สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

กฤช ศิลปชัย หารือเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่วไหลทางทะเล โดยเรียกร้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและจัดทำมาตรการป้องกัน พร้อมเสนอเอกสารประกอบการประชุมและเรียกร้องการการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างมาตรการป้องกัน การแก้ไข และการเยียวยาที่ดีขึ้น

นายกฤช ศิลปชัย ระยอง

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาจัดทำ มาตรการป้องกันแก้ไขฟื้นฟูและเยียวยากรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเล ท่านประธานครับ น้ำมัน เชื้อเพลิงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการขนส่งน้ำมันทาง ทะเลได้มีบทบาทเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีต้นทุนในการขนส่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการขนส่ง ประเภทอื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันในทะเลจากการขนส่ง ส่งผลกระทบต่อ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นอย่างมาก ท่านประธานครับ ผมอยากพามาดูภาพรวม สถานการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลในประเทศไทยครับ และนี่คือข้อมูลของ The Standard Online ที่ได้เก็บสถิติน้ำมันรั่วในประเทศไทยของเราตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๖๕ ได้เกิด น้ำมันรั่วมาแล้ว ๑๗๖ ครั้ง และข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ได้ติดตาม สถานการณ์น้ำมันรั่วไหลในฝั่งอ่าวไทยและอันดามันในช่วงปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๕ ก็พบว่า ใน ๒๓ จังหวัดมีน้ำมันรั่วรวมกันถึง ๑๐๑ ครั้ง ซึ่งแบ่งเป็นเหตุการณ์รั่วไหล ๒๘ ครั้ง แล้วก็ การพบก้อนน้ำมันดินหรือที่เราเรียกว่า Tar Ball อีก ๗๓ ครั้ง ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๙ ๑๕ ครั้ง ปี ๒๕๖๐ ๑๐ ครั้ง แต่อยากให้โฟกัสที่ปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ครับ ปี ๒๕๖๓ พบเหตุการณ์ทั้งหมด ๔๗ ครั้ง แล้วปี ๒๕๖๔ พบเหตุการณ์ ๔๔ ครั้ง นี่เพียง ๒ ปี พบเหตุการณ์น้ำมันรั่วแล้ว ๙๑ ครั้ง แล้วจากข้อมูลในปี ๒๕๖๕ พบการรั่วไหลในชายทะเล ฝั่งอ่าวไทย รวม ๑๓ ครั้ง โดยพบบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ณ จังหวัดระยอง ๖ ครั้ง จังหวัดจันทบุรี ๑ ครั้ง จังหวัดชลบุรี ๒ ครั้ง อ่าวไทยตอนบน ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ๑ ครั้ง อ่าวไทยตอนกลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ๑ ครั้ง และจังหวัดชุมพร ๒ ครั้ง ส่วนสถานการณ์ในปี ๒๕๖๖ เมื่อปีที่แล้วประมาณเดือนกันยายน พบเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล ในจังหวัดชลบุรีจากกรณีท่อรับส่งน้ำมันดิบแตกรั่ว ทำให้น้ำมันดิบไหลลงสู่ทะเลอีก ๔๕,๐๐๐ ลิตร และพบก้อนน้ำมันดินอีก ๑๑ ครั้ง ทั้งนี้จากการติดตามตรวจสอบพบว่า จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และเกิดเหตุน้ำมันรั่วบ่อยครั้ง เนื่องจากมีกิจกรรมหลากหลายประเภท เช่น การเดินเรือเข้าออก เรือขนส่งสินค้า ตลอดจน บริเวณชายฝั่งของจังหวัดระยองเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งมีโรงกลั่นน้ำมัน ทำให้มีการเดินเรือขนส่งน้ำมันเข้าออกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีระบบท่อขนส่งน้ำมัน กลางทะเลและสำหรับอ่าวไทยตอนล่างครับท่านประธาน