ชลธิชา สนับสนุนนิรโทษกรรมเยาวชน ยันคุ้มครองสิทธิ-เร่งเยียวยา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๗

ชลธิชา แจ้งเร็ว อภิปรายปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเยาวชนที่เข้าร่วมชุมนุม โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเคารพเสรีภาพ ไม่ใช้ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ และสนับสนุนบทบาทของเยาวชนในกระบวนการทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว รวมถึงสนับสนุนข้อเสนอ กสม. ในการนิรโทษกรรมเยาวชน พร้อมผลักดันการเยียวยา ทบทวนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และสร้างกลไกรับฟังความคิดเห็นเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล ดิฉันขอ ร่วมอภิปรายรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกรณีเยาวชนที่ออกมาใช้สิทธิ เสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชมต่อรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ มนุษยชนของทางก็ กสม. เป็นอย่างยิ่งค่ะ ก่อนอื่นดิฉันขอเชิญชวนพวกเรานึกภาพตาม กันไปค่ะ หากลูกของเรากำลังมีความเครียดจากการสอบเข้า ม. ๔ แล้วเราก็พูดกับลูกของเรา ก่อนออกจากบ้านในเช้าวันหนึ่งว่า ตั้งใจเรียนนะลูก ขยันอ่านหนังสือนะ จะได้สอบผ่านขึ้น ชั้น ม. ๔ ได้ เราพูดไปโดยที่เราไม่รู้เลยว่า ณ วันนี้ลูกของเรากำลังเผชิญกับอะไรบ้าง วิชาที่ลูกของเรากำลังเรียนอยู่นั้นเตรียมพร้อมให้เขาเผชิญกับโลกใบนี้มากน้อยแค่ไหน หรือความเป็นไปของโลกใบนี้ทำให้เขามีมุมมองต่อสังคมที่เขาอยู่อย่างไรบ้าง ครูและเพื่อน เป็นสังคมที่ปลอดภัยทั้งทางกายและจิตใจให้กับลูกของเราหรือเปล่า และกฎระเบียบของ โรงเรียนเป็นบรรทัดฐานที่จะช่วยขัดเกลาให้ลูกของเราได้อยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์คนอื่น โดยเคารพถึงหลักสิทธิมนุษยชน แล้วก็เคารพถึงหลักความหลากหลายของมนุษย์ซึ่งกัน และกันหรือไม่ ดิฉันขอชื่นชมผู้ปกครองหลายท่านที่อาจจะรับรู้ว่าลูกของท่านกำลังเผชิญ กับอะไรอยู่ แล้วก็ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกของท่านได้แสดงออก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะ เกิดขึ้นกับทุกบ้าน ลูกของใครบางคนกำลังถูกดำเนินคดีอาญาร้ายแรง ซึ่งมีโทษจำคุก ๓-๑๕ ปี จากการแสดงมุมมองต่อประเทศที่เขากำลังใช้ชีวิตอยู่ ลูกของใครบางคนถูกตำรวจ รัดข้อมือด้วยสายรัดพลาสติก และจับขึ้นรถตำรวจด้วยความรุนแรงระหว่างที่เขาเข้าร่วม ชุมนุมทางการเมืองบนท้องถนน และเป็นเรื่องน่าเศร้านะคะ ลูกของใครคนหนึ่งค่ะ ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างเข้าร่วมชุมนุม ทางการเมืองในขณะที่เขามีอายุแค่เพียง ๑๕ ปีเท่านั้น และยิ่งน่าเศร้าซ้ำเข้าไปอีกค่ะ เมื่อกระบวนการยุติธรรมที่มีต่อคดีนี้กลับเดินไปอย่างล่าช้า แน่นอนค่ะ ดิฉันกำลังพูดถึง คดีของน้องวาฤทธิ์ สมน้อย ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้า สน. ดินแดง ในช่วงที่ผ่านมา การที่ลูกของพวกเราหลายคนออกมาชุมนุมบนท้องถนนนะคะ ก็เพราะเขาต้องการส่งสาร บางอย่างถึงผู้ใหญ่ที่กำลังตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ แทนพวกเขา และวันนี้คนอายุไม่ถึง ๒๐ ปี เขาเองต่างก็ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของพวกเขาทั้งสิ้น และสิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราควรหยุดทำได้แล้ว ก็คือหยุดบอกเด็กให้เลิกยุ่งการเมืองได้แล้ว ให้กลับไปเรียนหนังสือ เพราะเรื่องการเมืองคือเรื่องของพวกเขาเช่นเดียวกัน หยุดร่วมมือ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้าไปคุกคามนักเรียนในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งในครอบครัว ในบ้านของพวกท่านเอง