วุฒิพงศ์ เสนอแนวทางแก้ช้างป่าบุกรุก ใช้ผึ้ง-นวัตกรรมติดตามพฤติกรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๗

วุฒิพงศ์ ทองเหลา หารือปัญหาช้างป่าบุกรุกพื้นที่ชุมชนในจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืนโดยอิงงานวิจัยและนวัตกรรม เช่น การใช้แนวคิดจากโครงการ The Elephants and Bees Project ที่อาศัยความกลัวของช้างต่อเสียงผึ้ง ร่วมกับการพัฒนาอุปกรณ์ติดตามพฤติกรรมช้างด้วยเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถวิเคราะห์เส้นทางการเคลื่อนไหวและป้องกันการล้ำพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาและสนับสนุนการดำเนินการในระดับนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา ปราจีนบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนากล้า ในวันนี้ ผมขอร่วมอภิปรายในญัตติการดำเนินงานแก้ไขปัญหาช้าง และศึกษาแนวทางการแก้ไข ปัญหาช้างอย่างยั่งยืน ท่านประธานที่เคารพครับ จังหวัดปราจีนบุรีเองก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่ง ที่ประสบปัญหาเรื่องช้างมายาวนาน โดยผู้เสนอญัตติแก้ปัญหาช้างป่า ท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร และท่านศักดิ์ชาย ตันเจริญ ขออนุญาตเอ่ยนาม มิเสียหายนะครับ โดยทั้ง ๒ ท่านนี้เองก็เป็น พื้นที่ติดต่อกับเขตรับผิดชอบของผม ดังนั้นแล้วปัญหาจึงไม่แตกต่างกัน ย้อนกลับไปเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ก่อนผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเฝ้าติดตามปัญหาในสภาเรื่องช้าง เห็นการถกเถียงเรื่องของการขุดคูคลอง ผมได้ยินเรื่องของแนวความคิดการสร้างรั้วไฟฟ้า การเพาะปลูกแหล่งอาหารให้ช้างถอยกลับเข้าป่า หรือแม้กระทั่งการทำหมันช้างเพื่อ คุมกำเนิดช้าง วันนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมอภิปรายครับ ผมจึงพยายามค้นหาข้อมูล ขออนุญาต ใช้สไลด์ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมจึงค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง จนมาพบวิธีการที่เรียบง่าย ภายใต้ชื่อ Project “The Elephants and Bees Project” ซึ่ง เป็นงานวิจัยของดอกเตอร์ลูซี่ คิง (Lucy King) ที่นำมาใช้แก้ปัญหาช้างในประเทศเคนยา จนเธอได้รับรางวัล ซึ่งเรียกว่างานวิจัยเปลี่ยนโลก ที่สามารถช่วยเหลือคนชาวเคนยา และคน ในทวีปแอฟริกาที่ต้องเผชิญกับปัญหาช้างป่า ซึ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สินรวมถึง บุกรุกที่ทำกินของมนุษย์ ไม่แตกต่างจากประเทศไทย ดอกเตอร์ลูซี่ คิง (Lucy King) เธอ ไม่ได้มีทุนวิจัยและประเทศเคนยาอย่างที่เราทราบดีครับ ไม่ได้มีเงินงบประมาณจากภาครัฐ จะเข้ามาแก้ไขปัญหาในเรื่องช้างป่าที่มีอยู่ล้นประเทศ คำถามก็คือเธอแก้ปัญหานี้อย่างไร และใช้วิธีการใด โดย Keyword ทั้งหมดอยู่ที่ประโยคนี้ ครับท่านประธาน ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการบังคับในทันที แต่ใช้ธรรมชาติช่วยเปลี่ยน พฤติกรรม ขยายความต่อเป็นคำตอบในสไลด์ถัดไปครับ ในภาพนี้เองเราจะเห็นในประเทศ เคนยาจะมีกล่องที่เป็นลังเก่า ๆ เลี้ยงผึ้งภายใน ซึ่งเป็นคำตอบว่า ธรรมชาติที่กล่าวก็คือผึ้ง ผึ้งตัวเล็ก ๆ นี่ละครับ แต่ช้างกลัวมาก ไม่เห็นตัว ได้ยินเสียงก็ไม่ชอบแล้วครับ ขออนุญาต เปิดวิดีโอคลิปสั้น ๆ สัก ๒๐ วินาทีให้เห็นภาพประกอบครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

