กรุณพล สนับสนุนควบคุมโฆษณาแอลกอฮอล์ ย้ำต้องสมดุลเศรษฐกิจ-สุขภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๗

กรุณพล เทียนสุวรรณ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเสนอให้คณะกรรมการมีความหลากหลายและเป็นธรรมในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งระหว่างการจำกัดโฆษณาและการส่งเสริมเศรษฐกิจและ Soft Power จึงสนับสนุนการพิจารณากฎหมายด้วยแนวทางสมดุล ที่เน้นการให้ความรู้มากกว่าการห้ามอย่างเด็ดขาด เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและท่องเที่ยว โดยไม่ลืมคำนึงถึงสุขภาพและป้องกันปัญหาการดื่มแล้วขับ

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม กรุณพล เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกลนะครับ ขอร่วมอภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครับ ในอันดับแรกเลยก็คงต้องบอกว่า สำหรับตัวผมก็เห็นใจกับผู้ที่ประสบภัยจากผู้เมาแล้วขับ รวมถึงผู้ที่ประสบปัญหาผู้ป่วยเรื้อรังในครอบครัว หรือปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวจากผู้ที่ ติดสุราเรื้อรังนะครับ แต่สำหรับ พ.ร.บ. ชุดนี้ ผมเองก็มีข้อกังวลใจในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมา จากที่เราดูนี้ผู้แทนส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้แทนจากทาง คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานราชการ แต่ว่าผู้แทนจากภาคเอกชนก็จะถูกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมา โดยจะต้องเป็นเอกชนที่ดำเนินกิจการด้านสนับสนุนและรณรงค์ให้มีการลดการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะฉะนั้นนี่ก็คือกลุ่มคนที่ตั้งธงไว้แล้วนะครับว่าไม่เห็นด้วยกับ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการโฆษณา หรือการมีอยู่ของแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ผมมองเห็นว่าการที่เราจะรับฟังความเห็นที่แตกต่างได้ จำเป็นที่จะต้องได้รับความเห็น ที่หลากหลาย ทั้งผู้ที่สนับสนุนและผู้ที่เห็นต่าง เพราะฉะนั้นในเรื่องการมีผู้แทนจาก องค์กรเอกชนควรจะมีความหลากหลายมากกว่านี้ เพราะต่อให้มีผู้ที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้บริโภค หรือผู้ที่มีปัญหา หรือผู้ที่ได้รับปัญหามาร่วมนี้ ในสัดส่วนแล้วก็คงยังน้อยกว่าตัวแทนจาก ภาครัฐบาลหรือว่าทางข้าราชการนะครับ

อันที่ ๒ ที่ผมกังวลเป็นอย่างมาก นั่นก็คือเรื่องมาตราที่เกี่ยวกับการโฆษณา ซึ่งในเรื่องของการโฆษณาตอนนี้ก็แทบจะไม่ต่างจากเดิมเลย นั่นก็คือมีคำว่า ห้ามให้เห็นถึง คุณประโยชน์ ห้ามผู้ใดแสดงชื่อเครื่องหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อวดอ้างสรรพคุณ ชักจูง ให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม คำนี้ล่ะครับที่มันน่ากังวล เพราะว่าทุกวันนี้เรามีประชาชน ที่ถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ถ่ายรูปตัวเอง แล้วติดเครื่องหมายของแอลกอฮอล์ หรือไม่ว่าจะเป็น ภาพของการเฉลิมฉลองในวันสำคัญต่าง ๆ ซึ่งพอใช้ดุลยพินิจในการที่จะดำเนินคดี หลายคนถูกดำเนินคดี หลายคนไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งมันมีความลักลั่นของการใช้กฎหมาย หรือแม้แต่หลายคนที่เขียนบรรยาย ทำ Review หรือว่ามีการพูดถึงสรรพคุณของแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่งานรื่นเริง หรือแม้แต่การประกวดของสุราในประเภทต่าง ๆ ก็ถูกดำเนินคดี แล้วถูกศาลสั่งปรับเป็นเงินหลายแสนบาททีเดียว ตรงนี้เองผมก็ค่อนข้างสับสนกับนโยบาย ของรัฐบาลเรื่อง Soft Power ที่จะให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จัก แล้วก็จะใช้พลังอ่อนในการที่จะ ทำให้สินค้าไม่ว่าจะเป็น OTOP หรือสินค้าต่าง ๆ ของไทยได้ดังไกลไปสู่ต่างประเทศ แต่ถ้าเรายังคงปิดกั้นการโฆษณา ปิดกั้นการที่จะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่สามารถ ผลิตแอลกอฮอล์ได้ หรือผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศยังทำไม่ได้ เพราะว่ายังมีกฎหมายตัวนี้คอยปกปิด ที่จะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถที่จะมีช่องทางที่จะสู้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ ผมก็กังวลครับว่า Soft Power ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือก็คงจะหาทางแห่งการไปถึง ความสำเร็จได้ยากมากทีเดียว รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหลายคนก็กังวลเรื่องของ การเมาแล้วขับ เพราะว่าถ้าเกิดทำให้ประชาชนได้เห็นหรือว่าทำให้มีผู้ดื่มรายใหม่เพิ่มมากขึ้น ก็จะส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ อย่างที่ผมบอกนะครับว่าผมเห็นใจสำหรับผู้ที่ประสบภัย แต่ว่ามันเป็นคนละเรื่อง เพราะถ้าพูดว่าแอลกอฮอล์คือต้นเหตุของทุกอย่าง เพราะฉะนั้นบนโลกใบนี้มีเยอะแยะเลย เรามีผู้ป่วยเบาหวานจากการกินหวาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม น้ำตาลต่าง ๆ ผู้ป่วยเป็นโรคไต ที่กินอาหารรสจัดจากเค็ม หรือผู้ป่วยจากผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอาวุธปืน ทั้ง ๆ ที่ ของเหล่านี้ผู้ผลิตก็มีหน้าที่ในการที่จะผลิต ภาครัฐมีหน้าที่ในการออกระเบียบต่าง ๆ ให้ใช้ สิ่งของต่าง ๆ อย่างเป็นประโยชน์แล้วก็อยู่ในการควบคุม แต่ถ้าผู้ใช้เองต่อให้เราออก กฎหมายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ เป็นน้ำหวาน เป็นอาวุธ หรือแม้แต่เป็นรถยนต์ก็ตาม ที่สามารถเร่งความเร็วได้ ๐-๑๐๐ ในแค่ไม่กี่วินาที ก็สามารถสร้างอันตรายแก่ชีวิตและ ทรัพย์สินของประชาชนได้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมาย

