มานพ จี้ยกระดับแก้ยาเสพติดเป็นภารกิจร่วมรัฐบาล-สภา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๗ มีนาคม ๒๕๖๗

มานพ คีรีภูวดล หารือสถานการณ์ยาเสพติดและเสนอให้ยกระดับการแก้ไขเป็นภารกิจร่วมของรัฐบาลและสภา โดยเน้นย้ำว่าปัญหายาเสพติดคือสงครามที่กระทบประชาชน และเรียกร้องให้ใช้เครื่องมือใหม่ประมวลกฎหมายยาเสพติดปี ๒๕๖๖ ที่มองผู้เสพเป็นผู้ป่วยเพื่อลดความแออัดในเรือนจำ

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานอย่างนี้นะครับ ผมอาจจะไม่ได้พูดถึงเล่มรายงานที่ทางหน่วยงานได้ส่งมา ผมเข้าใจว่าผมอยากจะคุยถึงสถานการณ์ปัจจุบันและที่จะเดินไปในภายภาคหน้า เพราะว่า รายงานฉบับนี้เป็นรายงานผลการดำเนินงานในปี ๒๕๖๕ ขณะที่เรากำลังมีเครื่องมือใหม่ก็คือ ประมวลกฎหมายยาเสพติดปี ๒๕๖๖ เรากำลังพูดถึงเรื่องผู้ที่เสพถือว่าเป็นผู้ป่วย ผมว่า ผมอยากจะเรียนเป็นข้อเสนอหรือข้อแลกเปลี่ยนตรงนี้มากกว่า ท่านประธานครับ ก่อนอื่น ผมต้องขอให้กำลังใจทาง ป.ป.ส. ที่เป็นตัวแทนของพวกเราในการที่จะดำเนินการเรื่องภารกิจ เรื่องยาเสพติด ผมคิดว่าเรื่องยาเสพติดมันเป็นเรื่องของความมั่นคงของรัฐ ผมอยู่ใน คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐและกิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ประเทศ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ท่านประธานครับ ยาเสพติดที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยและอยู่กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน มันคือสงครามที่ต่อสู้กับพวกเราโดยเราไม่รู้ตัวครับท่านประธาน ท่านประธานลองนึกภาพ นะครับ เยาวชนตั้งแต่อายุ ๑๑ ๑๒ ถึง ๒๐ วันหนึ่งคนเหล่านี้ถ้าหากว่าศักยภาพทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นความคิด สมอง ส่วนต่าง ๆ ที่จะต้องใช้เพื่อที่จะสามารถดูแลรักษาพวกเรา มารักษาประเทศ มารักษาผลประโยชน์ มาเป็นตัวแทนของพวกเราที่จะต้องทำงานร่วมกับ ประชาคมโลก บุคคลเหล่านี้ไม่มีศักยภาพพอเพราะสมองถูกทำลาย ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญครับ เป็นเรื่องสงครามที่ทำกับพวกเรา แต่เราไม่รู้ว่าตัวตนของผู้ที่ก่อสงคราม ผู้ที่อยู่ เบื้องหลังเป็นใคร สิ่งที่เราเห็นก็คือลูกหลานของเราได้รับผลกระทบ ท่านประธานครับ เพื่อน สส. ของผม ๒ ท่าน ท่านวีรนันท์ ฮวดศรี จังหวัดขอนแก่น เขต ๑ ท่านเฉลิมพงศ์ แสงดี จังหวัดภูเก็ต เขต ๒ บอกว่าในพื้นที่วันนี้พ่อแม่ผู้ปกครองมาร้องตลอดนะครับว่าวันนี้หาซื้อ ได้ง่ายกว่าซื้อลูกอมอีกครับท่านประธาน เมื่อก่อนนี้อาจจะมีน้อยนะครับ ผู้ค้าอาจจะมีน้อย แต่วันนี้ผมไม่แน่ใจว่ามันค้าขายเสรีได้อย่างไร มีเงินไม่ถึง ๒๐ บาทก็หาซื้อได้ ผมคิดว่า ทั้งหมดที่ผมพูดในช่วงนี้ผมไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นความรับผิดชอบของ ป.ป.ส. ฝ่ายเดียว ในเมื่อเราคิดว่ายาเสพติดมันคือสงครามกับพวกเรา พลเมืองทั้ง ๗๐ กว่าล้านคน ผมคิดว่า ในภารกิจนี้มันไม่ควรจะเป็นภารกิจของ ป.