ในบริเวณชายฝั่งจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดสงขลาและจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็พบว่าปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ก็มีน้ำมันรั่วไหลบ่อยครั้งมากกว่าในอดีต โดยมีสาเหตุมาจากเรือท่องเที่ยว การแอบล้างถังบรรจุน้ำมัน การทิ้งน้ำมันปนเปื้อนลงทะเล การเดินเรือขนส่ง และรวมถึง แท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเล ท่านประธานครับ ต่อมาผมอยากจะพาท่านประธานมาดูเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดระยองของ ผมว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมามันเป็นอย่างไรบ้าง และผลกระทบ ที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่นั้นได้รับผลกระทบอย่างไร จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เมื่อปี ๒๕๕๖ มีเหตุน้ำมันรั่วไหลที่จังหวัด ระยอง จากการดำเนินการขนถ่ายน้ำมันของบริษัทอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งจากรายงานของ บริษัทที่เกี่ยวข้องรายงานว่าปริมาณน้ำมันรั่วไหลลงทะเลครั้งนี้คือ ๕๐,๐๐๐ ลิตรครับ แต่สิ่งที่เป็นข้อสงสัยของพี่น้องประชาชนก็คือ การใช้สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันที่เรียกว่า สาร Dispersant ใช้สารเคมีไปกว่า ๓๐,๐๐๐ ลิตร ซึ่งสารเคมีดังกล่าวมีการควบคุมให้ใช้ สารดังกล่าวที่ปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม คืออัตราส่วน ๑ : ๑๐ นั่นหมายความว่าถ้ามีน้ำมันรั่ว ๑๐ ส่วนนี้ใช้สารเคมี ๑ ส่วน ถ้าเราคำนวณตามหลักการตามคณิตศาสตร์พื้นฐานการใช้ สารเคมี ๓๐,๐๐๐ ลิตรนี้เท่ากับน้ำมันรั่วไหล ๓๐๐,๐๐๐ ลิตรลงทะเลใช่หรือไม่ ตัวเลข ที่ปรากฏจากทั้งผู้ก่อมลพิษและตัวเลขจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกลับมีรายงานปริมาณ การรั่วไหลเพียง ๕๐,๐๐๐ ลิตรเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความสงสัยให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่เป็นอย่างมาก เอาล่ะครับ เมื่อไม่มีคำตอบที่ชัดเจนก็ไม่เป็นอะไร เรามาดูกันต่อว่า ความรุนแรงของน้ำมันรั่วครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง นี่คือภาพที่เกิดขึ้นที่อ่าวพร้าว ที่เกาะเสม็ด จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่อยู่ห่างจากชายฝั่งไป ๒๐ กิโลเมตร อยู่ในพื้นที่ตำบลมาบตาพุดได้ พัดพาคราบน้ำมันเหล่านี้เข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ความเสียหายขณะนี้ขนาดว่าใช้สารเคมี กดน้ำมันให้จมลงไปสู่ใต้ท้องทะเลแล้วนะครับ ยังมีน้ำมันอีกปริมาณมหาศาลที่ไม่สามารถ ซ่อนได้หมด จนพัดเข้าสู่ชายหาดของเกาะเสม็ดได้ ต่อมาไม่นานในช่วงมรสุมก็มีก้อนน้ำมันดิน หรือที่เรียกว่า Tar Ball พัดขึ้นหาดเป็นจำนวนมากตลอดแนวชายหาดตั้งแต่หาดสวนสน หาดแม่รำพึง หาดปากน้ำ และหาดอื่น ๆ มีสัตว์น้ำลอยเกยตื้นตายเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างผลกระทบยาวนานกว่า ๘ ปี กว่าทะเลจะเริ่มฟื้น จากการสำรวจ ความเสียหายของหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะกรมประมง โดยประมงจังหวัดก็ได้รายงาน ต่อคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุดที่ ๒๕ ว่าหลังจาก เหตุน้ำมันรั่วไหลลงทะเลปริมาณสัตว์น้ำก็ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๘ ปี แล้วหลังจาก ๘ ปีนั้นก็เริ่มมีสัตว์น้ำที่หายไปกลับมาบ้างแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของพี่น้องประชาชน