อันนี้เราจะเห็นว่าช้างกำลังเดินเข้าไป หากินในแหล่งอาหารตอนกลางคืน เราจะเห็นตู้ที่เก็บผึ้ง แล้วก็รางน้ำหวานของผึ้ง ช้างถอย นะครับ แล้วช้างตัวนี้พยายามที่จะชนเข้าไป แล้วก็มีลังที่เก็บผึ้ง ที่เพาะเลี้ยงผึ้ง สรุปว่า ต้องหนีครับ อันนี้เราเห็นเหตุการณ์ง่าย ๆ จากการที่ไม่ต้องลงทุน ชาวบ้านที่ดูคลิปนี้แล้ว ผมอภิปรายในวันนี้สามารถที่จะลองทำด้วยตัวเอง เพื่อปกป้องแนวเขตชุมชนแล้วก็พื้นที่ เพาะปลูกของตัวเองได้ เพราะว่าเรายังไม่รู้ข้อสรุปว่าหลังจากตั้งกรรมาธิการวิสามัญแล้ว จะใช้เวลา อีกยาวนานเท่าไร ถึงตรงนี้เอง ขอสไลด์ถัดไปเมื่อสักครู่ครับ เราจะเห็นว่าการ เลี้ยงผึ้งในแนวกำแพงป้องกันชุมชน หรือพื้นที่เกษตรกรสำคัญ ผู้เลี้ยงหรือชาวบ้านอาจมี รายได้เพิ่มมาจากการขายน้ำผึ้ง ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ทางอ้อม อย่างตัวนี้ที่ชาวเคนยาถือ เขาก็เขียนว่า Elephant Friendly รายได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส นำผลิตภัณฑ์จากผึ้ง นำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในอนาคต ก่อนสรุปครับ ตามที่ผมได้กล่าว มานี้ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้น โดยชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบ อาจจะทำ แนวกันผึ้งได้ทันที ซึ่งผมเหลืออีกแค่ ๒ สไลด์ครับ แต่ในสิ่งที่รัฐบาลและกรรมาธิการวิสามัญ ยังต้องทำคือศึกษาพฤติกรรมช้างในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา ๓ ปีก่อนหน้านี้ ช้างไม่เคย เดินออกจากป่าฤาไน จังหวัดฉะเชิงเทรามาถึงจังหวัดปราจีนบุรี แต่ปัจจุบันข้ามทางหลวง ๓๕๙ ที่จะเชื่อมไปจังหวัดสระแก้วมายังจังหวัดปราจีนบุรี เข้าใกล้เขตนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ผมจึง อยากเสนอให้เห็นนวัตกรรมจากอาจารย์มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่พยายามควักทุนของตัวเอง เพื่อหวังที่จะช่วยปัญหานี้

ขอสไลด์ถัดไปเลยครับ ตัวนี้เป็นอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hardware เป็นสร้อย คล้องช้าง สามารถที่จะอยู่ด้วยตัวเองโดยการใช้แบตเตอรี่และรับแสงแดดได้ถึง ๒ ปี ต้นทุนต่อชิ้นประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าช้างมี ๑๐๐ โขลง คูณเข้าไปที่ช้างที่เป็นผู้นำโขลง ๑๐๐ เชือกก็ใช้เงินประมาณ ๕ ล้านบาทเท่านั้นเอง ซึ่งส่วนที่ผมกล่าวมานี้มันจะทำให้เรา เชื่อมโยงไปต่อในเรื่องของ Software ในหน้าต่อไป ซึ่งเป็นสไลด์สุดท้ายของผม เราไม่ใช่ GPS จับว่าช้างอยู่ที่ไหน แต่เราต้องดูย้อนได้ว่าในแต่ละปีที่เราสูญเสียไป ช้างเดินถึงอำเภอ อะไร แล้วกำลังเข้ามาในเขตชุมชนมากแค่ไหน ถึงแม้เราจะทดลองเรื่องกำแพง หรือคูกันช้าง หรือรั้วไฟฟ้า หรือการเอาอาหารให้ช้างกลับไปยังป่า เราจำเป็นต้องมีอุปกรณ์นี้เพื่อจะ ได้รู้ว่า พฤติกรรมช้างมันเป็นอย่างที่เราแก้ไขปัญหาไปจริงไหม ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรีได้มีการ พัฒนาขึ้น ถึงจะเป็น Demo ก็ตามครับ แต่ว่ามันมีการใช้ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่วนตำบลเนินหอม ของจังหวัดปราจีนบุรีแล้ว ท่านประธานครับทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ ก็หวังว่าทางกรรมาธิการวิสามัญที่กำลังจะตั้งขึ้นชุดนี้จะนำข้อมูลที่ผมได้ร่วมอภิปรายไป ศึกษาและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ขอบคุณครับท่านประธาน