สุรเกียรติ เสนอญัตติจัดการน้ำมันรั่วทะเล หวั่งคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

สุรเกียรติ เทียนทอง เสนอญัตติให้สภาพิจารณาปัญหาน้ำมันรั่วไหลในทะเลที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้จัดทำมาตรการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์รั่วไหลในหลายพื้นที่และเปรียบเทียบมาตรการของต่างประเทศเพื่อประกอบการพิจารณา

นายสุรเกียรติ เทียนทอง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรเกียรติ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาและ จัดทำมาตรการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู สิ่งแวดล้อมระบบนิเวศทางทะเลกรณีน้ำมันรั่วไหลทาง ทะเลครับ ปัญหาน้ำมันรั่วไหลทางทะเลนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทางธรรมชาติในทะเลเป็นอย่างมาก แล้วปัญหานี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุของ การเกิดน้ำมันรั่วในทะเลและชายฝั่งเกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การขุดเจาะ การขนส่ง น้ำมัน การเดินเรือ การล้างถังอับเฉาเรือ ลักลอบทิ้งน้ำมันที่ปนเปื้อนหรือน้ำมันที่ใช้แล้ว รวมทั้งอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุให้คราบน้ำมันหรือที่เราเรียกว่าก้อนน้ำมันดินที่อยู่ใน ทะเลจะพัดเขาสู่ชายฝั่งในที่สุด แล้วก็ทำให้เกิดการรั่วไหลในทะเล ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางกายภาพ ทางเคมีและทางชีวภาพ โดยกระบวนการที่เกิดขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมันครับ และสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในขณะการรั่วไหล กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมีหลาย กระบวนการ มีทั้งการแผ่กระจายตัว การระเหย การเกิด Emulsion การเกิดปฏิกิริยา Photo-oxidation หรือการจมตัวหรือการตกตะกอนนั่นเองนะครับ นอกจากนี้ยังทำให้เกิด การปนเปื้อนของสารที่เราเรียกว่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนบางกลุ่มที่ตกค้างแล้วก็เป็นพิษ อย่างเฉียบพลัน เรื้อรังต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเล สำหรับในประเทศไทยการรั่วไหล ของน้ำมันลงสู่ทะเลได้เกิดขึ้นในช่วง ๑-๒ ปีที่ผ่านมา ถือว่าส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ธรรมชาติทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕ ที่มีน้ำมันดิบรั่ว ออกมาจากทุ่นขนถ่ายของบริษัทสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ทางใต้ของนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยมีการรั่วถึง ๔๐๐,๐๐๐ ลิตร ซึ่งเหตุการณ์นี้บริษัท ได้ออกมาแสดงความเสียใจแล้วก็รับผิดชอบความเสียหาย รวมไปถึงฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมนะครับ หรือในเหตุการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๖ ที่จังหวัดภูเก็ตบริเวณหาดที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ทั้งหาดไม้ขาว หาดในทอน หาดในยาง พบว่ามีก้อนน้ำมันดิน ที่เราเรียกว่าน้ำมันดินพัดเข้ามา ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายาก อย่างเต่าตนุที่มีขนาดราว ๑๐ เซนติเมตร ซึ่งเต็มไปด้วย คราบน้ำมัน นอกจากนั้นคราบน้ำมันที่รั่วไหลยังลอยไปถึงเกาะราชาใหญ่ ที่เป็นสถานที่ ท่องเที่ยวสำคัญเลยของจังหวัดภูเก็ต ทำให้แนวปะการังในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดพังงาได้รับ ผลกระทบเป็นหลายพันไร่ และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาก็เกิดเหตุ ท่อรับส่งน้ำมันของบริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) แตกตรงบริเวณอำเภอศรีราชา จังหวัด ชลบุรี ทำให้น้ำมันดิบไหลลงสู่ทะเลมากถึง ๔๕,๐๐๐ ลิตร โดยคราบน้ำมันได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ ชายฝั่งบางพระ อ่าวอุดม กินพื้นที่ถึง ๔ กิโลเมตร เหตุการณ์น้ำมันรั่วแต่ละครั้งสร้างความ เสียหายไม่เพียงแต่เฉพาะระบบนิเวศทางทะเลที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ แต่ยังส่งผลกระทบ ต่อประชาชนในอีกหลาย ๆ ด้าน เช่น น้องประชาชนที่ทำอาชีพประมง ธุรกิจร้านอาหาร และร้านค้าเลียบชายฝั่ง และรวมถึงด้านสุขภาพของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ มีสถิติน้ำมันรั่วในประเทศไทยที่รวบรวมโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและ ชายฝั่ง พบว่าปี ๒๕๕๙-๒๕๖๒ มีการพบน้ำมันรั่วในทะเลเฉลี่ยปีละ ๑๐-๑๕ ครั้ง แต่ใน ปี ๒๕๖๓ เป็นที่น่าสังเกตมีการพบน้ำมันรั่วลงไปสู่ในทะเลถึง ๔๗ ครั้ง โดยเป็นการเพิ่มขึ้น มากถึง ๓ เท่าในปีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นในปี ๒๕๖๔ มีการพบการรั่วไหลของน้ำมันในทะเลสูง ถึง ๔๔ ครั้ง ซึ่งถ้ามองในภาพรวมก็จะเห็นว่าการรั่วไหลของน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเราจะพูดถึงมาตรการป้องกันสำหรับเรื่องพวกนี้ เราควรจะต้องมาดูแนวทาง บทลงโทษของในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยกันครับ ตัวอย่างที่ ๑ ในประเทศญี่ปุ่น เขามีกฎหมายควบคุมมลพิษทางน้ำ เรียกว่า Water Pollution Control Law นะครับ มาตรา ๑๔/๒ ได้บัญญัติถึงมาตรการที่จะต้องดำเนินการในกรณีเกิดอุบัติเหตุ เป็นขั้นตอน ชัดเจนมีโทษหากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบนี้ไม่ปฏิบัติตาม และในมาตรา ๓๐ ของเขาระวางโทษ จำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑ ล้านเยน แต่ปัญหาก็คือว่าการฟ้องร้องของเขาในส่วนใหญ่ก็ยังเป็นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อ บุคคลแล้วก็ทรัพย์สินเท่านั้น ยังไม่มีการเกิดการฟ้องร้องค่าเสียหายอันเกิดจากผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยตรงครับ อีกตัวอย่างที่ผมอยากนำเสนอและอาจจะเห็นได้ชัด ของประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายว่าด้วยมลพิษจากน้ำมัน Oil Pollution Act มีบทลงโทษ ทางแพ่ง โดยมีค่าปรับสูงถึง ๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือ ๑,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อ บาร์เรล ยิ่งไปกว่านั้นหากการรั่วไหลเกิดจากการประมาทเลินเล่อหรือมีเจตนา จะมีค่าปรับ สูงถึง ๓๒,๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือ ๔,๓๐๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เหตุการณ์ ตัวอย่างในปี ๒๕๕๓ แท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ซึ่งปฏิบัติการอยู่ใน อ่าวเม็กซิโกเกิดการระเบิดแล้วจมลงสู่ทะเล ส่งผลให้การรั่วไหลของน้ำมันเกิดขึ้นครั้งใหญ่ ที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปีเดียวกันหน่วยงานของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ยื่นฟ้องบริษัท ดังกล่าวต่อศาลแขวงของรัฐลุยเซียนา แล้วก็บริษัทเขามีโทษที่ต้องชดใช้ทั้งทางอาญา แล้วก็ ทางแพ่งสูงถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่เป็นตัวอย่างของการมีบทลงโทษทางกฎหมาย ที่เข้มงวดและสามารถบังคับใช้ได้จริง พอเรามาดูกฎหมายในประเทศไทย ของเราไม่ได้มี การกำหนดบทลงโทษให้ชัดเจนมากนัก เช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทาง ทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๑๗ ได้วางหลักการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุน้ำมันรั่วลงทะเล และมีบทกำหนดโทษในมาตรา ๒๗ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับกฎหมายควบคุมมลพิษทางน้ำ ของประเทศญี่ปุ่น และใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้บัญญัติความรับผิดชอบทางแพ่งไว้ในหมวด ๖ มาตรา ๙๖ วรรคสอง วางหลักไว้ว่าค่าสินไหมทดแทนหรือค่าใช้จ่าย ซึ่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิด มลพิษมีหน้าที่ต้องรับผิด ความหมายรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ราชการต้องรับภาระจ่ายจริง ในการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นในมาตรา ๙๗ ก็วางหลักการไว้ว่าผู้ใดกระทำหรือ ละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลายทรัพยากร ซึ่งเป็นของรัฐมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทรัพยากรที่ถูกทำลายไป หรือเสียหาย ถึงแม้จะมีการกำหนดบทลงโทษทางแพ่งไว้แต่ก็ไม่ชัดเจน ต่างจากของประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้กำหนดค่าปรับเป็นจำนวนเงินที่สูงไว้อย่างชัดเจน ถึงเวลาแล้วหรือยัง ครับท่านประธานที่เราจะมานั่งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของ ประเทศไทยกันให้มีบทลงโทษชัดเจนมากขึ้น เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมที่เป็นทรัพยากรของ ประเทศที่มีค่ามหาศาล ทะเลเมืองไทยเป็นทะเลที่สวยงามเป็น Dream Destination ของต่างชาติ คนต่างชาติบางคนเขาทำงานกันเกือบทั้งชีวิตเพื่อที่จะได้มาเที่ยวเมืองไทย และเป็นสิ่งที่สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ผมจึงเห็นว่าการแก้ไขปัญหาน้ำมัน รั่วไหลลงสู่ทะเลที่เกิดขึ้นควรมีการวางแนวทางแล้วก็จะมีมาตรการที่ชัดเจน มีการเตรียม ความพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์ในการกำจัดคราบน้ำมัน รวมทั้งการหามาตรการในการ บรรเทาปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศทางทะเล แล้วก็ประชาชน อย่างครอบคลุมและรอบด้าน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่เป็นตัวอย่างที่ผมได้เกริ่นขึ้นมาข้างต้นนี้ จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้นท่านประธานครับ ผมจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาตามข้อบังคับการประชุมสภา ผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๕ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาดำเนินการศึกษาจัดทำ มาตรการป้องกันแก้ไขฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศทางทะเล กรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเล และส่งผลให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป ท่านประธานขอบคุณครับ