ปารมี ไวจงเจริญ หารือปัญหาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ต่ำเกินไป และเสนอปรับระบบบำนาญให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน โดยเน้นการจ่ายตามอัตราเงินเฟ้อเพื่อความเสมอภาคและคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม พร้อมผลักดันการเพิ่มรายได้ผ่านการเก็บภาษีและแปลงทรัพย์สินรกร้างเป็นแหล่งทุน หวังลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระบ้านพักคนชรา และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างรอบด้าน
กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันขอลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนรายงานผลการพิจารณาศึกษาบำนาญ ของคณะอนุกรรมาธิการที่มีคุณวรรณวิภา ไม้สน เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งได้ ทำการศึกษาอย่างครบถ้วนและรอบด้าน ดิฉันขออภิปรายพูดสนับสนุนเรื่องนี้ เพราะว่าเป็น เรื่องใกล้ตัวดิฉัน เนื่องจากวัยของดิฉันอีกไม่กี่ปีก็จะได้รับบำนาญแล้ว ซึ่งถ้าระบบบำนาญ ประเทศไทยปัจจุบันยังเป็นแบบเดิมที่เริ่มต้นที่ ๖๐๐ บาท ดิฉันก็คิดว่าดิฉันคงใช้ไม่พอ ดิฉัน เป็นครูพิเศษ ไม่ได้อยู่ในระบบราชการ ไม่ได้มีสวัสดิการใด ๆ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งกับผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการคณะนี้ที่เราจะต้องปรับระบบบำนาญ ปัจจุบันให้เป็นระบบสวัสดิการถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอเน้นย้ำขีดเส้นใต้คำว่า ถ้วนหน้า เพราะว่ามันคือพื้นฐานเดียวกับเรื่องความเสมอภาค และระบบสวัสดิการไม่ใช่สิ่งที่ ประชาชนได้รับการหยิบยื่นจากรัฐ แต่เป็นสิ่งที่รัฐต้องให้ประชาชน ไม่ใช่ระบบสงเคราะห์ แบบที่มีมาก่อน จากที่ดิฉันได้อ่านรายงานในเล่มนี้ของคณะอนุกรรมาธิการ ดิฉันเห็น ข้อสังเกตบางอย่างที่จะขอสรุป และนำมาอภิปรายในที่นี้สักเล็กน้อย ขอสไลด์ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ข้อสังเกตที่ ๑ จากเล่มรายงาน ปัจจุบันนี้ดิฉันเห็นว่ารัฐบาลของเรายังมีระบบการจัดการดูแลเงินผู้สูงวัยเป็นแบบเชิงรับ จากรายงานการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการ เราควรปรับการใช้เงินดูแลผู้สูงวัย เป็นกระบวนการเชิงรุก เนื่องจากประเทศไทยเรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ เราจะต้องปรับมาเป็นกระบวนการเชิงรุก ต้องให้ผู้สูงวัยมีบำนาญที่เอาไปใช้ชีวิตอย่าง เพียงพอ เพื่อเน้นความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ เพื่อผู้สูงวัยจะได้มีสุขภาวะที่ดีทั้งด้าน ร่างกายและจิตใจ
ข้อสังเกตที่ ๒ ดิฉันเห็นว่ากระบวนการจ่ายเงินต้องเทียบเคียงกับอัตราเงินเฟ้อ แล้วก็ค่าเงินของประเทศ เพราะว่าอัตราเงินเฟ้อของเราเพิ่มขึ้นทุกปี ตามระบบแบบเดิมที่อายุ ๙๐ ปีขึ้นไปจะได้ ๑,๐๐๐ บาทนี้มันไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
