พชร จันทรรวงทอง หารือเรื่องรายงานบริหารหนี้สาธารณะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูลในระยะยาว เพื่อเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของหนี้สาธารณะในประเทศไทย พชร จันทรรวงทอง หมายความว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤติโควิด-19 และขอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในวันนี้กระผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย รายงานบริหารหนี้สาธารณะ รายงานฉบับดังกล่าวถือว่าเป็นรายงานที่มีการนำเสนอข้อมูล เฉพาะปี ซึ่งก็คือปีงบประมาณที่ผ่านมา แต่หากเราดูรายงานเพียงแค่ปีเดียว เราจะ ไม่สามารถทราบได้เลยนะครับว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยประสบกับปัญหา หนี้สาธารณะไปในแนวทางใด เพราะฉะนั้นลองดูข้อมูลจากในสไลด์นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมานะครับ ฐานะหนี้ของประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วง เพราะว่าจากในปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าตัวเลขหนี้สาธารณะต่อ GDP ของประเทศไทยทยอยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทุก ๆ ปี โดยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ก็คือ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๒ แล้วก็เป็น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ๕๘ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๓ แล้วก็ในปี ๒๕๖๔ ตามลำดับ การก่อหนี้ สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ก็เนื่องมาจากการที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะ วิกฤติโควิด-๑๙ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยทำให้ใน ๒ ปีงบประมาณ ดังกล่าวมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ ๒๕๖๒ สูงถึง ๒.๔๔ ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น ๑๗.๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปี จากการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ จนทำให้ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๔ อยู่ที่ระดับ ๕๘ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ตัวเลขดังกล่าวนี้มีผลให้ไทย มีช่องว่างในการก่อหนี้หรือพื้นที่การคลังเหลือน้อยลงมาก เนื่องจากเพดานหนี้สาธารณะในเวลานั้นคือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ส่งผลให้มีการปรับ กรอบเพดานหนี้จาก ๖๐ เปอร์เซ็นต์สู่ระดับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งการขยาย หนี้เพดานให้สูงขึ้นเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับนโยบายการคลัง และข้อมูลในรายงาน ล่าสุดพบว่าหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๖ จำนวน ๑๑.๑๓ ล้านล้านบาท โดยเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับนานาประเทศแล้วตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยนั้นยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แม้จะทะลุ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ไปแล้วก็ตาม โดยหากวัดตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจของ เงินไทยนะครับ รวมถึงหนี้กว่าร้อยละ ๙๘ เปอร์เซ็นต์เป็นเงินสกุลบาท จึงช่วยลดความเสี่ยง ด้านอัตราการแลกเปลี่ยน จึงทำให้การแบกหนี้จำนวนดังกล่าวยังถือว่าไม่สูงเกินไป นอกจากนี้อาจจะสะท้อนจากความน่าเชื่อถือของประเทศ จากการวัดอันดับของ Fit Rating ที่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ BBB+ นะครับ และคงมุมมอง ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ เหตุการณ์ที่หนี้สาธารณะดีดขึ้น อย่างรวดเร็วไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวิกฤติโควิด-๑๙ นะครับ แต่ก่อนหน้านี้ในช่วงที่เกิด วิกฤติ Subprime หรือวิกฤติ Hamburger นั้น หนี้สาธารณะของไทยในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ เพิ่มสูงจากปีก่อนถึง ๒๑.๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือกว่า ๕.๙ แสนล้านบาท แต่เมื่อวิกฤติ ดังกล่าวผ่านไป ในปีต่อมาหนี้สาธารณะลดไป ๕.๙๗ เปอร์เซ็นต์ และขนาดเศรษฐกิจ ขยายตัวกว่า ๑.๑๗ ล้านบาท ท่านประธานครับ นี่เราพูดถึงแค่ปริมาณหนี้ในระบบนะครับ หากเรานำหนี้นอกระบบมาร่วมพิจารณา ซึ่งได้มีนักวิชาการอิสระได้ประเมินปริมาณหนี้ นอกระบบ อยู่ที่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP จากข้อมูลปี ๒๕๖๕ หนี้นอกระบบ จะมีมูลค่าประมาณ ๕.๒๒ ล้านล้านบาท สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ไม่ดี ลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ใน ระบบประกันสังคมส่วนใหญ่มีหนี้นอกระบบ คนต้องไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบ แม้ต้องจ่าย ดอกเบี้ยที่สูงกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือนก็ตาม ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งหนี้ ในระบบหรือนอกระบบ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้ให้ความสำคัญมาก และยก เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีมาตรการแก้ไขด้วยนโยบายต่าง ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น การกระตุ้นการท่องเที่ยว การเปิดเขตธุรกิจใหม่ การดึงนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุน ในประเทศไทย การเพิ่มรายได้ของพี่น้องเกษตรกร การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รวมถึงนโยบายต่าง ๆ อีกมากมายที่รัฐบาลจะทำเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจในประเทศ ในส่วนของหนี้นอกระบบนะครับ รัฐบาลได้เปิดให้พี่น้องประชาชน ได้มาลงทะเบียนได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์หรือที่ว่าการอำเภอ หรือใน Application ThaiID เพื่อที่จะได้เรียกเจ้าหนี้และลูกหนี้มาไกล่เกลี่ยเพื่อหาความเป็นธรรม และเมื่อรัฐบาลได้สร้างรายได้ให้กับประเทศได้เพิ่มขึ้นก็จะทำให้รัฐบาลสามารถบริหาร ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้นอกระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีต้นทุนที่เหมาะสมและ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ดังนั้นกระผมจึงขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้จะสามารถ แก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะได้อย่างแน่นอน ขอบคุณครับ