ธิษะณา เสนอปรับร่าง พ.ร.บ. ต่อต้านการก่อการร้ายให้สอดคล้องสากล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๗

ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนการก่อการร้าย โดยเน้นความจำเป็นในการปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งด้านความโปร่งใส การป้องกันการฟอกเงิน และการหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายในทางการเมือง พร้อมเสนอให้ทบทวนนิยามการก่อการร้ายและเสริมสร้างกลไกร่วมระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและองค์กรอิสระภายใต้กรอบสิทธิมนุษยชน เพื่อรองรับความท้าทายด้านความมั่นคงทางการเงินและรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ พรรคก้าวไกลค่ะ ขออภิปรายเรื่องมติของคณะรัฐมนตรี ที่ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานคะ จากที่ดิฉันได้เห็นในรายงานของการเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวนี้ มีบางประเด็นและข้อคิดที่อยากจะขอหยิบยกขึ้นมาค่ะ

๑. การสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ระบุใน Anti-Money Laundering and Countering Financial Terrorism Financial Action Task Force หรือมติของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่เรียกว่า UNSC เกี่ยวกับอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง

๒. มาตรฐานสากลนั้นมีความเข้มงวดในสภาวะที่มีภัยการก่อการร้าย แต่ก็ยังมี มาตรการยับยั้งปัญหาการค้าอาวุธและการปกป้องบุคคลจากข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ

๓. ความโปร่งใสของหน่วยงานที่รับผิดชอบและปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

๔. นิยามของคำว่า ก่อการร้ายและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

จริงอยู่ค่ะท่านประธาน ที่ทั่วโลกนั้นให้ความสำคัญกับปัญหานี้ และดิฉัน ก็อยากให้ระวังให้ พ.ร.บ. ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองต่อบุคคล หรือถูกมองว่า เป็นการเข้าข่าย หากเราต้องการที่จะทำให้ประเทศไทยขึ้นไปบนเวทีสากลโลกค่ะ

ในด้านของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แน่นอนว่าต่างประเทศก็ต้อง มองว่าการจัดการของปัญหาการฟอกเงิน และการสนับสนุนการเงินแก่การก่อการร้ายนั้น เป็นเรื่องสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศชาติ เพื่อความปลอดภัยภายใน และมิให้มีปัญหาในการขยายข้ามพรมแดนค่ะ ที่ดิฉันอยากกล่าวถึงคือ Anti-Money Laundering and Countering Financial Terrorism หรือ AML/CFT ที่มีนโยบายในการ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งก็ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการขยับและปรับให้ พ.ร.บ. ดังกล่าวนี้สอดคล้องกับ มาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น แต่เมื่อเราพูดถึงการฟอกเงิน Terrorism Financing หรือ การสนับสนุนให้เงินในการก่อการร้าย ควรเข้าข่ายความผิดร้ายแรงและควรจะต้องวางกรอบ ความผิดให้ชัดเจน หรืออย่างน้อยก็อาจจะให้มีการศึกษา ๒๑ หมวด ของ Financial Action Task Force หรือ FATF ก็น่าจะเหมาะสม และถ้าโยงไปถึงปัญหาเรื่องอาวุธที่มีอานุภาพ ทำลายล้างสูง มติของ UNSC หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และสนธิสัญญา ระหว่างประเทศก็แนะให้มีการคว่ำบาตรทางการเงินที่จะเป็นทุนต่ออาวุธดังกล่าว ไม่ว่าจะ มาจากช่องทางหรือกลุ่มไหนก็ตาม หากว่าผลกระทบของการฟอกเงินและการสนับสนุน ทางการเงินแก่การก่อการร้ายนั้น จะทำให้การไหลเข้าออกทางการเงินระหว่างประเทศ ขาดสมดุล ยิ่งต้องมีการพึ่งพาปัจจัยภายนอก ซึ่งดิฉันหมายถึงนอกประเทศค่ะ ในระดับ นานาชาติจริงอยู่มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่ได้รับการยอมรับ ในฐานะประเทศอาวุธอานุภาพ ร้ายแรง