ผมเห็นด้วยนะครับ ทั้ง ๕ ร่าง ที่เราจะรับและเข้าไปสู่กรรมาธิการเพื่อหา ทางออกร่วมกัน แต่ที่ผมกังวลว่าถ้าเรายังมองว่าผู้ร้ายคือแอลกอฮอล์ ผู้ร้ายคือเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เราจะเดินไปผิดทาง เพราะแน่นอนว่าประเทศไทยมุ่งหวัง รายได้หลักจากการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวนั้นต่างประเทศเองก็มาเพื่อต้องการสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ อาหาร หรือแม้แต่เครื่องดื่ม หากเราจำกัดการมองเห็น จำกัดการใช้ งบประมาณจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เราจะคิดแต่ภาษีอย่างเดียว โดยที่ลืมไปถึงเม็ดเงิน โฆษณาที่มีหลักหลายแสนล้านที่จะมาจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ และที่สำคัญวงการโฆษณาในประเทศไทยติดอันดับ Top 10 ของโลก ในการที่จะสร้างสรรค์ผลงานโฆษณา และในรายงานเล่มนี้ก็มีตัวอย่างของระเบียบต่าง ๆ ของประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับการโฆษณาแอลกอฮอล์ หลายประเทศให้โฆษณานะครับ แต่ว่าห้ามมีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็ก ห้ามจูงใจว่าตัวแอลกอฮอล์สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจได้ หรือสร้างความสดชื่นได้ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราให้มีการโฆษณาอย่างมีการควบคุมอย่างพอเหมาะ พอดี ก็จะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเป็นที่รู้จักได้ แล้วสามารถที่จะเติบโตทั้งใน และต่างประเทศได้ และที่สำคัญการบอกว่าการโฆษณาจะทำให้มีผู้ดื่มรายใหม่เข้ามา ในตลาดเพิ่มมากขึ้น อันนี้ไม่เถียงนะครับ จริงครับ แต่เราควรจะให้ความรู้มากขึ้น ไม่ใช่ปิดกั้น เพราะอย่างเช่นเมื่อก่อนนี้ที่เวลาใครพูดถึงการคุมกำเนิด ถุงยางอนามัยก็จะพูดกันอย่าง กระมิดกระเมี้ยน เพราะเกรงว่ามันจะเป็นเรื่องลามกอนาจาร แต่สุดท้ายแล้วก็เราก็มีเรื่องตลก ที่ว่าคนใส่ถุงยางอนามัยที่นิ้วโป้ง โดยที่ไม่รู้ว่าต้องใส่ที่ไหน แทนที่เราจะให้ความรู้กับเยาวชน จริง ๆ ว่าแอลกอฮอล์มาจากอะไร แล้วเมื่อดื่มไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ต้องดื่มปริมาณเท่าไร แล้วถ้าดื่มมากเกินไปมันเคยมีผลอย่างไรบ้างในอดีต เพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักรู้ถึงสุขภาพ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการที่เขาดื่มแอลกอฮอล์มากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว แทนที่จะ ปิดบัง แทนที่จะเห็นว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงมัน เพราะฉะนั้นการห้ามในการ สื่อสารแอลกอฮอล์ในช่องทางต่าง ๆ ผมว่ากรรมาธิการก็ควรจะรับข้อนี้ไปพิจารณาเป็นเรื่องหลัก เพื่อที่จะให้เยาวชนของไทยเข้าถึงได้อย่างเข้าใจ และแก้กฎหมายส่วนอื่น ๆ ในการควบคุม และป้องกันครับ ก็หวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น Soft Power และผู้ประกอบการรายเล็กได้ลืมตาอ้าปากในประเทศไทย ขอบคุณมากครับ