พิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้แจงความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมที่ดำเนินการแล้วเสร็จและมีผลตามกฎหมาย พร้อมเสนอแก้ไขร่างกฎหมายเพื่อรองรับกรณีเหตุสุดวิสัยในอนาคต และหารือแนวทางการบรหารกองทุนประกันสังคมให้ยั่งยืน โดยเสนอเป้าหมายผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 หลังปี 2568 รวมถึงการปรับเพดานเงินสมทบของรัฐเป็นร้อยละ 5 และเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือกร่วมพิจารณาและร่วมมืออย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการล้มละลายของกองทุนในอนาคต
ก็คิดว่า ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ คงจะถามรวบในข้อที่ ๒ บวกข้อที่ ๓ เลยใช่ไหมครับ เพราะว่าผม จะได้ตอบเสียทีเดียว ก็ขอกราบเรียนท่านประธานสภาอีกครั้งหนึ่งนะครับ การที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้ถามมาผมขอตอบในคำถามที่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านคง จะไม่ค่อยสบายใจ ก็คือมีการออกมาว่าจะมีการยกเลิกการเลือกตั้งของคณะกรรมการ ประกันสังคม ตรงนี้ผมขอยืนยันนะครับ ซึ่งตัวผมเองก็ได้แถลงข่าวเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วว่า การเลือกตั้งของประกันสังคม และสิ่งที่ผมจะนำเข้าไปสู่คณะรัฐมนตรีเป็นผลการศึกษา เมื่อปี ๒๕๖๔ นั่นหมายความว่าอยู่ในภาวะของช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะถอนเรื่องและเพื่อไปทำการศึกษาใหม่ ถ้าหากว่าถอนเรื่อง และไปทำการศึกษาใหม่ก็คงจะใช้เวลาหลังจากนี้ที่จะนำเข้า ครม. ไม่น้อยกว่า ๑ ปี เพราะฉะนั้นผมมีความจำเป็นต้องเอาร่างเดิมเพื่อเข้าไปสู่ ครม. และให้ ครม. พิจารณาและ นำเข้าสู่สภาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตรงนั้นใน ๔๕ มาตรานี้เราก็จะมีส่วนที่เกี่ยวเนื่องและเป็น ข้อกังขาคือเปลี่ยนจากมาตรา ๘ เป็นมาตรา ๓ ซึ่งตรงนี้คณะกรรมการประกันสังคมที่เราได้ มีการเลือกตั้งไปเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคมที่ผ่านมา แล้วผมได้มีการเซ็นรับรองไปเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผลของคณะกรรมการประกันสังคมทั้งฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง ฝ่ายละ ๗ คน มีผลบังคับใช้เรียบร้อย แต่ตามมาตรา ๘ และมาตรา ๓ คืออันนี้ผมต้อง ขออภัยก่อนว่าการเขียนในขณะนั้นเป็นช่วงของการร่างในช่วงของการแพร่ระบาดของ โควิด-๑๙ เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้เติม Wording คำหนึ่ง ซึ่งผมก็คงต้องขอให้สมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน ถ้าหากมีการผ่าน ครม. และเข้าสู่สภาก็จะขอแก้ไข Wording ตรงนี้ ในชั้นกรรมาธิการว่า ในเหตุสุดวิสัยหากว่าไม่สามารถมีการเลือกตั้งได้ก็ขอให้รัฐมนตรี ในขณะนั้นตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการสรรหาคณะกรรมการประกันสังคมเป็นการชั่วคราว ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เช่น กรณีเกิดภัยสงครามหรือกรณีของการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ เหมือนที่ผ่านมาเราไม่สามารถเลือกตั้งได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ขอยืนยันนะครับ ขณะนี้ คณะกรรมการประกันสังคมชุดที่มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๖ ขณะนี้ได้มีการ ทำหน้าที่เรียบร้อย ก็ขอยืนยันนะครับ
