พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน โดยหารือปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอและขาดความเป็นธรรม ชี้การปรับขึ้นที่ล่าช้าและไม่มีเกณฑ์ชัดเจนส่งผลกระทบต่อทั้งแรงงานและเศรษฐกิจ จึงเสนอให้มีการปรับค่าแรงโดยอัตโนมัติตามเกณฑ์ที่อิงกับค่าครองชีพและสถานการณ์เศรษฐกิจ เพื่อให้แรงงานได้รับส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรมจากการพัฒนาประเทศ
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายจากพรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับครับ โดยประเด็นที่ผมอยากจะอภิปราย สนับสนุนเป็นพิเศษคือประเด็นเรื่องของระบบค่าแรงขั้นต่ำ ท่านประธาน ค่าแรงขั้นต่ำนั้น เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ถูกใช้กันใน ๑๖๐ กว่าประเทศทั่วโลก แต่หากเรามองมาที่ ประเทศไทยครับ ผมคิดว่า ๒ คำที่อธิบายได้ดีถึงปัญหาเรื่องของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในประเทศเราที่ผ่านมานั้นคือคำว่า ไม่เป็นธรรม กับคำว่า ไม่แน่นอน ไม่ว่าท่านประธาน จะมองย้อนไปที่อดีต มองมาที่ปัจจุบันหรือมองไปสู่อนาคต ก็ต้องยอมรับว่าการปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศเรานั้นไม่เป็นธรรมต่อแรงงาน และมีส่วนในการทำให้หลายปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สินครัวเรือน เรื่องความเหลื่อมล้ำ หรือแม้กระทั่งวิกฤติเด็กเกิดน้อยนั้น หนักหนาสาหัสขึ้นกว่าเดิม
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
หากท่านประธานจะลองมองย้อน ไปที่ข้อมูลในอดีตเราก็จะเห็นว่าค่าแรงขั้นต่ำในประเทศเรานั้นถูกปรับขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ถ้าท่านประธานลองขจัดแล้วก็ตัดผลกระทบของอัตรา เงินเฟ้อออกไปก่อน เราจะเห็นว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นรายได้โดยรวมของประเทศ หรือ GDP เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย นั่นหมายความว่า ๑๐ ปีที่แล้วค่าแรงขั้นต่ำซื้อไข่ได้กี่ฟอง มาถึงวันนี้ก็ยังซื้อไข่ได้จำนวนฟอง ที่เท่าเดิม ทั้งหมดนี้หมายความว่าแม้เศรษฐกิจในภาพรวมที่เราทุกคนร่วมกันทำงาน ร่วมกัน ขับเคลื่อนนั้นเติบโตขึ้น แต่กลับมีแรงงานบางคนที่ไม่ได้รับดอกผลหรือส่วนแบ่งจาก การพัฒนาดังกล่าวแม้แต่นิดเดียว หรือหากท่านประธานจะลองมองมาที่สภาพความเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันครับ ท่านประธานก็จะค้นพบว่าค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอต่อ การดำรงชีวิต คณะกรรมการค่าจ้างเคยชี้แจงในประกาศเมื่อปี ๒๕๖๒ ว่าค่าแรงขั้นต่ำนั้น ควรจะต้องคำนวณจากฐานคิดที่ว่าค่าแรงระดับไหนที่จะเพียงพอต่อการทำให้คนทำงาน ๑ คนดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ท่านประธานก็ทราบดีว่าคนทำงาน ๑ คนนั้นมักจะไม่ได้ดูแล แค่ตนเอง แต่ต้องดูแลอีกหลายคนในครอบครัว ดังนั้นหากเราจะคำนวณค่าแรงขั้นต่ำด้วย ฐานคิดใหม่ โดยการคิดว่าค่าแรงขั้นต่ำระดับไหนที่จะเพียงพอต่อการทำให้คนทำงาน ๑ คน สามารถเลี้ยงดูทั้งตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าค่าจ้าง เพื่อชีวิตหรือว่า Living Wage เวลาเราค้นพบว่าค่าแรงขั้นต่ำที่เพียงพอสำหรับคนทำงานนั้น ในการดูแลทั้งตนเองหรือว่าลูก ๒ คน หากจะยกเป็นตัวอย่างจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว หรือหากท่านประธานจะลองฝากความหวังไว้กับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอนาคตก็ต้อง เรียนตามตรงว่าคงจะฝากความหวังไว้ได้อย่างยากลำบาก ตราบใดที่คณะกรรมการค่าจ้างนั้น ยังคงจะใช้สูตรคำนวณเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นสูตรคำนวณที่นักวิชาการ หลายสำนักแล้วก็คณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มีการฝังความไม่เป็นธรรมเข้าไปอยู่ในสูตรจนทำให้ค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นน้อยกว่าที่ควร จะเป็น แต่นอกจากความไม่เป็นธรรมที่ผมเกริ่นไว้เมื่อสักครู่แล้วเรายังเห็นว่าการปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำที่ผ่านมานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูงเช่นกัน หากเราย้อนไปดูสถิติตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามีถึง ๑๒ ปี เกินครึ่งที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นแทบจะไม่ถูกปรับขึ้นเลย หรือว่าน้อยกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ มี ๖ ปีที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นอยู่ที่ประมาณ ๒-๑๐ เปอร์เซ็นต์ และมีเพียงแค่ ๒ ปีเท่านั้นที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเข้าใจดีครับท่านประธานว่าหากค่าแรงไม่ถูกปรับขึ้นมานาน การปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากหากเราจะย้อนไปแก้ไขความไม่เป็นธรรมในอดีต แต่ความจริงแล้ว ความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากการที่ค่าแรงนั้นสลับไปมาระหว่างช่วงที่ ไม่ขึ้นเลยกับช่วงที่ขึ้นแบบก้าวกระโดดไม่ส่งผลดีต่อใครเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ต้องมา นั่งลุ้นทุกปี หรือผู้ว่าจ้างที่วางแผนธุรกิจได้ยาก ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องความไม่เป็น ธรรมและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงในประเทศเรานั้นมีสาเหตุสำคัญมาจาก การเปิดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นมีพื้นที่ในการใช้ดุลยพินิจมากเกินไปในการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ หากปีไหนที่กลุ่มทุนใหญ่ออกโรงกันเต็มที่เพื่อพยายามจะ Lobby แล้วก็แทรกแซง กระบวนการกำหนดค่าจ้าง คณะกรรมการค่าจ้างก็อาจจะอ่อนข้อและตัดสินใจไม่ปรับขึ้น ค่าแรงหรือปรับขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่หากปีไหนเกิดมีการเลือกตั้งและพรรคต่าง ๆ ก็มาเกทับกันด้วยตัวเลขเรื่องนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ คณะกรรมการค่าจ้างก็อาจจะถูกรัฐบาล บีบให้ต้องขึ้นค่าแรงแบบกระชากเพื่อให้รัฐบาลนั้นสามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้อง ประชาชน ดังนั้นหากจะกล่าวโดยสรุปเพื่อพยายามจะแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมและ ความไม่แน่นอนของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สิ่งที่ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่ถูกเสนอโดย คุณเซีย จำปาทอง พยายามจะทำนั้นคือการลดดุลยพินิจที่มีอยู่และกำหนดหลักเกณฑ์และ หลักประกันให้ชัดเจนว่าค่าแรงขั้นต่ำนั้นจะต้องปรับขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างน้อยกี่เปอร์เซ็นต์ ต่อปี โดยใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตัวชี้วัดสำคัญ ๆ ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโต ทางเศรษฐกิจหรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นสูตรที่เราสามารถปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติมกันได้ในชั้นกรรมาธิการ จะว่าไปแล้วแนวคิดเรื่องการมีระบบที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยอัตโนมัตินั้นก็ไม่ได้เป็นแนวคิดที่ใหม่ครับ แต่เป็นแนวคิดที่เคยถูกเสนอโดยสถาบัน วิชาการหลายสำนัก แล้วก็ถูกใช้ในหลายประเทศทั่วโลก เป็นระบบที่เราเชื่อว่าหากนำมาใช้ ในประเทศไทยนั้นจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย แรงงานก็ไม่ต้องลุ้นปีต่อปีว่ารายได้จะ โตทันค่าครองชีพหรือไม่ ผู้ประกอบการก็สามารถคาดการณ์ต้นทุนไปได้ในอนาคต วางแผน ธุรกิจไปข้างหน้าได้ แล้วระบบเศรษฐกิจของเราก็จะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แล้วก็เติบโต สำหรับทุกคน ส่วนสำหรับใครที่กังวลว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปีนั้นอาจจะทำให้เกิด การจ้างงานที่ลดน้อยลง ผมก็ต้องเรียนกลับไปว่าความจริงแล้วนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก กลับคาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวอาจจะไม่แรงมากนักในบริบทของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากว่าโดยรวมนั้นผู้ว่าจ้างในประเทศไทยมีอำนาจเหนือแรงงาน ไม่ว่าจะเพราะ โครงสร้างเศรษฐกิจที่ผูกขาดหรือมีการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ว่าจะเพราะการรวมตัวของ แรงงานที่อาจจะยังอ่อนแออยู่ สะท้อนผ่านสัดส่วนแรงงานที่ยังคงเป็นสมาชิกของสหภาพ แรงงานที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก หรือสำหรับใครที่กังวลว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปีนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อ SMEs มากกว่าทุนใหญ่ ก็ต้องยืนยันกลับไปว่าเพราะพรรคก้าวไกล ให้ความสำคัญกับ SMEs เราเลยเสนอให้ใช้ระบบปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบอัตโนมัติ เพราะ เรารู้ดีว่าสิ่งที่น่ากลัว น่ากังวลที่สุดสำหรับ SMEs ไม่ใช่การที่ค่าแรงนั้นค่อย ๆ ทยอยเพิ่มขึ้น ทีละปี ทุก ๆ ปี แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นแบบกระชาก ในปีเดียว แล้วผมก็ต้องยืนยันเหมือนที่คุณสิทธิพลเพื่อนสมาชิกของผมได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า พรรคก้าวไกลเราไม่ได้ต้องการจะทำเรื่องค่าแรงแบบโดด ๆ แต่เราต้องการจะทำควบคู่กับ การเติมทุน เติมตลาดและเติมแต้มต่อให้ SMEs นั้นสามารถต่อกรและแข่งขันกับทุนใหญ่ได้ ดังนั้นการลงมติเห็นชอบกับระบบปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบอัตโนมัติที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่เสนอโดยคุณเซีย จำปาทอง และเพื่อน ๆ สมาชิกจากพรรคก้าวไกลในวันนี้ ไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างแรงงานกับผู้ประกอบการ แต่เป็นการเลือกระบบเศรษฐกิจ ที่แรงงานกับผู้ประกอบการนั้นสามารถเติบโตร่วมกันได้ ขอบคุณครับท่านประธาน