พงศธร ศรเพชรนรินทร์ หารือปัญหาช้างป่าบุกรุกพื้นที่ประชาชนในภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดระยองที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องให้มีการแยกพื้นที่ช้างออกจากชุมชนอย่างจริงจัง สนับสนุนงบประมาณเพียงพอสำหรับกรมอุทยาน และเร่งแก้ไขโดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขตอำเภอแกลง อำเภอ เขาชะเมา จากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ช้างเป็นปัญหาของจังหวัดระยองครับ และ เป็นปัญหาในอีกหลาย ๆ จังหวัด หลายภูมิภาคเป็นความทุกข์ ความเจ็บปวดของประชาชน ที่ต้องอยู่อย่างหวาดกลัวในพื้นที่ที่จะต้องเผชิญหน้ากับช้างป่าที่ออกมาหากินในไร่ ในสวน ในพื้นที่ทำมาหากินของพี่น้องประชาชน ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ขอพูดแทนชาวระยองที่เดือดร้อนเรื่องนี้ขอโฟกัส ขอพูดแทนพี่น้องภาคตะวันออกครับ เพราะภาคตะวันออกของเรานี้ ปัญหาเรื่องนี้หนักจริง ๆ ครับ และเป็นเรื่องที่สะเทือนใจ มากครับ ท่านประธานครับ มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำไม่ลืมครับ ที่อำเภอเขาชะเมา เคยมี คุณป้าท่านหนึ่ง ถูกช้างทำร้ายเสียชีวิตในสวนของตัวเอง ในพื้นที่ที่มีโฉนด ลูกของเขาชื่อว่า น้องตองครับ เขาเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่แม่โดนทำร้ายเสียชีวิตให้ผมฟังทั้งน้ำตา นี่ไม่ใช่ กรณีเดียว มีอีกหลายครอบครัวที่ต้องเสียทั้งเลือด เนื้อ เสียชีวิต และเสียน้ำตาครับ เรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่ควรจะให้ความสำคัญกันได้แล้ว ควรจะมาแก้ไขกันอย่างจริงจัง เพราะว่า ความเจ็บปวดของพ่อแม่พี่น้องที่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เสียชีวิต เสียน้ำตา แต่ยังโดนกระหน่ำซ้ำด้วยข้อหาที่ว่า ไปบุกรุกที่ทำมาหากินของช้างหรือเปล่าจึงเสียชีวิต ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่นะครับ ดังกรณีเคสที่ผมกล่าวถึงเมื่อสักครู่ อยู่ในบ้านของตัวเอง ที่มีโฉนดอยู่ทำกินมานานหลายสิบปี ดังนั้นความเจ็บปวดเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องมา คลี่คลาย แก้ไขความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้ โดยเฉพาะภาคตะวันออกของผม เมื่อสักครู่คุณญาณธิชาก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับ ลองดูสิครับนี่แค่ ๒ เดือนแรกของปี ๒๕๖๗ ๒ เดือนเศษ ๆ ผู้เสียชีวิตไปแล้วทั้งหมด ๑๓ ราย ลองหารดูครับ ตกเดือนละกี่ราย ใน ๑๓ รายนี้ เป็นภาคตะวันออก ๗ ราย ภาคเราหนักมากนะครับ ถ้าย้อนไปปี ๒๕๕๕ ถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตแล้วทั้งหมด ๒๑๑ ราย คนตายไป ๒๐๐ กว่าคนนะครับ ประเทศนี้ จะไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่แบบนี้ ไม่ได้นะครับ และใน ๒๐๐ กว่าคนนี้ เป็นภาคตะวันออกเกินครึ่ง สูงถึง ๑๑๖ ราย ทำไมภาคตะวันออกถึงสูงขนาดนี้ครับ ในพื้นที่ป่าตะวันออกมีการสำรวจ ทางวิชาการแล้วว่า สามารถรับช้างได้ประมาณ ๓๑๓ ตัว แต่ปัจจุบันมีช้างมากกว่า ๖๐๐ ตัวบวก ๆ ออกมาหากินในพื้นที่ที่ทำกินของพี่น้องประชาชนทุกเมื่อเชื่อวัน ปัญหาหนักหนาขณะนี้ เราจะปล่อยให้หยดเลือดและคราบน้ำตาประชาชนรอบป่าตะวันออก ไหลนองไปจนถึงเมื่อไรครับ มาช่วยกันหยุดเลือด หยุดน้ำตาประชาชนในภาคตะวันออก และภูมิภาคอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบแบบเดียวกันเสียที การแก้ปัญหาคงไม่ลงลึกครับ เพราะ เดี๋ยวเราจะได้ตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษากัน แต่ว่าหลักการที่ชัด ๆ ก็คือเราต้องแยกช้างกับคน ออกจากกันให้ได้ ผมเจ็บปวดทุกครั้งครับ เมื่อสักครู่ สส. พรรคก้าวไกลของเรา คุณญาณธิชา ก็พูดไปแล้วว่า มีบางคนบอกว่าช้างกับคนต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ คนต้องอยู่ร่วมกับช้างให้ได้ พูดแบบนี้มันเจ็บปวดนะครับ พี่น้องที่ต้องเผชิญความทุกข์ เผชิญความเสี่ยงทุกวัน เจ็บปวด กับเรื่องนี้ ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องแก้ไขตั้งแต่วิธีคิด ช้างกับคนอยู่ด้วยกันไม่ได้ครับ ต้องแยกออกจากกันให้ได้ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและความปลอดภัยในชีวิต ของช้างเอง เรื่องนี้ ปัญหานี้ในระดับปฏิบัติการ ในระดับกรมอุทยาน ผมก็ได้ไปติดตามพูดคุย ก็ทราบดีว่า อุทยานเองก็มีนโยบายที่จะแก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ มีการวางแผน ที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับที่ภาคประชาชนต้องการให้แก้ไข เสนองบไปแล้วด้วยครับ ปี ๒๕๖๗ เสนอไป ๗๐๐ กว่าล้านบาท แต่ได้มาแค่ ๓๐๐ กว่าล้านบาท ปัญหานี้ผมคิดว่า สำนักงบประมาณน่าจะต้องมาพูดคุยกับกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นนี้อย่างละเอียดครับ ผมเข้าใจดีครับว่า คำของบประมาณที่ขอไปอาจจะได้ไม่ครบ เพราะว่าทั้งประเทศต้องแก้ไข หลายเรื่อง แต่เราต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ว่า เรื่องไหนสำคัญมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ สำคัญกับชีวิตประชาชนนะครับ ยิ่งแก้ช้าประชาชนก็ยิ่งเสี่ยงที่จะเสียชีวิตทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ ให้งบประมาณเพียงพอในการแก้ไขปัญหา ตามที่ระดับ ปฏิบัติการที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชขอไปครับ ซึ่งเราจะต้องติดตามว่า งบปี ๒๕๖๘ คำของบประมาณของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชทำไว้แล้ว ๑,๗๐๐ ล้านบาท เราจะได้ติดตามกันครับว่า สำนักงบจะอนุมัติงบประมาณมาเท่าไร ซึ่งเรื่องนี้แน่นอนว่าจะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลด้วยว่า นโยบายของรัฐบาลนั้น มีความจริงจัง จริงใจแค่ไหนที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยเฉพาะคนที่หาตัวยากที่สุดคือ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทราบดีว่าเป็นใคร และเราก็ไม่ค่อยจะเจอท่านเลย ไม่ทราบว่า ท่านเห็นความทุกข์ร้อนของประชาชนหรือไม่ ดังนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องติดตามงบประมาณมาให้ผู้ปฏิบัติงานได้ใช้แก้ไขปัญหาอย่าง เต็มเม็ดเต็มหน่วย จะต้องติดตามให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้เสียที เพื่อที่เราจะได้ คลี่คลายความทุกข์ หยุดการไหลนองของเลือดเนื้อ และน้ำตาของประชาชนเสียที ขอบคุณครับ