ป.ส. เพียงฝ่ายเดียว มันควรจะยกระดับขึ้นมา โดยเฉพาะรัฐบาลที่ได้ประกาศ โดยเฉพาะพวกเราในสภาผู้แทนราษฎรต้องหาทางเรื่องนี้ครับ มันไม่สามารถที่จะใช้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบกับภัยที่เกิดขึ้นกับพวกเรา กับชีวิตของผู้คนทั้ง ๗๐ ล้านคนครับ ผมยกตัวอย่าง ความพยายามที่เกิดขึ้นผมเห็นภาพข่าว ท่านรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมไปทำงานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศลาว กระบวนการทำงานความร่วมมือข้ามประเทศอย่างนี้ผมคิดว่าเป็นกระบวนการเชิงรุกที่มี ความสำคัญมาก เพราะฉะนั้นคือทางทิศตะวันตกครับ ประเทศเพื่อนบ้านของเราเมียนมา วันนี้สถานการณ์ไม่แน่ใจว่าเราจะประสานใครอย่างไร แต่ตะเข็บชายแดนตั้งแต่เชียงราย ไปถึงประจวบคีรีขันธ์ไปถึงระนอง มีกลุ่มกองกำลัง มีรัฐอิสระ เราจำเป็นจะต้องทำงานกับ พวกเขาครับท่านประธาน มีบางกลุ่มที่เราอาจจะคิดว่าอาจจะเป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง อันนี้ เราก็ต้องมียุทธวิธีกลยุทธ์ที่สำคัญ ผมคิดว่ากรณีตัวอย่างเชิงรุกอย่างนี้ เราไม่ควรจะปล่อยให้ เป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะว่ายาเสพติดผมถือว่าเป็นสงครามที่ทำกับ พวกเรา อาชญากรรมยาเสพติดในบางประเทศ องค์กรอาชญากรรมยาเสพติดในบางประเทศ สามารถที่ควบคุมอำนาจรัฐได้เกือบทั้งหมด เราไม่อยากเห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นกับพวกเรา ในอนาคตพวกเรา เราไม่อยากจะกดดัน เราไม่อยากจะให้ ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบฝ่ายเดียว แต่ท่านเป็นองค์กรหลักที่จะต้องชี้นำ เสนอแนะให้กับ ทุกหน่วยงานนี้ดำเนินการ อันนี้คือประเด็นหลัก ๆ ที่ผมจะได้นำเสนอเบื้องต้น ทีนี้ผมจะ กลับมาเรื่องเนื้อหาที่เกี่ยวข้องตรงนี้ ผมขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อย เนื่องจากฝ่ายค้าน ลงชื่อน้อย ท่านประธานครับ เครื่องมือที่เรามีอยู่ตอนนี้ก็คือประมวลกฎหมายยาเสพติด ปี ๒๕๖๖ มีความสำคัญที่ผมคิดว่าทุกคนวันนี้ถกเถียงกัน มันมีความต่างอยู่และมันมีความ เห็นชอบร่วมกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องประมวลกฎหมายยาเสพติด ในมาตรา ๑๖๒ ๑๖๓ ๑๖๔ พูดถึงเรื่องของผู้เสพคือผู้ป่วย ในมาตรา ๑๑๓ ๑๑๗ พูดเรื่องกระบวนการเข้าไปรักษาบำบัด ผมว่าอันนี้เราเห็นตรงกันนะครับ สมัยที่แล้วเราจำได้เราผ่านกฎหมายฉบับนี้ ท่านรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรมสมัยนั้นคือ ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็ขอความร่วมมือเพราะว่าคนเต็มคุกแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้เสพ เราก็เห็นชอบ ผมคิดว่าอันนี้เรากำลังมาในทางที่ผมคิดว่าเห็นร่วมกันที่จะ ดำเนินการ แต่ปัญหามันเกิดขึ้นครับท่านประธาน ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ป.ป.ส. จะต้องเป็นคน หาทางออกคือคนเสนอแนะครับ เราบอกว่าเมื่อผู้เสพกลายเป็นผู้ป่วย ผมเข้าใจว่าทุกคน ก็น่าจะเห็นร่วมกัน แต่ปัญหาในกระบวนการรักษาเวลาไปส่งศาล ศาลก็จะให้ความเห็นบอกว่า ในกฎหมายเขียนว่าถ้าเป็นผู้ป่วยต้องป่วยและไปรักษา การไปรักษาต้องสมัครใจครับ ท่านประธาน ศาลเขาจะลงความเห็นว่าถ้าผู้ป่วยไม่สมัครใจก็จะรอลงอาญาแล้วก็กลับไปสู่ที่บ้าน อันนี้คือ ปัญหา ผมได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่คุมประพฤติมาครับท่านประธาน วันนี้ที่ศาลได้ตัดสินแล้วก็ รอลงอาญาส่งกลับบ้าน ไม่เข้าสู่กระบวนการตามเจตนาของกฎหมาย คือผู้เสพเป็นผู้ป่วย วันนี้กลับไปอยู่ในพื้นที่ชุมชน ๔๐๐,๐๐๐ คนท่านประธาน ๔๐๐,๐๐๐ คน ไหนเราบอกว่า เป็นผู้ป่วยอย่างไรครับ ไหนบอกว่าเราจะแก้ปัญหาว่าเราจะไม่เอาคนเล็กคนน้อยไปอยู่ในคุก ไหนว่าเราจะทำให้คนที่ติดยาเสพติดฟื้นฟูร่างกาย วันนี้กระบวนการตรงนี้ผมคิดว่ามีปัญหา ครับท่านประธาน ภารกิจสำคัญที่เกิดขึ้นวันนี้หนักหน่วงมาก โดยเฉพาะกรมคุมประพฤติครับ ไม่ได้มีหน้าที่ในการที่จะฟื้นฟูรักษา แต่ว่าพอศาลได้ตัดสินรอลงอาญาคนเหล่านี้ไม่เข้าสู่ กระบวนการฟื้นฟูรักษา เข้าไปสู่กระบวนการที่จะต้องไปคุมประพฤติ ๔๐๐,๐๐๐ คนทั้งประเทศ ท่านสมาชิกก็ได้คุยเมื่อสักครู่แล้วว่าวันนี้ผู้เสพรอลงอาญากลับไปอยู่ที่บ้าน พฤติกรรมต่าง ๆ วิถีที่เคยอยู่ก็ยังมีปัญหา หลายคนที่ออกมาแล้วกลับไปอยู่ชุมชนอาจจะมีพฤติกรรมที่ส่อ ความรุนแรงกระทำกับพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าเรื่องนี้โดยรวมเจตนารมณ์ของกฎหมาย ผมคิดว่าพวกเราเห็นชอบร่วมกันว่ากรณีที่เป็นผู้เสพเราจัดให้อยู่เป็นผู้ป่วย แต่พอ กระบวนการดำเนินการ ผมคิดว่าถ้ามันติดที่ข้อกฎหมายท่านก็เสนอออกมา ถ้าหากว่า ข้อกฎหมายมันสามารถหาทางออกได้ อาจจะออกเป็นประกาศกระทรวงหรือระเบียบต่าง ๆ ผมคิดว่า ป.ป.ส. จะต้องไปคุยกับศาลครับ ถ้าไม่อย่างนั้นก็คือปัญหาในกฎหมายที่เราคุยกัน อย่างนี้ศาลก็ไม่สามารถจะสั่งให้ไปรักษา เพราะว่าเราเขียนว่า รักษาโดยสมัครใจ พอรักษา โดยสมัครใจผู้ที่เราจับกุมได้ที่ตำรวจส่งศาลก็ไม่สมัครใจก็จะกลับไปอยู่ในชุมชน เป็นหน้าที่ ของคุมประพฤติ อย่างนี้มันจะวนอย่างนี้ครับ ปัญหาที่จะตามมาหมายความว่าคนที่เรา เจตนาจะให้รักษาไม่ได้รักษา ผมคิดว่าถ้าปริมาณมันเยอะขึ้น ๆ มันก็จะเป็นคุกที่มันไม่มีขอบ ตารางที่เราเคยบอกว่าไม่ควรจะอยู่ในคุก วันนี้มันก็จะเป็นคุกอีกแบบหนึ่ง คือภารกิจของ ชุมชน ของหมู่บ้านที่ต้องดูแล โดยสรุปนะครับท่านประธาน ข้อเสนอของผมวันนี้เรามีจำนวน คนประมาณเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ คน ที่ศาลได้สั่งให้รอลงอาญาและกลับไปสู่ชุมชน และเป็น ภาระหนักหน่วงของบางหน่วยงาน เพราะฉะนั้นผมอยากจะนำเรียนท่านประธานไปยัง ป.ป.ส. ว่าต้องหาทางดำเนินการโดยเร่งด่วน ต้องคุยกับศาลยุติธรรม ศาลที่เกี่ยวข้องว่า กระบวนการตรงนี้จะนำไปสู่เจตนาของกฎหมายได้จริง ๆ ก็คือผู้เสพคือผู้ป่วย ขอบคุณมาก ครับท่านประธาน