พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชี้แจงถึงความสำคัญของร่าง พ.ร.บ. เรือธงที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมเน้นย้ำประเด็นหลักสี่ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงที่ดินทำกิน วัฒนธรรมและภาษา การศึกษาของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ และการได้รับสัญชาติ โดยชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างนโยบายกับความเป็นจริง รวมถึงอุปสรรคด้านกฎหมาย งบประมาณ และการบริหารงาน จึงเสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากร และผลักดันเศรษฐกิจชาติพันธุ์อย่างยั่งยืนโดยอ้างอิงตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศเป็นแนวทาง
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับ วันนี้ผมต้องเรียนท่านประธานก่อนว่าเป็นวันที่มีความสำคัญกับพรรคก้าวไกล เป็นอย่างยิ่ง ในความสำคัญที่มีต่อประวัติศาสตร์ทั้งของพี่น้องชาติพันธุ์ แล้วก็พี่น้องแรงงาน เป็นวันที่กฎหมายสำคัญ ๆ ที่เหมือนกับเป็น พ.ร.บ. เรือธงของพรรคก้าวไกลได้เข้า เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอาจจะต้องขอเรียนท่านประธานไว้ก่อนว่าอาจจะต้องลุกขึ้นอภิปราย หลายครั้งหน่อย เพราะว่าเป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลได้เสนอเป็น พ.ร.บ. เรือธงกับพี่น้อง ประชาชนไว้ทั้ง ๒ เรื่อง
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เรื่องแรกสำหรับวันนี้ครับ คือเรื่องของพี่น้องชาติพันธุ์ สำหรับร่างของพรรคก้าวไกลนำเสนอโดยนายเลาฟั้ง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. .... กลุ่มชาติพันธุ์ก็คือ Ethnic Group ชนเผ่าพื้นเมืองก็คือ Indigenous Peoples ซึ่งเมื่อสักครู่ มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายถึงความกังวลใจในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงก็ดี เกี่ยวกับ Definition ที่เราให้ไว้กับทางสหประชาชาติก็ดี ผมเข้าใจครับ ก็หวังว่าเราจะผ่านกฎหมาย ทั้ง ๔ ฉบับ แล้วก็ไปตั้งกรรมาธิการพูดคุยกันในเรื่องนี้นะครับ
สำหรับเนื้อหาครับ หน้าต่อไปผมเป็น สส. สมัยที่ ๒ ครั้งแรกตั้งแต่เป็น พรรคอนาคตใหม่ก็มีโอกาสได้เข้าใจถึงความแตกต่างหลากหลายของพี่น้องชาติพันธุ์ชนเผ่า ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปกาเกอะญอ ม้ง ลีซู แล้วก็จำนวนอีกมากมาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ข้างหน้านะครับ ท่าน สส. มานพ ก็ได้มีโอกาสให้ผมได้ คลุกคลีกับพี่น้องชาติพันธุ์กว่า ๖๐ เผ่า เป็นจำนวน ๗ ล้านคนทั่วประเทศ ก็ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย ปัญหาหลัก ๆ แล้วก็เป้าหมายสำคัญในการที่เราจะ ยกระดับความมั่นคงของพี่น้องชนเผ่าและชาติพันธุ์มี ๔ เสาด้วยกันครับ นี่คือ ๔ เสา เป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชนเผ่าและชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ใด เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของที่ดินทำกินและที่ดินอยู่อาศัย เรื่องที่ ๒ ก็คือการคุ้มครอง ส่งเสริม วัฒนธรรม เรื่องที่ ๓ ก็คือเด็กรหัส G G ย่อมาจาก Generate ก็ไม่สามารถที่จะ Generate หมายเลขบัตรประชาชนก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงเรื่องของสาธารณสุขและการศึกษาได้นะครับ เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของสัญชาติครับ
ทั้ง ๔ เรื่อง ๔ เสาหลักนี้เป็นเป้าหมายสำคัญของเกือบทุกประเทศทั่วโลก ที่จะต้องทำเพื่อที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาติพันธุ์โดยทั่วไป ไม่ได้จำเป็นเฉพาะ ในประเทศไทยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดินทำกิน ที่มีที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน แล้วก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงไฟฟ้า น้ำประปา ไม่มีเอกสารเป็นของตัวเอง อันนี้คือปัญหา เสาที่ ๑ เสาที่ ๒ ก็คือการรักษาไว้ซึ่งการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีและภาษาประจำเผ่า หรือการทำเศรษฐกิจชนเผ่าพื้นเมืองที่เรียกว่า Indigenous Economy ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาล ทั่วโลกพยายามสนับสนุนอยู่ ณ ปัจจุบันนะครับ เรื่องที่ ๓ เด็กรหัส G ก็คืออนาคตของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อไม่ให้เป็นการส่งต่อ ความเหลื่อมล้ำจากรุ่นปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก จากตาสู่แม่สู่ลูกหลานของเขานะครับ เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องการพิสูจน์สิทธิของสัญชาตินะครับ แต่ถ้านี่คือ ๔ เสาเป้าหมายหลัก ในการยกระดับสิทธิของพี่น้องชาติพันธุ์ ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ ณ ปัจจุบัน ในประเทศไทยถ้าท่านเอา ๔ เสาหลักนั้นมาตั้ง แล้วมองกลับกันว่าการเข้าถึงที่ดินอยู่ ที่ดิน ทำมาหากินของพี่น้องชาติพันธุ์ ยกตัวอย่างอย่างเช่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น พี่น้องชาติพันธุ์ไม่สามารถที่จะมีชีวิตมีที่ดินเป็นของตัวเองทำกินอยู่ได้ แต่สามารถ อนุญาตให้โรงไฟฟ้า โรงถ่านหิน เข้าไปสามารถทำมาหากินได้ในพื้นที่ป่าสงวนเป็นต้น อันนี้ ก็เป็นความย้อนแย้ง ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ฝั่งซ้ายมือสุดของท่านประธาน หน้าต่อไปเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม สิ่งที่กำลังสูญหายก็คือตอนนี้มี ๑ ภาษา ภาษาพะล็อก สูญหายไปแล้วถาวร แล้วยังมีอีก ๒๕ ภาษาที่เสี่ยงจะสูญหายในช่วงชีวิตของพวกเรา เรื่องเด็กติด G เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็เห็นได้ชัดว่าอัตราการสำเร็จการศึกษา ชั้น ม.๖ ถ้าเป็นคนที่ใช้ภาษาไทยเป็นปัจจุบันกับที่ใช้ภาษามากกว่าภาษาไทยต่างกันถึง ๒.๕ เท่า อันนี้คือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา สุดท้ายเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ เรื่องเกี่ยวกับสัญชาติก็จะเห็นได้ชัดว่ามีรายงานของ UNICEF ไปสอบถามนะครับว่า ครอบครัวที่รู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับท่านประธาน เกี่ยวกับเชื้อชาติ และถิ่นกำเนิดระหว่างคนที่ใช้ภาษาไทยปัจจุบันเป็นประจำกับที่ไม่ได้ใช้ต่างกันถึง ๕ เท่า อันนี้คือข้อเท็จจริงในประเทศไทยที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมี Gap ที่ห่างจากเป้าหมายอยู่ อย่างมาก คำถามต่อมาเราพูดถึงเรื่องเป้าหมายแล้ว เราพูดถึงเรื่องความเป็นจริงแล้ว เราพูด ถึงเรื่องของ Gap ที่มันเกิดขึ้นแล้ว
คำถามต่อมาก็คือว่าอะไรคืออุปสรรค อะไรคือ Roadblocks สำคัญ ๆ ที่ทำ ให้พี่น้องชาติพันธุ์ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ภายในประเทศไทย ก็บอกท่านประธานอย่างนี้ ครับว่ามันมี 3 Roadblocks สำคัญ ๆ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ก็คือเรื่องเกี่ยวกับ งบประมาณแล้วก็คือเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงาน เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายท่านประธานคง ทราบดีอยู่แล้วครับว่ากฎหมายนี้มันมีปัญหาทับซ้อนกับ ๓ กฎหมายหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ที่ดินครับ อันนั้นก็คือ พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี ๒๔๘๔ พ.ร.บ. ป่าสงวน ปี ๒๕๐๗ แล้วก็ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ หนำซ้ำก็ยังมีมติ ครม.