อนุสรณ์ แจงปมเงินกู้โควิด ชี้ซ้ำซ้อน-ฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ถึงเป้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด หารือการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. วงเงิน 5 แสนล้านบาท ภายใต้กรอบการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของโควิด-19 โดยประเมินผลการดำเนินงานในสามด้าน ได้แก่ การจัดการวิกฤติสาธารณสุข การเยียวยาประชาชน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อน ขาดการบูรณาการ และประสิทธิภาพที่ไม่เต็มตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ A จึงเสนอให้ถอดบทเรียนเพื่อบูรณาการการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน พร้อมเตรียมรับมือวิกฤตในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อรายงานผลการดำเนินการตามมาตรา ๘ แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ความสำคัญของปัญหาที่ ต้องเล่าความเดิมตอนที่แล้วหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ รัฐบาลในขณะนั้นก็คิดว่าจะกู้เงินมาเพื่อแก้ไขบริหารสถานการณ์ หวังจะให้เจ็บ แต่จบ ก็เลย กู้เงินมา ๑ ล้านล้านบาท แต่ ๑ ล้านล้านบาทนั้นเจ็บครับ แต่ไม่จบ เมื่อเจ็บ ไม่จบก็เลยจะต้องมี พ.ร.ก. เงินกู้เพิ่มเติม เดิมครั้งก่อนกู้ ๑ ล้านล้านบาท รอบนี้มากู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปทำอะไรบ้าง ๑. เป็นแผนงาน และโครงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ โดยมีกระทรวง สาธารณสุขและหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายอยู่ในกรอบนี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่ ๒ เป็นแผนงานในโครงการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ โดยมีกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย มูลค่ารวม ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ส่วนนี้รวมกันจะเป็น ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท และส่วนที่ ๓ จะเอาไปฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม โดยมีกระทรวงการคลังและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ ส่วนนี้ได้ไป ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลข ๓ ส่วนนี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทก็จะเป็นตัวเลข ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอดี ทีนี้เราไปดูการประเมินนะครับ ในส่วนที่ ๑ ที่เอาไปแก้ปัญหาการแพร่ระบาด เอาไปให้ กระทรวงสาธารณสุข เอาไปจัดซื้อเวชภัณฑ์ วัคซีน เอาไปบริหารจัดการ ได้รับเกณฑ์การ ประเมิน Grade A ส่วนที่ ๒ แผนงานในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เอาไปฟื้นฟูเยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้รับเกณฑ์การประเมินในระดับ A ครับ ส่วนที่ ๓ ที่เอาไปฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมโดยมีกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายดูแล ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท น่าเสียดายครับที่ไม่ได้รับเกณฑ์การประเมิน A ครับ ไม่เช่นนั้นจะเป็น Triple A หรือได้ ๓ Champ ในสถานการณ์นี้ คือ AAA เราไปดูส่วนที่ ๑ นะครับ ถามว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขสมเหตุสมผลมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ก็ต้องเรียนนะครับว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดช่วงแรกเกิดความสับสน โกลาหล อลหม่านครับ การบริหารจัดการวัคซีนต้องยอมรับครับว่าล่าช้า ประชาชนต้องเสาะแสวงหาข้อมูล ด้วยตัวเองครับ ตอนนั้นเรากลายเป็นผู้มีความรู้น้อง ๆ อสม. ครับ ไปหาว่าจะฉีดวัคซีน ด้วยตัวเอง จะเข้าถึงวัคซีนแบบเชื้อเป็น เชื้อตาย หรือจะเป็น mRNA เดือดร้อนครับ ประชาชนต้องไปหา และด้วยความตื่นตระหนกกลายเป็นว่าวันนี้คนไทยโดยเฉลี่ย อย่างไม่ได้ ๆ อย่างไม่มี ๆ นะครับ เรามีวัคซีนทั้งเชื้อเป็น เชื้อตาย mRNA ไม่ต่ำกว่าคนละ ๔-๕ Dose ในร่างกาย แล้วก็กลายเป็นภาวะ Long COVID ในปัจจุบัน งบประมาณบางส่วนเอาไปสร้าง โรงพยาบาลสนาม ซึ่งก็ถูกมองว่าคุณภาพของงานไม่สอดรับ ไม่สอดคล้องกับเงินที่ใช้ไป หรือการไปใช้เพื่อการลงทุนในการสร้างอาคารซึ่งอาจจะไม่ตรง ไม่ตอบโจทย์กับวัตถุประสงค์ ในส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ที่ได้รับการประเมิน A ผมคิดว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังมีการบริหาร จัดการของแต่ละโครงการที่มีความซับซ้อน แล้วก็ซ้ำซ้อน มีโครงการลักษณะแบบเดียวกัน ในหลายโครงการที่ได้รับการอนุมัติให้ไปดำเนินการ เปรียบเสมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่เชื่อมโยงบูรณาการกัน ส่วนที่ ๓ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปทำโครงการคนละครึ่ง เอาไปทำโครงการเที่ยวด้วยกัน เข้าใจครับว่าเป็นการรักษาการจ้างงาน เพราะผู้ประกอบการในวันนั้นต้องยอมรับนะครับว่า ภาคธุรกิจ อาหาร บริการ ขนส่ง ได้รับผลกระทบหมดครับ และโดยเฉพาะในธุรกิจประเภท ร้านอาหาร ภัตตาคาร ก็ต้องรักษาสภาพการจ้างงาน เพราะถ้าปล่อยให้เลิกจ้างพนักงานไป หรือปิดกิจการไป โอกาสจะกลับมาในร้านเดิม บริษัทเดิม องค์กรเดิม เป็นไปด้วยความ ยากลำบาก ผมอยากจะมีข้อสังเกตสัก ๕ ประการด้วยกัน เพื่อให้สถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ที่เราบริหารจัดการกันมากลายเป็นองค์ความรู้จาก การถอดบทเรียน เพื่อจะแก้ปัญหาในครั้งต่อไป

ข้อสังเกตประการที่ ๑ ถามว่าวันนี้ที่เราผ่านโควิดกันมานี้ เราสู้โควิดได้ดีกว่า ประเทศอื่นหรือไม่ พบว่าเรามาตรฐานครับ แต่เรายังสามารถยกระดับให้ดีกว่านี้ได้

ข้อสังเกตประการที่ ๒ ถามว่างบประมาณโดยเฉพาะจากเงินกู้ ๑ ล้านบาท งวดแรก งวด ๒ อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เราบริหารจัดการได้คุ้มค่าเหมาะสมหรือไม่ ก็ต้องเรียนครับว่าเราจะต้องไปถอดบทเรียน และใช้เงินกู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีความซ้ำซ้อนครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัคซีน ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของเวชภัณฑ์ ซ้ำซ้อนกระทั่ง Application ครับ เราไม่รู้ครับว่าจะเข้า Application ไหน แล้วรายงานอย่างตรงไปตรงมาถูกต้อง เรามีหมอพร้อมก็ไม่จบนะครับ มีหมอชนะ และอีกหลายต่อหลาย Application ด้วยกัน เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่จะมา เชื่อมโยงบูรณาการแล้วตัดลดงบที่ไม่จำเป็นออกไป

ข้อสังเกตประการที่ ๓ การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเรื่องยาก แต่ว่า ถ้าหากเราถอดบทเรียนเพื่อจะแก้ไข ผมเชื่อว่าจะเป็น Model ที่เราใช้ได้ในอนาคต

ข้อสังเกตประการที่ ๔ แต่ละโครงการที่ได้รับอนุมัตินั้น จะต้องมีการเชื่อมโยง บูรณาการ ไม่ซ้ำซ้อนกัน

ข้อสังเกตประการที่ ๕ ทุกโครงการนั้น ถ้าหากว่าถอดบทเรียนแล้วสามารถ พัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ก็จะเป็นประโยชน์ จะเป็นการสนับสนุนการใช้เงินกู้หรือเงินงบประมาณ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