แต่เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับต่างชาติ ยิ่งต้อง มีการไตร่ตรองถึงมาตรการที่จะรับมือและเจรจา โดยคงไว้ซึ่งความมั่นคงและความปลอดภัย ทั้งยังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่องค่ะ ตัวอย่าง เช่น ประเทศมาเลเซีย เครือรัฐออสเตรเลีย ที่ใช้เป็นตัวอย่างในรายงานก็ถือว่าเป็นข้อมูลที่ดีนะคะ แต่ก็ยังมีตัวอย่าง จากนานาประเทศ เช่น ฝรั่งเศส หรือญี่ปุ่น ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจาก มุ่งเน้นไปทางการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศให้เต็มประสิทธิภาพ โดยมีการแลกเปลี่ยนและคัดกรองข้อมูลให้ชัดเจน ใช้เทคโนโลยีเข้าร่วมและองค์กรอิสระ เข้ามามีส่วนร่วมในการ Monitor ภายในกรอบที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและตามหลักสากล

ในอีกมุมที่สำคัญภายในประเทศอยากให้มีการคำนึงถึงความโปร่งใสของ หน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบและการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สนง. ปปง. กระทรวงกลาโหม สำนักสภาความมั่นคง แห่งชาติ รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น การสืบสวนรวบรวมหลักฐานเพื่อพิจารณา ก็ควรเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกันค่ะท่านประธาน ยิ่งไปกว่านั้นการสืบสวนเองก็ต้องมีความน่าเชื่อถือ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องยินยอมแสดงหลักฐานในทุกช่องทาง สื่อสารกับสาธารณะ พร้อมข้อมูลที่เที่ยงตรง เพื่อสร้างมาตรฐานให้หน่วยงานและสามารถให้บุคคลเข้าถึงทรัพย์สิน ที่ถูกระงับได้ตามข้อพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกรณีระหว่างประเทศ แน่นอนกรณี ในประเทศก็เช่นเดียวกันค่ะ ตามที่ระบุไว้บุคคลที่กำหนดในมาตรา ๖ มาตรา ๗ และ มาตรา ๑๕ หรือบุคคลนอกเหนือจากที่มีความเกี่ยวข้องทางการเงินอยากให้ระบุอย่างชัดเจน ว่ากรองคำนิยามของคำว่า ก่อการร้าย เปลี่ยนเป็นระบุว่าเป็นการกระทำที่เสียหายต่อชีวิต หรือทรัพย์สิน เพื่อไม่ให้คำว่าก่อการร้ายเป็นประเด็นการเมืองทั้งภายในและภายนอก ประเทศ เช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทยและประเด็นที่ถกเถียงระหว่างประเทศ ว่าหมายถึงฝ่ายใดในเวทีต่างประเทศ ซึ่งอาจจะกระทบกับความสัมพันธ์ทางการทูตได้

อย่างไรก็ตามดิฉันก็กังวลถึงข้อระวังอย่างหนึ่ง คือผลกระทบจากโครงสร้าง อำนาจค่ะท่านประธาน ถ้าถอดบทเรียนจากข้อพิพากษาระหว่างประเทศที่ผ่านมา การช่วย รักษาดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจนั้นสำคัญ ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ก็ต้องยอมรับว่ามีข้อตำหนิ เนื่องจากไม่มีตัวแทนหรือ Representative จากภูมิภาคอื่น ที่มีความเกี่ยวโยงกับปัญหาในภูมิภาคเขา มามีบทบาทและมีอำนาจในการตัดสินใจในฐานะ สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เพียง ๕ ประเทศ แถม UNSC ยังสามารถให้กำหนดการผ่านมติของที่ประชุมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ บนฐานการเมืองระหว่างประเทศ ที่อาจจะขัดกับผลประโยชน์ของสมาชิกถาวรท่านอื่น แล้วก็มีการปัดตก อย่างเช่นในกรณีปัดตก Resolution โดยแอลจีเรียที่มีการยื่นไปให้หยุดยิง ในประเทศปาเลสไตน์ กับระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ การปัดตกโดยสหรัฐอเมริกา หรือในกรณีสงครามยูเครนที่รัสเซียโหวตไม่เห็นชอบกับการยุติยิงนะคะ เพราะฉะนั้นแล้ว ประเทศไทยเราควรจะยึดต่อหลักสากลที่ชอบธรรมเป็นที่ตั้งแทน และคงรักษาไว้ เพื่อประโยชน์ของความมั่นคงของประชาชนค่ะ ดังนั้นคำนิยามคำว่า ก่อการร้าย อาจนำไปสู่ ข้อพิพาททางข้อมูล เราเองจึงไม่ควรอ้างอิงตามมุมมองทางการเมือง แต่ให้ยึดกับหลักสิทธิ มนุษยชนและสังคมตามสภาพความเป็นจริงก็น่าจะเหมาะสม มิเช่นนั้นมันจะเป็นการ เปรียบเสมือนกรณีสหรัฐกับปาเลสไตน์ หรือรัสเซียกับยูเครน