ปี ๒๕๕๓ ที่กำหนด เขตวัฒนธรรมพิเศษที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จนถึงปัจจุบัน ในเรื่องของงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา เรามีงบพิสูจน์สัญชาติและอายุ ๓๕ ล้านบาทนะครับ ถ้าเราใช้ Rate นี้ คนไร้สัญชาติมีอยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ คน หารด้วย ๓๕ ล้านบาท ปีหนึ่ง ท่าน สส. มานพ เคยอภิปรายไว้ปีที่แล้วทำได้ ๑๐,๐๐๐ คน เอา ๘๐๐,๐๐๐ หารด้วย ๑๐,๐๐๐ เท่ากับ ๘๐ ปีครับ กว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับคนไร้สัญชาติในประเทศไทย ได้ ซึ่งผมก็เชื่อว่าท่านประธานกับผมก็ไม่ได้อยู่ในห้องนี้อีกต่อไปแล้ว ยังแก้ปัญหาไม่เสร็จ ถ้าเราเคาะคำว่า ชาติพันธุ์ ไปในงบประมาณแผ่นดินออกมามีอยู่ ๓ โครงการรวมกันแค่ ๒๕ ล้านบาท เมื่อเทียบกับประชากร ๗ ล้านคนทั่วประเทศไทย ถือว่างบประมาณเป็น อุปสรรคสำคัญในการดูแลพ่อแม่พี่น้องชาวชาติพันธุ์อย่างแน่นอน รวมถึงเรื่องของการ บริหารงาน ซึ่งผมคงไม่ลงรายละเอียด เพราะว่าเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงเรื่องเป้าหมายแล้ว พูดถึงเรื่อง Gap แล้ว พูดถึงเรื่องอุปสรรคต่าง ๆ แล้ว กฎหมายที่เรากำลังจะผ่านนี้จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไรนะครับ เรื่องกฎหมายปลดล็อกแน่นอนครับ ให้กลายเป็นเรื่องของเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตพิเศษ บัญญัติรับรองสิทธิและตั้งคณะกรรมการส่งเสริม ในเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณถ้ามี พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็สามารถที่จะให้รัฐบาลสามารถที่จะออกกองทุนตรวจสอบข้อมูลการใช้ ประโยชน์ที่ดินและออกเอกสารรับรองสิทธิในที่ดินของพี่น้องชาติพันธุ์ได้ รวมถึงวิสัยทัศน์ ของรัฐบาลที่จะสามารถสร้าง Indigenous Economy หรือว่าเศรษฐกิจของชนเผ่าพื้นเมือง ต่อไปในอนาคตได้
สุดท้ายนี้ก็ขอวิงวอนเพื่อน ๆ สมาชิกในการผ่านกฎหมายทั้ง ๔ ร่าง ตั้งกรรมาธิการแล้วก็ศึกษาวิธีการสำคัญในการที่จะยกระดับชีวิตของพี่น้องชาวชาติพันธุ์ ทั้ง ๔ เสา อย่างที่ผมได้เรียนไว้นะครับ ขออนุญาตฝากกรรมาธิการครับ สิ่งสำคัญ ๆ ที่น่าจะ เปลี่ยนวิธีคิดของกรรมาธิการแล้วก็ประชาชนคนไทยในประเทศของเราได้พอสมควร Trend ของโลกตอนนี้พิสูจน์แล้วว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนในการช่วยรักษาป่าเป็นอย่างมาก ดูอย่างกราฟด้านขวาเป็นกราฟในประเทศลาตินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นโบลิเวีย บราซิล หรือว่า โคลัมเบียเปรียบเทียบสีแดงคือพื้นที่ป่าที่ไม่มีชาติพันธุ์อยู่ สีเขียวคือพื้นที่ป่าที่มีชาติพันธุ์อยู่ ในพื้นที่ป่าของประเทศเดียวกัน ๒-๓ เท่าครับ การตัดไม้ทำลายป่าลดลงได้เมื่อมีพี่น้อง ชาติพันธุ์อยู่ในเขตป่าเหล่านั้น ก็ขอให้เปลี่ยนวิธีคิดว่าเราจะต้องแยกคนออกจากป่า แยกป่า ออกจากคน แต่ให้คนปลูกป่า แล้วให้พี่น้องชาติพันธุ์มีส่วนร่วมในการศึกษา ในการ พัฒนาการรักษาป่าลดการตัดไม้ทำลายป่าลงในประเทศไทยเป็นไปได้นะครับ สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธานเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจชาติพันธุ์อาจจะยังไม่มีการพูดถึงในประเทศไทยมา แต่วิสัยทัศน์ของผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงนะครับ ฝั่งนี้คือ Indigenous Economy ของประเทศออสเตรเลียนะครับ ๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐครับ ทั้งฝั่งซ้ายของประเทศ แคนาดา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา น่าจะเหรียญของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าอยากจะให้กรรมาธิการชุดนี้เริ่มคิดถึงเรื่องการเปลี่ยนปัญหาสังคม ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในการพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องชาติพันธุ์อย่างที่ประเทศ ออสเตรเลีย ประเทศแคนาดาและประเทศนิวซีแลนด์ได้เริ่มทำแล้วครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