ส่วนในเรื่องการที่จะขอชี้แจงในเรื่องของกองทุนประกันสังคม ก็ตามที่ท่าน โชว์ในกราฟว่าถ้าหากว่าเราไม่ทำอะไรแล้วเราเก็บตามปกติในเพดานเงินที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้ประกันตนจ่าย ๕ เปอร์เซ็นต์ เจ้าของสถานประกอบการ ๕ เปอร์เซ็นต์ รัฐจ่าย ๒.๗๕ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนหลังจากปี ๒๕๙๗ ก็จะออกมาตามภาพในกราฟที่ท่านได้โชว์เมื่อสักครู่นี้ แต่ผลตอบแทน ในขณะนี้ผมคิดว่าอยู่ที่ประมาณสัก ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่าเกือบ ๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะในปี ๒๕๖๖ เรามีดอกผลจากเงินกองทุนได้ถึงประมาณ ๕๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๆ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็ต้องขอยืนยันว่าไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ดี แต่นโยบายของผมหลังจาก ที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามารับหน้าที่ในฐานะควบคุมดูแลกระทรวง แรงงาน ตัวผมเองได้ตั้งข้อสมมุติฐานและเป็นนโยบายว่าหลังจากปี ๒๕๖๘ ไปเราจะต้องเอา เงินกองทุนไปหาดอกผลให้ได้ไม่น้อยกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้เรามั่นใจว่าเราน่าจะทำได้อยู่ ในช่วง ๓ เปอร์เซ็นต์ถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๗ และหลังจากปี ๒๕๖๘ ไปแล้วเราน่าจะทำ ให้ได้ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือเงื่อนไขข้อแรกที่จะเป็นการยืดชีวิตของกองทุนประกันสังคม
ในส่วนที่ ๒ การที่จะต้องยืดเพดานของการเก็บเงินเข้ากองทุนจาก ๑๕,๐๐๐ บาท ในปี ๒๕๖๘ เรามีความตั้งใจว่าจะนำเสนอขยายเพดานไปที่ ๑๗,๕๐๐ นั่นก็หมายความว่า ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะเป็นการยืด และที่สำคัญที่สุดผมคิดว่าสิ่งที่พวกเราจะต้องหารือกัน ตัวผมเองคงไม่สามารถที่จะทำการได้คนเดียว ผมก็อยากจะให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุก ๆ ท่าน ช่วยกันอภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าวันนี้รัฐส่งแค่ ๒.๗๕ เป็นไปได้ไหม ถ้าจะทำให้ ชีวิตกองทุนประกันสังคมได้ยืดชีวิตออกไปจนไม่มีคำว่าสิ้นสุดนี้รัฐควรจะสมทบได้แล้วที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเงื่อนไขของเวลาการจะนำเงินเข้ามาสมทบเมื่อไร เราคงจะต้องหารือกัน อีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงแน่นอนการที่เป็นการคำนวณตรงนี้ผมจะขอพูดง่าย ๆ ว่าอาจจะ เป็นการหารือในเดือนพฤษภาคม ผมก็จะขอเชิญพรรคการเมืองทุก ๆ พรรคเข้าเสวนา ในเรื่องของกองทุนประกันสังคมว่าเราจะหาทางออกอย่างไรให้เงินกองทุนประกันสังคม มีชีวิตที่ไม่มีคำว่า สิ้นสุด เพราะอะไรครับ เพราะอย่าลืมว่ากองทุนประกันสังคมไม่ใช่เป็น หน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่จะไปทำหน้าที่คิดเพียงกระทรวงเดียว หรือสำนักงานประกันสังคม เป็นผู้คิดเพียงอย่างเดียว ผมคิดว่าพวกเราทุกคนต้องช่วยกันคิดอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้แถลงไว้ว่าเราไม่ใช่เอาเงินอนาคตมาจ่ายให้กับปัจจุบัน ก็คือเอาของคนที่สมทบรุ่นใหม่ มาจ่ายให้กับคนรุ่นเก่าที่เกษียณอายุไปแล้ว โดยเฉพาะที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง เราก็คง จะต้องหาวิธีคิดว่าที่ ๖๐ ปีนี้พอไหม หลังจากนี้ไปอีกสัก ๕ ปีเป็นไปได้ไหม เราจะค่อย ๆ ขยับการเกษียณจาก ๖๐ เป็น ๖๑ ๖๒ ๖๓ ๖๔ และ ๖๕ ปี นั่นหมายความว่าเราต้องคิด ทุกวิถีทางในการสร้างกองทุนประกันสังคม แต่ผมก็ต้องเรียนตรง ๆ ก่อนที่ผมจะเข้ามาชี้แจง ในสภาแห่งนี้ ผมก็ได้ถกกับเจ้าหน้าที่ของประกันสังคมว่าพวกคุณคิดในปี ๒๕๙๗ นั่นหมายความว่าถึงจุด Peak สุด และเริ่ม Drop ลงนี้คุณคิดเฉพาะคนที่เกษียณอายุ แต่เมื่อ ถึงปี ๒๕๙๗ แล้วคนที่เกษียณอายุไปแล้วถึงปี ๒๕๙๗ หลังจากนั้นคนเข้ามาเคลม ประกันสังคมจะลดน้อยลง เพราะอีก ๓๐ ปีข้างหน้า เราอย่าเอาฐานของช่วง Peak สุดมา เป็นตัวชดเชย เพราะฉะนั้นอีก ๓๐ ปีคนที่จ่ายเงินในขณะนี้ที่อายุใกล้เคียง ๕๕ ปี อีก ๓๐ ปี ๘๕ ปี ถ้าอายุเฉลี่ยของคนไทยก็คิดว่าคงไม่ได้รับเงินประกันสังคมหรือเบี้ยชราหรือบำเหน็จแล้ว ถึงตอนนั้นผมคิดว่าเราคงจะเอาเงินก้อนสุดท้ายคืนให้เขาไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเขาจากโลก ใบนี้ไป เพราะฉะนั้นผมก็ขอเชิญชวนก่อนว่าสิ่งต่าง ๆ ก็ขอให้ทุกพรรคการเมือง เราได้ช่วยส่ง นักคณิตศาสตร์ประกันภัยมาช่วยกันหารือและช่วยกันคิดว่าสิ่งที่จะทำการแก้ปัญหาของ กองทุนประกันสังคมอย่างยั่งยืน เราจะแก้ปัญหาในทิศทางใด อย่าต้องให้กระทรวงแรงงาน ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ รับภาระเพียงกระทรวงเดียว เพราะอย่าลืมผู้ใช้แรงงานในประเทศไทย เราที่อยู่ในตามมาตรา ๓๓ ประมาณสัก ๑๒ ล้านคน มาตรา ๓๙ ก็ประมาณสักล้านกว่าคน และในมาตรา ๔๐ อีกประมาณ ๑๑ ล้านคน รวมเบ็ดเสร็จประมาณ ๒๕ ล้านคน เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้พวกเราช่วยกันพิจารณาช่วยกันคิด แต่ก็ขอยืนยันว่าทั้งสิ้น ทั้งปวงกองทุนประกันสังคมเราใช่ว่าหมดในปี ๒๕๙๗ แต่ในปี ๒๕๙๗ นั่นหมายความว่า ผลของรายได้กับรายจ่ายจะไปเท่ากันพอดี พอหลังจากปี ๒๕๙๗ ตรงนั้นถึงจะลดขาดทุน ของเงินที่เก็บเข้ามา แต่ในขณะนี้กองทุนประกันสังคมเรามีเงินทุนเมื่อสิ้นปี ๒๕๖๖ เรามี กองทุนอยู่ประมาณ ๒.๔๙๗ ล้านล้านบาท เรามีการใช้จ่ายในปี ๒๕๖๖ จ่ายออกประมาณ ๑.๔๑๓ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นเมื่อหักล้างกันเรายังมีเงินเข้ากองทุนอีก ๑.๕๖๙ ล้านบาท เมื่อปี ๒๕๙๗ เราน่าจะมีเงินกองทุนเกือบ ๆ ๖ ล้านล้านบาท แต่หลังจากนั้นไปอีกกี่สิบปี แน่นอนถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ชัดเจนครับ สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมเราให้เพิ่มขึ้น ทุกปี แต่การเก็บคงที่อย่างไรก็ถึงจุดล้มละลายอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นตัวผมเองก็ไม่อยาก ที่จะแก้ตัวหรืออะไรทั้งสิ้น แต่ในช่วงเดือนพฤษภาคมตัวผมเองก็คงจะขอเชิญชวนในการที่ พวกเราจะต้องมาหารือกันอย่างครบทุกพรรค ขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ พรรค ช่วยนำเสนอเพื่อมาทำการหารือ และกระทรวงแรงงานเราจะเป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนา ในครั้งนั้น เพื่อหาทางออกให้กับประกันสังคม ตัวผมเองไม่ใช่พระเอก แต่ตัวผมเองก็ไม่ยอมรับ ที่จะเป็นผู้ร้ายว่าเป็นคนที่ทำให้กองทุนประกันสังคมล้มละลาย เพราะฉะนั้นในยุคนี้ สมัยนี้ พวกเราควรจะต้องหาทางออกร่วมกัน ขอบคุณมากครับท่านสมาชิกและท่านประธานครับ