อย่างไรก็ดีดิฉันเห็นด้วยในประเด็นความคิดและข้อเสนอจากกรมสนธิสัญญา และกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ โดยที่พิจารณาและมีความเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงิน แก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการให้อย่างสอดคล้อง ตามข้อมติของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เช่น กำหนดให้ บุคคลที่ถูกกำหนดอาจร้องต่อสำนักงาน ปปง. ให้ UNSC หรือคณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติ พิจารณาเพิกถอนรายชื่อตามมาตรา ๗ และมาตรา ๑๒ ของ พ.ร.บ. ที่ ๑๔๕๒ ค.ศ. ๒๐๐๒ และข้อมติลงโทษรายประเทศ อาทิ ข้อมติ UNSC ที่ ๑๗๑๘ ค.ศ. ๒๐๐๖ เนื่องจากเป็นการ Double Check หรือว่าเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลว่าผู้ต้องหา ที่ถูกขึ้นบัญชี Blacklist ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือถูกขึ้นบัญชีอย่างไม่ชอบธรรม ในการที่ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่ควรมีข้อระวังอย่างที่ดิฉันเอ่ยเบื้องต้น ในการรวบอำนาจของยู UNSC หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งไม่มีความ สมดุล และไม่มีผู้แทนของทุกทวีปในสมาชิกถาวร หรือ P5 Member และเป็นประเทศแค่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และจีน โดยไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจในการปัดตก หรือ Veto ในมติที่ประชุมของ UNSC ที่มาจากทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือทวีปที่เรา อยู่กัน ในแอฟริกาหรือตะวันออกกลางก็ไม่มีผู้แทนนะคะ และดิฉันก็เห็นด้วยว่าการรับฟัง ความคิดเห็น Online นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่มีข้อกังวลในด้านของการดำเนินการ เนื่องจาก หากต้องมีการยื่นข้อมูลให้ UNSC พิจารณา อาจจะเป็นการล่าช้าและเปิดช่องโหว่ให้มีการ โยกย้ายทรัพย์สินไปต่างประเทศก่อนคำตัดสิน จริงอยู่ที่ว่าบุคคลที่กำหนดให้เข้าถึงทรัพย์สิน ภายใต้เงื่อนไขจำเป็น แต่ก็อยากให้คำนึงถึงกรณีนี้ด้วยค่ะ

ท่านประธานค่ะ สรุปดิฉันคิดว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงนั้น ควรได้รับการพิจารณาให้ถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลกระทบในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะทางสังคม การเมืองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มากไปกว่านั้นการที่เราจะปรับให้เข้ากับ เวทีสากลนั้นจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีความร่วมมือกันระหว่างประเทศ และองค์กร ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ไม่ว่าจะเป็นทั้งในระดับทวิภาคี พหุภาคี และให้ประเทศไทยเดินหน้า อย่างเท่าเทียมกันในเวทีโลก ขอบพระคุณค่ะ