ที่บอกว่า สัตว์น้ำไม่มีเลยเป็นเวลากว่า ๗-๘ ปี เปรียบเทียบจากการมาของสัตว์น้ำตาม ฤดูกาลก็คือกุ้งเคยครับ ท่านประธานรู้จักไหมครับ กุ้งเคยที่ชาวจังหวัดระยองเอามาทำกะปิ จนมีชื่อเสียงว่ากะปิจังหวัดระยองนั้นอร่อยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ กุ้งเคย คือกุ้งขนาดเล็ก ที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดระยอง ชาวประมงจังหวัดระยองมักพูดหยอก ล้อกับคนเล่นน้ำหรือนักท่องเที่ยวที่เล่นน้ำบริเวณชายหาดเสมอ ๆ ว่า เคยโดนตีนไหม เคยโดนตีนไหมนี้ไม่นี้ใช้คำหยาบนะครับ แต่คือกุ้งเคยมันโดนเท้าของนักท่องเที่ยวหรือพี่น้อง ที่อยู่บริเวณชายหาดหรือไม่นะครับ แต่พอหลังจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว กุ้งเคยที่เคยเข้าอ่าว ตั้งแต่ฝั่งอำเภอแกลง ที่เป็นฝั่งตะวันออกไล่เรื่อยมาจนถึงหาดสวนสน หาดแม่รำพึง หาดปากน้ำ ไปจนจบที่หาดพลา ที่อำเภอบ้านฉางซึ่งเป็นชายหาดฝั่งตะวันตกก็ได้หายไปและ ไม่มาตามฤดูกาลอีกเลย หรือว่ามาก็มาแค่ ๑-๒ วันแล้วก็หายไป ถ้าถามว่ากุ้งเคยสำคัญ อย่างไรก็ต้องบอกว่ากุ้งเคยคืออาหารของสัตว์น้ำนานาชนิด ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของ ระบบห่วงโซ่อาหาร เมื่อเคยเข้า ปลาชนิดอื่นก็จะเข้าตามมาเพื่อกินเคย และปลาที่มีขนาด ใหญ่กว่าก็จะเข้ามากินปลาเล็กกว่า ตามสไลด์ที่ผมกำลังฉายอยู่ครับท่านประธาน ซึ่งวงจร ห่วงโซ่อาหารนี้จะเป็นแบบนี้ทุกปีตามฤดูกาล เมื่อช่วงเวลาผ่านไป ๘ ปี ทะเลก็กำลังจะ ฟื้นคืนสภาพ ชาวจังหวัดระยองยังต้องเจอกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕ เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลจากบริษัทโรงกลั่นน้ำมันที่มี Logo เป็นรูปดาว จากรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็รายงานว่าน้ำมันรั่วครั้งนี้ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ลิตร และใช้ สารกำจัดคราบน้ำมันกว่า ๘๕,๐๐๐ ลิตร และขณะนั้นมีการแก้ไขปัญหาโดยบูรณาการหลาย หน่วยงาน กองทัพเรือ จังหวัด กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมเจ้าท่า และหน่วยงานอื่น ๆ อีกมากมายครับ แต่สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดคือ ทุกคนกำลังอยู่แต่เหตุการณ์น้ำมันรั่วในทะเลครับ แต่ไม่มีหน่วยงาน ไหนสักหน่วยงานเลยที่ลงไปถามหา ลงไปถามพี่น้องประชาชนว่าเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง อยู่กันอย่างไรได้บ้าง ประมงออกหรือไม่ได้เป็นอย่างไรบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีเลยครับท่านประธาน ได้มีการให้ชาวประมงงดออกเรือเป็นเวลา ๓๐ วัน เพื่อดำเนินการ กำจัดคราบน้ำมัน ท่านประธานครับ ภาพถ่ายจากดาวเทียมของ GISTDA ที่แสดงให้เห็นถึง การเคลื่อนตัวของน้ำมันและคราบน้ำมันนั้นมีขนาดใหญ่มาก คือมีขนาดใหญ่กว่าเกาะเสม็ด ถึง ๙ เท่า ท่านลองคิดดูครับว่า เกาะเสม็ดนั้นใหญ่ขนาดที่วันหนึ่งไม่มีใครที่จะสามารถเดิน รอบเกาะเสม็ดได้นะครับ แต่นี่ปริมาณถึง ๙ เท่าของเกาะเสม็ด จะมีปริมาณมากขนาดไหน พอเหตุการณ์ผ่านมาไม่กี่วันตัวเลขที่มีการแถลงก็ลดลงเรื่อย ๆ จาก ๔๐๐,๐๐๐ ลิตร เหลือ ๑๖๐,๐๐๐ ลิตร เหลือ ๘๐,๐๐๐ ลิตร และสุดท้ายบริษัทผู้ก่อมลพิษก็บอกว่าเหลือเพียง ๔๗,๐๐๐ ลิตร ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าตัวเลขที่ลดลงเรื่อย ๆ มันมาจากสาเหตุใด และการคำนวณทางคณิตศาสตร์ใช้หลักการใดคำนวณ ตัวเลข ๔๗,๐๐๐ ลิตรมาจากไหน ก็สร้างความสงสัยให้กับประชาชนเป็นอย่างมากครับ ท่านประธานและเพื่อน ๆ สมาชิกลอง คิดดูว่าจากข้อมูลเชิงวิชาการที่มีการกำหนดสัดส่วน การใช้สารกำจัดคราบน้ำมันที่เหมาะสม ก็คือ ๑ : ๑๐ หมายความว่าสารกำจัดคราบน้ำมัน ๑ ส่วนต่อน้ำมัน ๑๐ ส่วน การใช้สาร ๘๕,๐๐๐ ลิตร หมายความว่าปริมาณน้ำมันรั่วจริง ๆ มันใช่ ๔๗,๐๐๐ ลิตร ตามที่ผู้ก่อมลพิษ แถลงจริงหรือไม่ หรือว่าจริง ๆ แล้วปริมาณน้ำมันรั่วไหลนั้นคือ ๘๕๐,๐๐๐ ลิตรกันแน่ครับ จากข้อมูลที่กล่าวมานั้นยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของพี่น้องประชาชน ภาคประชาสังคม รวมถึงนักวิชาการอีกจำนวนมากครับ ที่ตั้งข้อสังเกตว่าปริมาณน้ำมันรั่วที่รายงานโดยผู้ก่อ เหตุนั้นเป็นไปตามข้อเท็จจริงหรือไม่ ท่านประธานครับทีนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็แทบ ไม่ต่างกับปี ๒๕๕๖ หรือว่าอาจจะมีความรุนแรงมากกว่าด้วย เพราะว่าปี ๒๕๕๖ ใช้สารเคมี ไป ๓๐,๐๐๐ ลิตร แต่ว่าปี ๒๕๖๕ ใช้ไป ๘๕,๐๐๐ ลิตร สัตว์น้ำที่เคยจับได้ลดลง อย่างต่อเนื่องเหมือนเดิมเลยครับ โดยเฉพาะเขตในทะเลชายฝั่ง ปูม้าที่เคยจับกันได้เป็นหลัก ๑๐ กิโลกรัมต่อเรือพื้นบ้าน ๑ ลำ ทุกวันนี้ต้องนับเป็นตัวครับ กุ้งแชบ๊วยที่จะเข้าตามฤดู มรสุม จากที่เคยเข้าในช่วง ๒ เดือน ๓ เดือนก็ไม่เข้าอีกเลยครับ กุ้งแชบ๊วยนี้ชาวประมงถือ เป็นโบนัสประจำปีที่เขาจะจับมาแล้วก็ขายให้เขาได้มีผลกำไร และที่สำคัญผลกระทบจาก เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะแค่ชาวประมงนั่นยังรวมถึงพ่อค้าแม่ค้าอาหารทะเลสด ลูกเรือ ประมงที่มีอาชีพต่อเนื่องจากการประมง ร้านค้าอาหารชายหาด โรงแรม การท่องเที่ยวอื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อมีข่าวแพร่สะพัดออกไปนักท่องเที่ยวที่ได้จองโรงแรมไว้ต่างพากันยกเลิก ทั้งหมด ไม่มีใครกล้ามาเที่ยวจังหวัดระยองไม่มีใครกล้ากินอาหารจังหวัดระยองในช่วงนั้น นานหลายเดือน แม้แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวก็ยังลดลงอย่างมากเนื่องจากขาดความเชื่อมั่น

ต่อมาครับ มาดูเรื่องการเยียวยากันบ้าง ในปี ๒๕๕๖ การเยียวยาที่เกิดขึ้น จากการเรียกร้องของพี่น้องประชาชน ซึ่งบริษัทผู้ก่อเหตุก็เยียวยา ยกตัวอย่าง ประมง พื้นบ้านครับ คิดวันละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๑ เดือน ก็คือ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อเรือ ๑ ลำ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเหมาะสมความเสียหายจริงที่มีผลกระทบยาวนานกว่า ๘ ปี เป็นเหตุ ให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ได้มี คำพิพากษาให้ผู้ก่อมลพิษชดเชยเพิ่มเติมจาก ๑ เดือน ๓ เดือน และ ๕ เดือนตามลำดับ และจนบัดนี้เวลาผ่านไปกว่า ๑๐ ปีความก็ยังอยู่ในชั้นศาลฎีกา ยังไม่มีคำพิพากษาออกมา แล้วในปี ๒๕๖๕ ลักษณะการเยียวยาเป็นเช่นเดียวกัน เหมือนกันเป๊ะ โดยมีการเรียกร้อง จากการประชุมหลายครั้ง สุดท้ายยอมเพิ่มจากวันละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นวันละ ๑,๕๐๐ บาท ถามว่าทำไมถึงเยียวยาเหมือนกัน แบบเดียวกัน ก็บริษัทที่ทำน้ำมันรั่วปี ๒๕๖๕ ไปตั้ง ที่ปรึกษา ก็คือบริษัทน้ำมันรั่ว ปี ๒๕๕๖ มาเป็นที่ปรึกษาของบริษัทน้ำมันรั่ว ปี ๒๕๖๕ ครับ การแก้ไขปัญหาก็เหมือนกันเป๊ะ ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข เป็นเหตุให้พี่น้องประชาชนต้องยื่นฟ้อง ต่อศาลยุติธรรมกว่า ๒,๐๐๐ ราย และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีกับผู้ก่อมลพิษ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเดินทางไปศาลกับ พี่น้องประชาชนตั้งแต่ก่อนผมเป็นผู้แทน จนตอนนี้ผมเป็นผู้แทนแล้วผมก็ยังต้องไปศาลกับ พี่น้องประชาชน เพราะอะไรรู้ไหมครับ ก็เพราะรัฐไทยทอดทิ้งเขา ปล่อยให้คนตัวเล็กตัวน้อย ต้องสู้กับทุนใหญ่เพียงลำพัง พี่น้องเหล่านี้ไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหายเพียงอย่างเดียวนะครับ การฟ้องร้องครั้งนี้คือการฟ้องเพื่อขอให้ศาลสั่งให้มีการฟื้นฟูทะเลที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน พวกเขาไม่ได้ต้องการเงินเยียวยาหรอกครับ เขาต้องการทะเลที่อุดมสมบูรณ์กลับคืนมา ภายหลังจากน้ำมันรั่วการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนของหน่วยงานภาครัฐและบริษัทผู้ก่อมลพิษก็ยัง ไม่มีความชัดเจน ยังคงใช้วิธีการเดิม ๆ เช่น ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่ทะเลซึ่งแทบจะไม่ได้ผล ก็เพราะว่าคราบน้ำมันที่มันถูกสารเคมีมันกำจัดคราบน้ำมันมันทำปฏิกิริยาแล้วกดจมลงไปสู่ ใต้ท้องทะเล น้ำมันไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกซ่อนให้จมหายไปจากสายตาประชาชน และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ทะเลไม่อุดมสมบูรณ์จากน้ำมันรั่ว ท่านประธานครับ จะจบแล้วครับ เหตุการณ์เหล่านี้อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวจังหวัดระยองมีตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นได้ จากสารตกค้างในอาหารต่าง ๆ ซึ่งอาจไม่ได้ส่งผลทันที แต่ค่อย ๆ สะสมสู่ร่างกาย จากการบริโภคอาหารทะเลของประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง การขจัดคราบน้ำมัน หรือการเผชิญเหตุน้ำมันรั่วของไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นเท่ากับว่าทำเพื่อปกปิดความผิด ให้หายไปจากหน้าสื่อและสังคม รัฐไทยกำลังผลักภาระให้คนตัวเล็กตัวน้อยไปสู้กับทุนใหญ่ โดยลำพัง วันนี้แม้คราบน้ำมันจะหายไปแล้ว แต่ความเดือดร้อนและคราบน้ำตาของพี่น้อง ประชาชนยังคงอยู่ พวกเขาต้องอยู่กับทะเล ต้องใช้ชีวิตกับทะเล ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องจาก ทะเล ผมทราบดีว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ ที่จะไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีโรงกลั่นน้ำมันและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แบบนี้ และผมก็เชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเหมือนกันที่จะเกิดเหตุน้ำมันรั่ว แล้วกระทบต่อพี่น้องประชาชน แต่พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรเร่งศึกษา วางแผน และรับมือถึงอนาคตหากเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก จะต้องไม่มีใครได้รับ ความเดือดร้อน ได้รับความหายนะจากเหตุการณ์แบบนี้ รัฐไทยควรมีมาตรการที่ดีกว่าเดิม ในการรับมือ รวมถึงควรออกกฎหมายเกี่ยวกับน้ำมันเป็นการเฉพาะเสียทีให้ครอบคลุม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องการป้องกัน การฟื้นฟู การชดเชย และการเยียวยา พอกันทีครับกับการต้องให้พี่น้องไปสู้กับทุนใหญ่โดยลำพังทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใด ๆ กับความผิดพลาดครั้งนี้ ผมจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อ ศึกษาและจัดทำมาตรการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู และเยียวยา กรณีน้ำมันรั่วไหลทางทะเล เพื่อดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนคนไทยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน