กรวีร์ ปริศนานันทกุล หารือร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 3 ฉบับ โดยเห็นด้วยกับเจตนารมณ์การเพิ่มสวัสดิการแต่แสดงความกังวลว่าอาจไม่สมดุลและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs รวมถึงอาจขัดหลักการได้สัดส่วนของกฎหมาย จึงเรียกร้องให้มีการพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้านเพื่อให้ได้กฎหมายแรงงานที่เป็นธรรม คุ้มครองลูกจ้างอย่างแท้จริง และคำนึงถึงความสมดุลของทุกฝ่ายเพื่อประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว
ท่านประธานที่เคารพ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ต้องขอบคุณ เพื่อนสมาชิกที่ได้นำเสนอกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการปรับปรุงแรงงานเข้ามาถึง ๓ ฉบับ ด้วยกัน เราเห็นตรงกันครับ และผมก็ฟังเพื่อนสมาชิกมาตั้งแต่ช่วงสายจนมาถึงช่วงบ่าย ผมเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองเห็นไม่ต่างกัน เราเชื่อไม่ต่างกันในฐานะของผู้แทนราษฎรว่า เราอยากจะเพิ่มการคุ้มครองสิทธิ เราอยากเห็นสวัสดิการของแรงงานที่ดีมากขึ้น เราอยากเห็น คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานให้ดีมากกว่านี้ เราอยากเห็นความเป็นธรรมให้มันเกิดขึ้น ระหว่างผู้ประกอบการกับคนใช้แรงงาน และเช่นเดียวกันคงไม่มีใครปฏิเสธผมนะครับ ถ้าผม จะบอกว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนที่นั่งอยู่ในสภาตรงนี้ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ทุกคนอยาก เห็นเหมือนกันนั่นก็คือการออกกฎหมายที่เป็นธรรม ที่มันได้สมดุล และที่สำคัญก็คือ มันยอมได้จากทุก ๆ ฝ่าย ที่ต้องบอกแบบนี้ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยต้องกล่าว ตรงนี้เลยครับว่าผมฟังเหตุผลในการเสนอหลักการต่าง ๆ ทั้ง ๓ ฉบับ ผมยินดีครับ แล้วก็ เห็นด้วยกับการเพิ่มสวัสดิการของพี่น้องแรงงาน แต่ต้องบอกให้ชัด ๆ ตรงนี้ว่ามีบางร่างครับ ก็คือร่างของเพื่อนสมาชิกท่านเซีย ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน มีหลักการหลายอย่างที่เราไม่อาจ ที่จะรับหลักการในชั้นวาระรับหลักการ ในวาระที่ ๑ นี้ได้ ผมจะได้อธิบายด้วยเหตุผล ว่าเพราะอะไร ผมอยากจะย้ำเตือนถึงเพื่อนสมาชิกทุกคนว่าเรากำลังพิจารณาพระราชบัญญัติ นั่นก็คือกฎหมายที่มีความสำคัญ และกฎหมายนี้จะออกมีสภาพใช้บังคับทุกคนในประเทศไทย เราต้องไม่ลืมครับ หลักการสำคัญของการตรากฎหมายหลักหนึ่งเขาเรียกว่าหลักแห่ง ความได้สัดส่วนของกฎหมาย หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Principle of Proportionality กล่าวคือในกฎหมายนั้นมันมีความสมเหตุสมผลไหม กฎหมายนั้นมันได้สัดส่วน มันได้สมดุล ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไหม กฎหมายนั้นมันไปเพิ่มสิทธิให้กับบางคนและมันไปกระทบ กับสิทธิของคนบางกลุ่มมากเกินไปหรือเปล่า กฎหมายที่ดีคือการออกกฎหมายให้มันได้ข้อสมดุลเพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น เขาสามารถที่จะใช้กฎหมายนั้นได้ด้วยความเป็นธรรมครับ ผมต้องย้ำตรงนี้เพราะเรากำลัง พิจารณาออกกฎหมาย เราจึงไม่สามารถมองแบบคนสายตาสั้นได้ครับ มองแบบคนสายตาสั้น ก็คือมองแต่เพียงระยะสั้น เสนอกฎหมายขึ้นมาเพียงเพื่อสร้างความนิยมเพียงชั่วคราว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นต่อประเทศของพวกเราในระยะยาวได้ เราอยู่ ในระบอบประชาธิปไตยครับ เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เสรีนิยม หน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ในการสนับสนุน ในการกำกับ ในการดูแลเพื่อที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ นั้น มันขับเคลื่อนและเดินไปตามกลไกของตลาด เราไม่ได้อยู่ในระบบสังคมนิยมที่รัฐนั้นเป็น เจ้าของและเป็นผู้รับผิดชอบผลกำไรหรือขาดทุนของการผลิตทั้งหมดอยู่แต่เพียงรัฐเดียว สุดท้ายถ้าเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม แบบทุนนิยมเสรี ผู้ประกอบการครับ ผู้ที่ลงทุนคือคนที่รับผิดชอบแบกรับผลกำไรของการลงทุนด้วยตัวเขาเอง ด้วยเหตุนี้รัฐจึง ไม่ควรไปก้าวก่าย ไม่ควรไปแทรกแซง ไม่ควรไปควบคุมจนเกินความจำเป็น และควรที่จะ เป็นผู้สนับสนุนกลไกให้มันเกิดขึ้น ไม่ใช่ใช้อำนาจรัฐ ไม่ใช่ออกกฎหมายไปทำลายกลไกของ ตลาดด้วยตัวเราเอง ผมจึงไม่แน่ใจว่ากฎหมายที่เราพิจารณากันอยู่ตั้งแต่เช้ามานี้บางฉบับนั้น มันเป็นไปตามหลักการที่ผมได้กล่าวมาหรือไม่ ถ้ามันได้สมดุลจริง ถ้ามันได้สมดุลของ กฎหมายในระดับที่รับได้ ทำไมวันนี้เราจึงเห็นเสียงที่คัดค้านอย่างมากออกมาจากอีกฝั่งหนึ่ง ของคนที่เขาได้รับผลกระทบละครับ ประเด็นที่ถกเถียงกันมาก ผมฟังมาตั้งแต่เช้า ฟังดูแล้ว เป็นประโยชน์และเป็นเจตนารมณ์ที่ดีของเพื่อนสมาชิกที่อยากจะไปคุ้มครองแรงงาน ที่อยากจะไปเพิ่มสวัสดิการแรงงาน อยากจะเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวแรงงาน ซึ่งผมไม่ปฏิเสธหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นการลดชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ให้เหลือไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้เพิ่มอัตราเงินเดือนขั้นต่ำให้เป็นไปตามการเติบโตของ GDP ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว ต่อไปนี้ให้เป็น ลูกจ้างรายเดือน ให้เป็นพนักงานประจำ หรือไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิในการพักร้อน ลาป่วย ลาเจ็บ รวมไปถึงลาป่วยที่จะไปเฝ้าญาติพี่น้อง พ่อแม่ที่ป่วยด้วย ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจาก เจตนาที่ดีครับ ฟังแล้วดูดี เป็นประโยชน์กับลูกจ้างทั้งประเทศ แต่ข้อกังวลของผมก็คือ มันเป็นลูกกวาดที่อาบยาพิษไว้ข้างในหรือเปล่า นั่นเป็นเพียงมุมเดียว ฝั่งเดียวของเหรียญ หรือเปล่า เราต้องดูอีกด้านของเหรียญครับ ผมจึงอยากจะเสนออีกด้านหนึ่งของเหรียญ ให้สภาชุดนี้ได้พิจารณาก่อนที่เราจะลงมติกัน อะไรจะเกิดขึ้นครับ อะไรจะเกิดขึ้นกับ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย SMEs ร้านอาหาร โรงแรม สถานบันเทิง ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มาตรการเหล่านี้มันออกมามันจะเป็นภาระ เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ถ้าเขาไปต่อไม่ไหวแล้ว ถ้าเขาต้องปิดกิจการละครับ ถ้ากิจการเขาเสียหายแล้วเขาไม่สามารถที่จะจ้างแรงงานได้เลย แม้แต่คนเดียวละครับ และอะไรจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ อะไรจะเกิดขึ้นกับ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องเจอกับสถานการณ์ต้นทุนของแรงงานที่มีแต่จะสูงขึ้น สูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนทางเทคโนโลยีมีแต่จะถูกลง ถูกลง เรากำลังพูดถึงอย่างมากครับ ในเรื่องของการถูก Disruption จากสถานการณ์โควิดในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ท่านประธาน จะเห็นนะครับ การควบคุมสถานการณ์โควิดของประเทศไทยนั้นได้รับคำชื่นชมจากทั่วทั้งโลก แต่ถึงแม้ว่าจะได้รับการชื่นชมจากคนทั้งโลกนั้น เรามาถามคนภายในประเทศสิครับ เรายัง รู้สึกว่าประเทศไทยนั้นรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันหรือว่าการ Disruption นั้น ยังดีไม่พอเลยครับ นั่นขนาดเรามีเวลาในการเตรียมตัว นั่นขนาดเราได้รับคำชื่นชมจากทั่ว ทั้งโลกเรายังทำได้ไม่ดีพอเลย ผมขอเวลาอีกสักครู่นะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ อะไร จะเกิดขึ้นถ้าหากว่าผู้ประกอบการเหล่านั้นเขาคิดว่าการลงทุนกับเทคโนโลยี การลงทุนกับ หุ่นยนต์ที่จะมาแทนแรงงานนั้นมันเป็นภาระที่ต่ำกว่าในการจ้างแรงงานจากกฎหมายที่เรา กำลังจะเขียนขึ้น มันจะไม่เป็นตัวเร่งให้อนาคตที่พวกเรากังวลกันอยู่นั้นมาถึงปัจจุบันให้เร็ว มากขึ้นอย่างนั้นหรือครับ แล้วแบบนี้ผลกระทบสุดท้ายถ้าเขาทนไม่ไหวเขาต้องปิดกิจการ เขาต้องเลิกจ้าง เขาต้องย้ายฐานการผลิต สุดท้ายใครรับผิดชอบครับ ไม่ใช่พี่น้องแรงงาน ที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้จะต้องตกงานหรือครับ และอะไรจะเกิดขึ้นกับความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ ถ้าหากว่าต้นทุนทางแรงงานของพวกเราสูงขึ้น ๆ ทุกปี ๆ การลงทุนใหม่ ๆ จากต่างชาติเขาจะมาที่ไทยหรือครับ ทุกวันนี้เราก็แข่งขันกับต่างประเทศ ด้วยต้นทุนทางด้านแรงงาน ด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงมากกว่าต่างประเทศมากมายอยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุดอะไรจะเกิดขึ้นกับค่าครองชีพของสินค้าต่าง ๆ ที่มันเป็นผลกระทบจาก ต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่มีผู้ประกอบการเจ้าไหนโง่มากพอครับ ไม่มีผู้ประกอบการเจ้าไหนใจดีมาก พอที่จะแบกรับต้นทุนเหล่านั้นเอาไว้เอง เขาก็จะผลักภาระนั้นให้กับลูกค้า สุดท้ายก็ พี่น้องประชาชนแรงงานไม่ใช่หรือครับที่ต้องไปซื้อข้าวของที่มันแพงขึ้นจากท้องตลาด จากแรงงานที่เขาผลิตได้เอง ด้วยผลกระทบเหล่านี้ผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย จึงอดสงสัยและต้องตั้งคำถามดัง ๆ ตรงนี้ว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศไทย ที่จะไม่เหมือนเดิมที่พวกเราอยากเห็นจริง ๆ หรือครับ ที่บอกว่าทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต ผมกลัวว่ามันจะเป็นการพักผ่อนเหมือนตอนโควิดครับ เพราะไม่มีงานจะทำ และที่สำคัญ สุดท้ายมันจะไม่มีชีวิตให้ใช้
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมย้ำอีกครั้งว่าอยากเห็นกฎหมายแรงงาน ที่คุ้มครองสิทธิ ดูแลสวัสดิภาพของลูกจ้างให้ดีมากขึ้น อยากเห็นกฎหมายที่ออกแล้ว พูดแล้ว ทำได้จริง ๆ กฎหมายที่เป็นธรรมกับทุกกลุ่มได้สมดุลกับทุกฝ่ายมากกว่าจะออกกฎหมาย ที่เอาใจเพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงชั่วครั้งชั่วคราวและเกิดความเสียหาย หายนะระยะยาว ให้กับประเทศ ขอบคุณท่านประธานครับ