หยุดแปะป้ายชังชาติ ไม่รักสถาบัน แล้วตัดสิทธิเรียนต่อของเด็ก ของเยาวชนบางคน หยุดใช้กฎหมายปิดกั้นพวกเขาไม่ให้ส่งเสียงเรียกร้องในสิ่งที่พวกเขา กำลังสนใจ หรือกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านั้น หยุดจับกุมโดยไม่มีหมายจับ แล้วยังทำร้าย ร่างกายเด็ก ๆ เหล่านั้นในระหว่างการจับกุมตัว แถมในหลาย ๆ กรณีนะคะ ก็คือไม่ให้เด็ก และเยาวชนเหล่านั้นได้พบกับผู้ปกครองและทนายความ และสุดท้ายค่ะ หยุดอคติที่ว่า เด็กที่ ออกมาชุมนุมบนท้องถนนเท่ากับเด็กที่ไม่รักดี และเด็กที่ก้าวร้าว หากครอบครัวคือ บ้านหลังแรกสำหรับเด็ก ประเทศหลังนี้ก็คงจะเป็นบ้านที่เป็นหลังที่กว้างใหญ่สำหรับพวกเขา เช่นเดียวกัน ในทีแรกเดิมทีดิฉันตั้งใจว่า ในการอภิปรายครั้งนี้ดิฉันจะเอ่ยถึงรายงานของ ผู้รายงานพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งในรายงานฉบับนี้นะคะ ก็ได้มี การพูดถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย แต่วันนี้ ดิฉันกลับมองว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องรอฟังเสียงจากคนข้างนอกแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในรายงานของ กสม. ฉบับนี้ก็ได้ระบุถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นต่อการรับมือ การชุมนุมของเยาวชนของรัฐไทยไว้อย่างชัดเจน ซึ่งดิฉันขอชื่นชมจากใจจริง หากเราต้องการ ให้เด็กและเยาวชน ลูกหลานของเราออกแบบบ้านหลังนี้ในวิถีที่สร้างสรรค์ แล้วก็ปลอดภัย สำหรับทุกคน เรามีแนวทางมากมายค่ะในการช่วยกันแก้ไขปัญหา และที่สำคัญค่ะ แนวทาง ต่าง ๆ เหล่านั้นจะต้องไม่กลับไปใช้วิธีการแบบเดิมเหมือนช่วง ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ดังที่รายงานของ กสม. ฉบับนี้ได้ให้คำแนะนำที่ดีไว้หลายประการด้วยกัน

ประการแรก ที่ดิฉันคิดว่าสำคัญอย่างมาก ณ วันนี้ทางรัฐสภาของเรากำลังมี คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญหลายด้านค่ะ และดิฉันขอสนับสนุนให้ทางคณะกรรมาธิการ นำรายงานของ กสม. และรายงานของผู้ร้องไปพิจารณาร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ะ กับข้อเสนอของ กสม. ในรายงานฉบับนี้ ในการให้นิรโทษกรรมแก่เยาวชนที่ออกมา แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งมีเยาวชนกว่า ๒๘๖ คน ที่กำลังถูกดำเนินคดีอาญาอยู่ การนิรโทษกรรมเป็นเพียงหมุดหมายหนึ่งเท่านั้นค่ะ แต่เราควรจะมองการนิรโทษกรรม ไม่ใช่แค่เพียงการยุติคดีเท่านั้น แต่ควรจะมองไปถึงกระบวนการสร้างความเข้าใจร่วมกัน หาแนวทาง หาทางออกร่วมกันของทุกฝ่าย และที่สำคัญค่ะ คือการรวมไปถึงการเยียวยาเด็ก และเยาวชนที่ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งในรายงานของ กสม. ก็มีการระบุเรื่องนี้เช่นเดียวกันนะคะ แต่น่าเสียดายค่ะ ที่ยังขาดรายละเอียดที่ลงลึกไปมากกว่านี้นะคะว่า แล้วเราจะมีกระบวนการ ของการเยียวยาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ถูกละเมิดสิทธิอย่างไรได้บ้าง อีกข้อเสนอหนึ่งที่สำคัญ คือข้อเสนอให้ทบทวนแนวปฏิบัติ และวิธีการที่เหมาะสมในการปฏิบัติต่อเด็กในที่ ชุมนุม การจัดอบรม คฝ. ให้ปฏิบัติสอดคล้องกับหลักสากล การทบทวนแนวทางการควบคุม ตัวเยาวชน และการงดเว้นการใส่เครื่องพันธนาการ หรือแม้กระทั่งการทบทวนนโยบาย ของสถาบันการศึกษาที่จะต้องมีหลักประกันค่ะว่า จะไม่ให้มีการคุกคามเยาวชนและ การเคารพถึงสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของเยาวชน ในพื้นที่ สถาบันการศึกษา ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อเสนอแนะที่อยู่ในรายงานของ กสม. ฉบับนี้ที่มีต่อ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง ยุติธรรม และอีกหนึ่งหน่วยงานที่สำคัญ คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเรื่องที่ดิฉันอยากจะเห็นความคืบหน้าจากหน่วยงานของรัฐเหล่านี้ว่าหลังจากที่ได้รับ ข้อร้องเรียน หรือว่าข้อเสนอแนะจาก กสม. ไปแล้วท่านมีแนวทางในการปรับเปลี่ยน แนวนโยบายของท่านอย่างไรบ้าง ดิฉันเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับการออกมา ชุมนุมของนักเรียน หรือแม้กระทั่งบางคนเองอาจจะมองว่าเป็นเรื่องการแสดงออกของเด็ก และเยาวชนในที่ชุมนุมนั้นก้าวร้าวแล้วก็ไม่น่ารัก แต่ดิฉันอยากขอย้ำในที่นี้ว่าการชุมนุม บนท้องถนนสามารถทำได้ โดย พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะซึ่งประเทศไทยเราบังคับใช้อยู่ก็ได้ให้ อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในการปรับเปลี่ยนเส้นทางการจราจร เพื่อให้สิทธิในการชุมนุม บนท้องถนนของประชาชนและสิทธิในการเดินทางของประชาชนท่านอื่นสามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญนะคะ การชุมนุมในสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ของ สถานที่ราชการ หรือว่าในบริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล หรือว่ารัฐสภา สถานที่ในการชุมนุม ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญในการสื่อสารข้อเรียกร้องของพวกเขา และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งที่หลักสากลเขาก็พูดถึงกันมาแล้วนะคะ และแม้แต่การแสดงออก บางอย่างของเด็กที่หลายท่านเองอาจจะกังวล หรือมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าพึงพอใจ แต่ท่านก็ ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นเดียวกันว่า แล้ววิธีการรับมือของรัฐไทยที่กำลังทำกันอยู่ หรือวิธีการที่ ผู้ใหญ่ที่ชอบอ้างกันว่ามีวุฒิภาวะกันนักหนานั้น กำลังกระทำต่อเยาวชนนั้นได้สัดส่วนแล้ว หรือไม่ เหมาะสมแล้วหรือเปล่า และมีความจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ดิฉันขอสนับสนุน ข้อเสนอแนะของ กสม. ที่ว่า เราควรจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์การชุมนุมของเด็กและเยาวชน เราจะได้ยินเสียงของพวกเขาที่ชัดเจนและ ลึกซึ้งมากขึ้นว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นตัวผลักดันให้พวกเขาออกมาชุมนุมเสี่ยงชีวิตบนท้องถนน เราจะได้ยินเสียงของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังเผชิญทั้งแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชาและ สถานการณ์ตรงหน้า เราจะได้ยินเสียงของกระทรวง พม. ว่าสหวิชาชีพจะมีบทบาทสำคัญ ในการช่วยคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนในพื้นที่การชุมนุมอย่างไรได้บ้าง และที่สำคัญค่ะ เรายังอยากจะได้ยินเสียงของกระทรวงศึกษาธิการว่า แล้วหลักสูตรของเราที่ใช้กันอยู่นั้น มีความเหมาะสมกับยุคสมัยและจะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนของเราสามารถใช้สิทธิและ เสรีภาพในการแสดงออกได้มากน้อยเพียงใด จริง ๆ แล้วหลังจากที่ดิฉันได้รับฟัง แล้วก็ได้ อ่านตัวรายงานของ กสม. ฉบับนี้แล้วนะคะ ที่เข้ามาตรวจสอบการละเมิดสิทธิ โจทย์ต่อไป ที่สำคัญที่ดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นโจทย์อีกอันหนึ่งที่สำคัญของรัฐสภาไทยเช่นเดียวกันก็คือว่า ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ทาง กสม. ได้มีต่อหน่วยงานต่าง ๆ นั้นจะมีความคืบหน้าและ ทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่รับข้อเสนอแนะต่าง ๆ เหล่านั้นไปจะปรับใช้อย่างไรได้บ้าง จะมีความ คืบหน้าอย่างไรได้บ้าง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ดิฉันคิดว่ารัฐสภาควรจะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และเยาวชนของพวกเราได้หาทางออก แล้วก็หาแนวทางร่วมกันในอนาคต ขอบคุณค่ะ