เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร หารือประเด็นสวัสดิการและบำนาญสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยเน้นความจำเป็นของบำนาญขั้นพื้นฐานที่เพียงพอและเรียกร้องให้ขยายการคุ้มครองถึงผู้ด้อยโอกาสที่ยังหลุดจากระบบ พร้อมเสนอให้ทบทวนแนวคิดบำนาญในยุคเทคโนโลยี เพื่อรองรับแรงงานที่อาจสูญเสียงานจากหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ด้วยการสนับสนุนรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าและเก็บภาษีจากผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดตั้งกองทุนดูแลผู้ได้รับผลกระทบ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มการอภิปรายเกี่ยวกับ บำนาญนี้ด้วยคำที่ ออสการ์ ฟิงกัลป์ โอฟลาเฮอร์ที วิลส์ ไวลด์ (Oscar Fingal O’Flahertie Wills Wilde) นักกวีชาวไอร์แลนด์ได้เคยกล่าวไว้นะว่า เมื่อตอนเด็กเขาคิดว่าเงินเป็นสิ่ง สำคัญที่สุด แต่เมื่อเขาโตแล้วเขาก็ได้ทราบว่า มันเป็นจริงเช่นนั้นจริง ๆ เงินมันเป็นสิ่งที่หลาย คนมีความหมายที่แตกต่างกันครับท่านประธาน จากประสบการณ์ที่ผมเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรมานี้ ผมได้เจอคนในสภานี้มากมายที่ร้อยพ่อพันแม่ เจอคนมาร้องเรียน ฐานะแตกต่างกัน มองเงินแตกต่างกัน บางคนมองว่าการสะสมเงินคือเป้าหมายของชีวิต ยิ่งมีมากก็ยิ่งประสบความสำเร็จมาก บางคนครับ อย่างผมเองสารภาพครับท่านประธาน เงินไม่ค่อยมีหรอกครับ เพราะว่าใช้หมด ไม่เห็นค่าของเงินมันเท่าไร ก็ใช้ไปคิดว่าชีวิตมันก็คง ไม่ได้เก็บหรือสำคัญอะไรกับผมมากมาย ไม่ได้คิดจะหาเพิ่มมาก เงินสำหรับบางคนมันเป็น เส้นที่เขาต้องการจริง ๆ ๑ บาทของเขา ๑๐ บาทเขากับ ๑๐ บาทของคนที่รวยมันไม่เท่ากัน เขาแค่ต้องการเงินมาใช้ในการซื้อปัจจัย ๔ ผมเป็นคนที่โชคดีมากที่คุณแม่ของผม ท่านเป็น พยาบาลทหาร สังกัดกองทัพบก ตอนนี้เกษียณอายุมีบำนาญ ทำให้ผมเองที่เป็นผู้ได้รับ ผลประโยชน์ทางอ้อมจากการที่ได้ทำตามความฝันของตัวเองในการผลิตเบียร์ หรือเป็น Guild จนมาถึงทำงานการเมืองเพื่อประชาชนทุกคน ก็ได้ประโยชน์เนื่องจากว่าผมไม่ได้ มีภาระเหมือนหลาย ๆ คนในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ในรุ่นเดียวกับผม เพื่อนรุ่นเดียวกับผมหลายคนอายุ ๓๐ ปี อายุ ๓๕ ปียังตั้งตัวไม่ได้เลยครับ เพราะว่าเป็นคน เดียวที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวถึง ๒ ชั้นด้วยกัน คือทั้งชั้นบุพการีของตนเองและชั้นบุตรของ ตัวเอง ซึ่งทำงานตัวเป็นเกลียวอย่างไรก็ไม่ได้ ดังนั้นผมเลยคิดว่า การมีสวัสดิการต่าง ๆ ในประเทศไทยจะแก้ปัญหานี้ได้ และปลดล็อกศักยภาพคนในวัยแรงงานเช่นผมได้ มีวันหนึ่ง ครับท่านประธาน ผมลงพื้นที่ไปในเขตคลองสาน ซอยเชียงใหม่ ผมเจอคุณลุงคุณป้าคนหนึ่ง จะเรียกว่าลุงป้าก็ไม่เชิง เรียกว่าตายายแล้วกัน ๒ ท่านนี้อาศัยอยู่เพิงริมแม่น้ำเจ้าพระยาข้าง โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งคืนละ ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่เชื่อไหมว่า ๒ ท่านนี้น่าเวทนา อย่างยิ่ง ผมจะเรียกได้ว่าทั้ง ๒ ท่านเป็นผู้พิการ คุณตายังดีครับ มีบัตรผู้สูงอายุได้ ๖๐๐ บาท แล้วก็บัตรผู้พิการอีก คุณยายสภาพไม่ต่างกันเลย แต่เสียหายหนักกว่า คือเป็นคนไทยแท้ ๆ คนจังหวัดสุพรรณบุรีนี่ละครับ แต่ไม่มีบัตรประชาชน ผมก็ได้บอกทางเขต