ข้อสังเกตที่ ๓ เบี้ยผู้สูงวัยปัจจุบันที่รัฐให้เดือนละ ๖๐๐ บาท พบว่าเฉลี่ยแล้ว จะมีเงินรับประทานอาหารวันละ ๒๐ บาท เอาไปเทียบกับกระทรวงศึกษาธิการที่ดิฉันทำงาน ในประเด็นด้านการศึกษา นักเรียนยังได้อาหารกลางวัน ๒๒-๒๖ บาท แต่เบี้ยผู้สูงวัย ตกวันละ ๒๐ บาท ซึ่งน้อยมาก ไม่มีทางเพียงพอ ฉะนั้นแสดงว่าผู้สูงวัยจะต้องมีอัตรา การรับประทานอาหารที่ลดลงเมื่อเทียบกับวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว แต่วัยของผู้สูงวัย ร่างกายจริง ๆ ก็จะต้องการอาหารที่มีคุณภาพและได้รับการใส่ใจมากขึ้น อันนี้มันเป็นไป ไม่ได้เลย
ข้อสังเกตที่ ๔ การเพิ่มรายได้ให้ผู้สูงวัยแบบถ้วนหน้าตามข้อเสนอของ คณะอนุกรรมาธิการ จะทำให้ผู้สูงวัยที่อยู่ตามต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่ห่างไกลได้รับ การดูแลจากรัฐ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นการส่งเสริมให้ลูกหลานไม่ทิ้งถิ่นฐานไปทำงาน ในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ เพราะว่าจะทำให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ในทางอ้อม ต่อไปด้วย และยังสร้างรายได้ให้กับชุมชน เพราะว่าถ้าผู้สูงวัยในแต่ละชุมชนได้รับการดูแล ที่ดีขึ้น ได้รับสวัสดิการถ้วนหน้า รายได้ก็จะหมุนกระจายไปสู่ชุมชนด้วย การเพิ่มรายได้อันนี้ ก็จะหมุนเงินเข้าสู่ชุมชนเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน
ข้อสังเกตที่ ๕ ถ้าเราใช้ระบบบำนาญแบบถ้วนหน้าจะเป็นการลดภาระ การสร้างและรับย้ายของบ้านพักคนชรา ดิฉันขอเสนอตรงนี้เพิ่มเติมสักนิดหนึ่งในเรื่อง เกี่ยวกับการลดภาระการสร้างและรับย้ายของบ้านพักคนชรา โดยปัจจุบันบ้านพักคนชรา ของรัฐที่ให้ผู้สูงวัยได้อยู่ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย มีเพียง ๕ แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุที่ไร้ที่พึ่งพิง ไม่มีเงินดูแล เพราะฉะนั้นการปรับเงินบำนาญ ให้กับผู้สูงวัยจะช่วยทำให้รัฐลดภาระในการจัดหาสถานที่พักให้กับคนชราที่ช่วยเหลือตัวเอง ไม่ได้
ข้อสังเกตที่ ๖ เรื่องการเพิ่มอัตราภาษี เรื่องนี้ดิฉันเชื่อว่าเราคุยกันได้ พอพูด เรื่องการเพิ่มภาษีดิฉันเชื่อว่านักลงทุนและประชาชนทั่วไปอาจจะเกรงกลัว ไม่ว่าจะเป็นเงิน ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีต่าง ๆ อันนี้เรามาออกแบบกันได้ว่าจะเพิ่มเป็นจำนวนเท่าไร การเพิ่มภาษีมันมีข้อดี เพราะว่าทำให้เรานำส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมาชดเชยและดูแลผู้สูงวัย อันนี้ เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะอย่าลืมว่าผู้สูงวัยทุกคนก็เป็นพลเมืองของประเทศและจ่ายภาษีมา ตลอดชีวิต เขาเลี้ยงรัฐมาก่อนรัฐก็ควรเลี้ยงเขาตอบแทนนะคะ
ข้อสังเกตที่ ๗ การแปลงทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของภาครัฐ เช่น ที่ดินรกร้างมาทำเป็นสินทรัพย์ อันนี้ดิฉันเห็นด้วย เพราะว่าการแปลงทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิด รายได้นี้จะเป็นสินทรัพย์ที่เกิดรายได้เพิ่มขึ้น และนำรายได้นั้นมาเข้าสู่คนชราโดยตรง นี่เป็นข้อสังเกต ๗ ประการ ที่ดิฉันอ่านจากรายงานการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการคณะนี้ และดิฉันเห็นด้วย และขอให้ทางภาครัฐนำผลรายงานการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ คณะนี้นำไปปฏิบัติ เพื่อสวัสดิการที่ดีถ้วนหน้า เพื่อความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงวัยต่อไป ขอบคุณค่ะ