่าระยะเวลา ๕ ปีก็เพียงพอ ซึ่งมันก็มีงาน วิจัยรองรับ สำหรับท่านที่ถือ น.ส. ๓ เดิมกำหนดไว้ ๕ ปี อันนี้ก็มีงานวิจัยรองรับครับว่า ปล่อยที่ทิ้งรกร้างว่างเปล่าจำนวนมาก ซึ่งไม่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศ ทำให้ประเทศชาติไม่สามารถที่จะเก็บ หรือไม่สามารถที่จะดำเนินการให้เกิดประโยชน์ ในที่ดินที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่าได้

ดังนั้นควรที่จะต้องลดเวลา เพื่ออะไรครับ เพื่อกระตุ้นนะครับ ไม่ใช่เป็น การลิดรอนสิทธิแต่อย่างใด ซึ่งเดิมกฎหมายเขียนไว้อยู่แล้ว ดังนั้นเราต้องมีกระบวนการ ในการกระตุ้นให้นำพื้นที่ดินที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่า มาทำให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าที่ดินในประเทศไทยร้อยละ ๖๐ ถือครองโดยคนจำนวนแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ที่มีการถือครองสูงสุดแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ และที่ดิน จำนวนมากเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ พบว่ามีการปล่อยให้มีการรกร้าง ว่างเปล่าไม่เต็มศักยภาพของการใช้ประโยชน์ แล้วยังพบอีกว่าที่ดินของประเทศไทยกว่าร้อยละ ๗๐ มีการใช้ประโยชน์ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ของพื้นที่ที่ถือครอง หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน หมายความว่าที่ดินทั้งประเทศ สมมุติว่ามีอยู่ ๑๐๐ ไร่ กว่า ๗๐ ไร่ มีการทำประโยชน์ไม่ถึงครึ่งเท่านั้นเอง มีการทำประโยชน์ ในที่ดินมากกว่าร้อยละ ๕๐ เพียง ๓๐ ไร่เท่านั้น นั่นก็เพราะว่าระยะเวลาที่เราไม่กำหนด มันยาวเกินไป ต้องกระตุ้นครับท่านประธาน มันขาดแรงจูงใจในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เห็นไหมครับ พ.ร.บ. ภาษีออกมาว่าใครปล่อยที่รกร้างว่างเปล่าจะเสียภาษีในอัตราที่มากกว่า ผู้ที่ทำประโยชน์ ก็ปรากฏว่าปลูกกล้วยกันเป็นแถวเลย ไม่รู้ปลูกจริงหรือปลูกหลอก ปลูกแล้วถ่ายรูป อันนี้ก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งนะครับท่านประธานที่จะกระตุ้น ผมย้ำนะครับ ไม่ใช่การลิดรอนสิทธิ แต่เป็นการกระตุ้น หากท่านนำพื้นที่ที่ว่างเปล่าไปทำประโยชน์ ท่านก็จะไม่เสียสิทธิแต่อย่างใด ดังนั้นผมคิดว่าระยะเวลาในการปล่อยรกร้างว่างเปล่า นี่ข้อมูลครับท่านประธาน ข้อมูลจากสำนักจัดการที่ดินของรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ที่ผ่านมานี้เอง เขาบอกว่าที่ดินที่ปล่อยทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์ในพื้นที่ อันนี้จังหวัดเดียวนะครับ กรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ถึงปัจจุบัน มีมากว่า ๔,๔๑๒ แห่ง หรือคิดเป็นเนื้อที่กว่า ๒๘,๔๖๑ ไร่ ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ นะครับท่านประธาน นี่เป็นงานวิจัยนะครับ เป็นข้อมูลจาก สำนักงานจัดการที่ดินของรัฐ ดังนั้นผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ถ้าหากสภาแห่งนี้รับรอง ก็จะเป็นการกระตุ้นที่ที่รกร้างว่างเปล่าให้นำมาใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นประโยชน์ของ ประเทศชาติโดยรวม

ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน เรื่องของการยกเลิกการใช้คำพิพากษา ของศาล เพื่อประกอบการออกโฉนดและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ทำให้พี่น้องประชาชนยุ่งยากมาก ยุ่งยากอย่างไรครับ เพราะพี่น้องประชาชนมี ส.ค. ๑ มี น.ส. ๓ ถ้าใครไม่ได้ไปยื่นก่อนวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ หากไปยื่นหลังนั้นต้องไปใช้ อำนาจศาลในการสั่ง กรมที่ดินถึงจะรับออกโฉนดรังวัดให้ นี่ทำให้พี่น้องประชาชนต้องไปวิ่ง หาทนาย พี่น้องประชาชนต้องไปวิ่งเต้นหาทนายความดี ๆ เพื่อที่จะไปฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งว่าท่านทำประโยชน์ต่อเนื่อง ท่านทำประโยชน์ท่านมี ส.ค. ๑ ถูกต้อง มี น.ส. ๓ ถูกต้องจริง สมัยที่ประกาศนั้นผมถามพี่น้องประชาชนเขาไปยื่นไม่ทัน เพราะว่าเขาไม่รู้เรื่อง ไม่รู้หน่วยงานภาครัฐประชาสัมพันธ์อย่างไร อันนั้นผมก็ไม่ทราบ แต่ผมถามส่วนใหญ่ เขาก็ไม่ทราบข้อมูลนี้ เขาเพิ่งทราบจากกรมที่ดินเมื่อเขาไปยื่นว่าต้องไปฟ้องต่อศาล ดังนั้นในประเด็นตรงนี้มันก็จะเป็นภาระของพี่น้องประชาชนที่ถือครอง ส.ค. ๑ และ น.ส. ๓ ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินจะบังคับใช้ ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็เลยเสนอว่ายกเลิกมาตรา ๘ ตรงนี้ไปเสีย ไม่ต้องกำหนดเงื่อนไขและระยะเวลา พี่น้องที่อยู่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน ที่มีใบตราจอง มี ส.ค. ๑ มี น.ส. ๓ สามารถไปยื่นขอออกโฉนดต่อกรมที่ดินได้ สามารถไปขอยื่น เพื่อพิสูจน์สิทธิและออกโฉนดต่อไปได้ ลดขั้นตอน ลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน

ประเด็นถัดมาเรื่องการใช้หลักฐานในการออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ ท่านประธานทราบไหมว่าในประเด็นนี้จากเดิมมีการกำหนดให้การ ขอออกโฉนดและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินคาบเกี่ยว หรือที่ดินที่อยู่ในเขตรัฐ คาบเกี่ยวกับที่ดินของรัฐครับ ที่ดินที่มีข้อพิพาทระหว่างรัฐกับพี่น้องประชาชนว่าใครอยู่ก่อน ใครอยู่หลัง แล้วรัฐมีมาตรการอย่างไร รัฐมีมาตรการในการพิสูจน์สิทธิครับท่านประธาน แต่ที่ผ่านมาเท่าที่ผมเห็นและทราบ เพราะว่าผมดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องร้องเรียนแบบนี้เข้ามายังคณะกรรมาธิการ การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเยอะมาก ตั้งแต่สมัยที่แล้วและสมัยนี้ เยอะมากจริง ๆ ที่พี่น้องร้องเรียนอยากจะให้กรรมาธิการ อยากจะให้สภาผู้แทนราษฎร ไปบอกกับหน่วยงานของภาครัฐหน่อยว่า การพิสูจน์สิทธิที่ผ่านมาพิสูจน์อย่างไรพี่น้อง ประชาชนก็เสียสิทธิ พิสูจน์อย่างไรก็เป็นการลิดรอนสิทธิ เขาบอกผมอย่างนั้น แล้วผม ก็ไต่สวนหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างที่ชาวบ้านว่าจริง ๆ เพราะว่าเงื่อนไขในการพิสูจน์สิทธิเขาเอาแค่หลักฐานทางราชการ ส.ค. ๑ ใบตราจอง ที่ทางราชการออกให้ แต่พี่น้องสมัยอดีต สมัยโบราณ สมัยนั้นการประชุมยังตีขอลอ ป๊อกแป๊กอยู่เลยนะครับท่านประธาน สมัยนั้นภาษากลางเขาเรียกเกราะใช่ไหม สมัยนั้น หอกระจายข่าวไม่มีนะครับท่านประธาน การสื่อสารการติดต่อระหว่างพี่น้องประชาชน ในหมู่บ้านกับหน่วยงานของรัฐมันเป็นไปด้วยความยากลำบาก หลายคนก็ไม่ได้มาแจ้ง ส.ค. ๑ หลายคนก็ไม่ได้ไปแจ้งใบตราจอง ดังนั้นเมื่อพิสูจน์สิทธิออกมาเขาไม่มีหลักฐานเหล่านี้ ถึงอย่างไรก็เป็นการพิสูจน์สิทธิเพื่อตัดสิทธิ เพื่อลิดรอนสิทธิของเขา ดังนั้นท่านประธานครับ ในประเด็นนี้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้บอกว่า การใช้หลักฐานที่ทางราชการออกให้ หรือการ ใช้แค่ระวางแผนที่ทางอากาศมันไม่พอ มันต้องเพิ่มหลักฐานอื่นที่เป็นการพิสูจน์ให้แจ้งชัด ได้ว่าชุมชนท้องถิ่นเขาอยู่ก่อนประกาศกฎหมาย หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการตั้งถิ่นฐาน ของชุมชนต้องหยิบยื่น หยิบยกเข้ามา ประกอบการพิจารณา ไม่อย่างนั้นพี่น้องประชาชน เสียสิทธิครับ หลายที่หลายแห่งเขาบอกเขาอยู่มานาน อยู่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินด้วยซ้ำไป หลายที่หลายแห่งเขาบอกว่าที่ของเขาเขาหักร้างถางพงมาโดยชอบ แล้วอยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นย่า รุ่นตา รุ่นยาย เขาเสียสิทธิเพียงแค่ทางราชการไปสร้างเงื่อนไขว่าต้องมี ส.ค. ๑ หรือเอกสาร ที่ทางราชการออกให้ ดังนั้นประเด็นตรงนี้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับแก้ไข จึงเห็นสมควร ที่จะต้องให้มีการเพิ่มข้อมูลหลักฐานร่องรอยการทำประโยชน์ ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ของชุมชนเข้ามา เพื่อคืนสิทธิให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ในประเด็นต่อมา เหลืออีก ๒ ประเด็นครับท่านประธาน

ประเด็นต่อมาเรื่องการกำหนดให้ผู้มีสิทธิตามประมวลกฎหมายว่าด้วย การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรที่ได้รับการพิสูจน์สิทธิแล้วว่าไม่ใช่นายทุน ไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ทั้งหลาย เป็นเกษตรกรตัวจริง ทำเกษตรจริง ไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งเงื่อนไขในปัจจุบัน เขาไม่สามารถที่จะยกระดับ ส.ป.ก. ให้เป็นสิทธิที่สูงขึ้นได้ เขาก็บอกว่าไปธนาคารก็ไม่ได้ เพราะธนาคารสถาบันทางการเงินไม่รับ รับเฉพาะ ธ.ก.ส. และสหกรณ์เท่านั้น เพราะว่า ธนาคารเขาบอกว่าบังคับคดีก็ไม่ได้ ไม่รู้จะไปยึดกับใคร ชาวบ้านก็บอกว่าทำกินมานาน แล้วมีความมั่นคงก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไปกู้ ธ.ก.ส. ก็ได้ตามราคาประเมิน แล้วราคาประเมิน ส.ป.ก. ธ.ก.ส. ประเมินมาก็ต่ำ เขามาชี้แจงในกรรมาธิการ รายหนึ่ง ได้ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อรถอีแต๊กก็ยังไม่ได้เลย ชาวบ้านเขาบอกนะครับ สถาบันการเงินอื่น เขาก็ไม่รับรอง เพราะว่าไม่สามารถบังคับคดีได้ ดังนั้นบางแห่งบางที่ก็เป็นตลาดร้านรวง ส.ป.ก. บางแห่งก็ติดกับที่ว่าการอำเภอนะครับ ที่ว่าการอำเภอบางแห่งก็เป็นเขต ส.ป.ก. ดังนั้นโดยหลักการต้องตราไว้ในพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อรองรับสิทธิของ พี่น้องประชาชนในอนาคต แต่ต้องเป็นพี่น้องประชาชนที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิ ว่าเป็นเกษตรกรตัวจริงเท่านั้น สำหรับพิสูจน์แล้วว่าเป็นนายทุนต้องเอาคืน เอามาจัดการ ให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นท่านประธานครับ ผมจึงได้เสนอให้มีการเพิ่มนำ ส.ป.ก. หรือเขาเรียกว่านำกฎหมายที่ว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร มาเพิ่มเข้าไปในประมวล กฎหมายที่ดิน เดิมทีมีเพิ่มไว้อยู่แล้วในเรื่องของนิคมสหกรณ์หรือสหกรณ์ แต่ตัว ส.ป.ก. นี้ไม่มี ตัว ส.ป.ก. มันไปบัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๙ และ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งผู้ยื่นออกโฉนดได้ ก็คือสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมครับท่านประธาน ประชาชนไม่สามารถที่จะ ยื่นออกโฉนดได้ ถ้าได้ ส.ป.ก. ไปแล้วต้องให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นคนยื่นเท่านั้น ก็เป็นข้อจำกัดอยู่ดี เพราะยื่นไปแล้วก็ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. ถึงแม้เป็นกรรมสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน แต่ก็เอาไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน ในธนาคารไม่ได้ เพราะว่าถ้าจะเอาคืนต้องคืนให้ ส.ป.ก. เท่านั้น มันก็เป็นข้อจำกัด ดังนั้น ในประเด็นนี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นเรื่องที่เขียนไว้ใน พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อยกระดับสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนผู้ที่เขาอยู่อย่างถูกต้องจริง ๆ ให้เขา ลืมตาอ้าปากได้ ให้เขามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ตามสภาวะการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มัน เปลี่ยนแปลงไป จึงควรที่จะต้องเพิ่มในประเด็นนี้เข้าไป

ประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ ๖ ท่านประธานทราบไหมว่ามีเรื่องที่ออกโฉนดที่ดิน คลาดเคลื่อนจำนวนมากในสังคมไทย จำนวนมากผู้ที่ออกโฉนดคลาดเคลื่อนได้นั้นต้องเป็น คนที่มีสตุ้งสตางค์ ต้องเป็นคนรวยเสียส่วนใหญ่ แต่คนยากคนจนออกยากลำเค็ญแสนเข็ญ เหลือเกิน ดังนั้นการออกโฉนดที่มันคลาดเคลื่อนที่ปรากฏตามข่าว ออกไปทับที่ สาธารณประโยชน์บ้าง ออกไปทับที่ป่าบ้าง เยอะแยะไปหมด ซึ่งมีแต่นายทุนมีสตางค์ทั้งนั้น ผมไม่ได้กล่าวหานายทุนที่ทำถูกต้องนะครับ สำหรับนายทุนที่ไปคบค้าสมาคม ไปจับมือกับ หน่วยงานราชการ แล้วไปออกโฉนดในที่ของรัฐที่ผิดกฎหมาย อันนี้ต้องตำหนิ อันนี้ต้องเอาผิด แต่ท่านประธานทราบไหมว่า การเอาผิดคนเหล่านี้เอาผิดยากเหลือเกิน อ้ายพวก ส.