บอกทางกรมการปกครอง ไปหลายครั้งว่าคนนี้เขาควรจะได้บัตรประชาชน เพราะเขาเป็นคนไทยจริง ๆ เพื่อจะได้รับ สวัสดิการ แต่ถามว่าสวัสดิการนี้ถ้าได้รวมกันมา ๒ คน เดือนละ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาทมันจะ ไปพออะไรครับท่านประธาน ดังนั้นผมต้องฝากไปยังเพื่อนกรรมาธิการว่า จริง ๆ แล้วตัวเลข มันไม่ได้สำคัญเลยว่าจะ ๑,๒๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท หรือใครจะเกทับ ๓๐,๐๐๐ บาทอะไร ก็ว่ากันไป ผมว่าเอาตั้งสติกันครับว่า เราต้องดูเลขที่ให้เป็นบำนาญจากขั้นพื้นฐานของ ค่าครองชีพที่ควรจะอยู่ได้ ซื้ออาหารอยู่รอดได้ไหมตามที่ต่าง ๆ แล้วบำนาญที่ได้มากกว่านั้น ก็อาจจะเป็นบำนาญที่เป็นลักษณะ Top Up จากประกันสังคม หรืออะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไป แล้วแต่บุคคล แต่พื้นฐานต้องเลยเส้นเรื่องค่าครองชีพครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากพูดถึงครับ อาจจะดูล้ำไปบ้าง แต่อยากจะอภิปราย ให้ท่านประธานได้ฟังว่าการที่เราให้บำนาญหรืออะไรพวกนี้ ถามว่าบำนาญมันคืออะไรครับ บำนาญมันคือเงินที่ให้กับคนที่เขาไม่สามารถทำงานได้ใช่หรือไม่ เขาแก่เกินไปที่จะทำงาน เลี้ยงตัวเองได้ เราเลยให้บำนาญข้าราชการที่เกษียณเพราะอะไรครับ เขาไม่ได้ทำงานครับ บำนาญคือเงินที่ให้กับคนที่ไม่ได้ทำงานใช่ไหมครับ ผมจะเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน แนวคิดเรื่องบำนาญผู้สูงอายุอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไปในปัจจุบันแล้ว ถ้าเราดูจากการเข้า มาของเทคโนโลยี AI Automation ที่ผมได้ยื่นญัตติแล้วสภาแห่งนี้ได้กรุณาตั้งเป็น คณะกรรมาธิการและศึกษากันอยู่นี้จะพบได้เลยว่าอีกภายใน ๑๐ ปีเท่านั้น คนที่จะหลุดออก จากการทำงานมีจำนวน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศนี้ คนเหล่านี้ไปไหนครับ คนเหล่านี้ต้อง ได้บำนาญไหมครับ คนเหล่านี้จะเป็นคนที่ผมจะเรียกเสมอคือเป็นบุคคลเสมือนต้องได้รับ บำนาญ เพราะว่าเขาไม่สามารถประกอบอาชีพได้แล้ว อย่าโทษเขาว่าไม่ Reskill เพราะว่า Skill ต่าง ๆ อย่างไรไม่เพียงพอกับโลกอนาคต คนเราต้องตกงานโดยสภาพอยู่แล้ว แต่คำถาม สำคัญก็คือถ้ามี AI หุ่นยนต์ทำแล้ว ทำไมเราต้องทำงานครับท่านประธาน แนวคิดอย่าง UBI เงินเดือนถ้วนหน้าจึงสำคัญมาก ๆ โลกใบนี้จะไม่ศิวิไลซ์ได้เลยครับ โลกนี้สิ่งที่ไม่จำเป็นที่สุด คืออะไรครับ โลกนี้สิ่งที่ไม่จำเป็น ทำไมเราต้องสร้างมหาเศรษฐีหมื่นล้านแสนล้านให้เยอะ ๆ ครับ เราอยู่ในโลกปัจจุบันที่เศรษฐกิจ ผลิตผลของมนุษยชาติสูงสุดในประวัติศาสตร์ แต่กลับกัน เรากลับมีคนจนเยอะสุดในประวัติศาสตร์มันเป็นไปได้อย่างไร พวกเรานักการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเรายังไม่เห็นถึงสิ่งนี้ กว่าเทคโนโลยีที่เราจะเห็นและส่ง ผลกระทบถึงเราจะมามันก็สายไปแล้ว ดังนั้นผมฝากเพื่อนสมาชิกและท่านประธานนะครับ เพื่อนของผมเองที่น่ารัก ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เรื่อง AI จะมาแย่งอาชีพเรา เราควรคิด หาวิธีทางออกนี้ให้ได้ครับ อาจจะเก็บภาษีจากการใช้ AI ใช้หุ่นยนต์มาเป็นกองทุนรองรับ ตรงนี้ก็ได้ เพราะวันหนึ่งบำนาญจะไม่ใช่แค่บำนาญของผู้สูงอายุ แต่มันต้องเป็นบำนาญของ คนทุกคน ไม่หลีกเลี่ยงอายุ แต่เป็นสภาพการจ้างงานและทำงานครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