ค. บิน ทั้งหลายเอาผิดยาก เพราะอะไรครับ เพราะว่าหน่วยงานที่ออกโฉนดคลาดเคลื่อนเป็นหน่วยงาน เดียวกันที่ตรวจสอบการออกโฉนดที่ไม่ถูกต้อง เป็นหน่วยงานเดียวกัน ในเมื่อเป็นหน่วยงาน เดียวกัน ท่านประธานลองจินตนาการสิครับ คนทำผิดกับคนที่จะมาตรวจสอบคนทำผิด มันเป็นคนหน่วยงานเดียวกัน มันเป็นคน ๆ เดียวกัน แล้วมันจะตรวจสอบกันอย่างไร กินข้าวด้วยกันทุกวัน ลงลิฟต์เดียวกันทุกเช้า ทุกเย็น ฉลองวันเกิดก็ไปด้วยกัน แล้วจะทำ อย่างไรละท่านประธาน ดังนั้นเพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ท่านประธานก็คงเห็นคดีหลายคดี ที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว ก็ตั้งกรรมการตรวจสอบกันเองนั่นล่ะ ยื้อเวลา ตรวจไปตรวจมา ไม่ผิดอีกล่ะ นี่ปรากฏการณ์ที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ในสังคม ดังนั้นผู้ที่ออกโฉนดและผู้ตรวจสอบ ผู้ออกโฉนดไม่ถูกต้อง มันคงจะต้องมีคณะกรรมการที่มีหลากหลายจากหน่วยงาน ไม่ใช่กรมที่ดิน ตั้งกันเองชงกันเอง ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนของท้องถิ่นเขาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อย

ดังนั้นในประเด็นนี้จึงสำคัญ ผมเลยเสนอว่าควรที่จะต้องมีหน่วยงานตรวจสอบ และถ่วงดุลที่มันเป็นกลาง ผมก็ตราไว้ในฉบับแก้ไขของผมนี่ล่ะครับ เพื่อให้มันเกิด ความโปร่งใสและเกิดความเชื่อมั่นกับประชาชน ว่ามันมีหน่วยเป็นกลางที่ปฏิบัติงานโดยชอบ เพื่อตรวจสอบการออกโฉนดโดยมิชอบจริง นี่คือเป็นที่มานะครับท่านประธาน ที่ผมเสนอ ให้มีการแก้ไขรูปคณะกรรมการ ให้กระทรวงยุติธรรม ให้ DSI เข้ามา เขาจะได้มีอำนาจ ในการตรวจสอบจริงเต็มนะครับ ไม่ได้ให้กรมที่ดินตั้งกรรมการขึ้นมาแล้วเตะลูกบอลไปมา ชงเองกินเองอย่างนี้ไม่ถูก ถึงเป็นที่มาของประเด็นในการที่จะตั้งคณะกรรมการที่ถ่วงดุลกัน ขึ้นมา

ก็คงจะครบทุกประเด็นที่ผมอยากจะเสนอรายละเอียด ก็อยากจะขอให้ เพื่อนสมาชิกทั้งหลายพิจารณาครับว่า ในสิ่งที่ผมเสนอไปนั้นท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์กับ ประชาชน ก็ขอให้ท่านได้รับรองในวาระที่ ๑ ถ้าหากท่านเห็นว่ายังมีข้อสงสัย ถ้าหากท่าน เห็นว่ายังมีข้อที่อาจจะขัด อาจจะแย้งกับความคิดของท่าน ในชั้นกรรมาธิการเราสามารถ ที่จะถกเถียงและแก้ไขร่วมกันได้ เพื่อให้เป็นสิทธิของประเทศ สิทธิของพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดการที่ดิน เพื่อให้ชุมชนและท้องถิ่นเขาได้มีสิทธิที่ ๓ ในการที่จะจัดการบริหารที่ดินหรือทรัพยากรในท้องถิ่นของพวกเขา ตอบสนองประโยชน์ ท้องถิ่นและตอบสนองประโยชน์ของประเทศ ดังนั้นวันนี้จึงขอฝากเพื่อนสมาชิกให้พิจารณา และอยากจะให้รับหลักการ ได้ข่าวว่าจะมีคนไม่รับหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ผมได้ข่าวแว่ว ๆ ผมรับรองครับว่ากฎหมายที่เสนอแก้ไขนี้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนโดยรวม เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งหมด แล้วจะปลดล็อกเรื่องการออกโฉนดในที่ดินที่พี่น้อง ประชาชนอยู่มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน เพิ่มสิทธิที่ ๓ ขึ้นมา ก็ขอฝากท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่าน คงไม่รบกวนเวลาของสภามาก ขอบคุณครับท่านประธาน