ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเน้นความจำเป็นในการรับรองสิทธิ ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลายในสังคมไทย
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ขออภิปรายสนับสนุนหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่ใช่เป็นไปตามบทบัญญัติตามมาตรา ๗๐ แห่งรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ที่บัญญัติให้รัฐต้องพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทย กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และที่สำคัญก็คือว่าเพื่อให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีสิทธิดำรงชีวิต ในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุขและ ไม่ถูกรบกวนค่ะ ก่อนที่ดิฉันจะเข้าสู่การอภิปรายเจตนารมณ์ของรัฐบาลและสารัตถะของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานทราบหรือไม่คะว่าวันนี้จำนวนราษฎรแห่ง ราชอาณาจักรไทยประมาณการว่าจะมีอยู่ประมาณสัก ๖๖ ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นคนไทย ทั้งสิ้น ๖๕ ล้านคนและไม่ได้สัญชาติไทยถึง ๙๙๐,๐๐๐ คนค่ะ ด้วยจำนวนราษฎร ๖๐ ล้านคนเกือบ ๗๐ ล้านคนนี้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กระทรวง วัฒนธรรม ผู้ยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้รายงานว่าประเทศไทยมีประชากรที่นิยามตนเอง ว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า ๖๐ กลุ่ม จำนวนกว่า ๑๐ ล้านคน หรือสัดส่วนเป็น ๑ ใน ๗ ของประเทศทีเดียว หมายความว่าอย่างไรคะท่านประธาน หมายความว่าทุก ๆ ๗ คน ที่เราเดินผ่าน โดยเฉลี่ยจะมี ๑ คนที่นิยามตนเองว่าเป็นชาติพันธุ์ ซึ่งอาศัยอยู่และ มีลมหายใจร่วมกับเราทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยนี้ค่ะ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือพวกเขา จำนวนมากยังไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะในเชิงกฎหมายด้วยสัญชาติที่ทำให้พ่อแม่เขา ยังไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที ทำให้ลูกหลานขาดโอกาสทางด้านการศึกษา ขั้นพื้นฐานที่ดี หรือแม้แต่ตัวเขาเองจะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนสักใบค่ะ ทำให้เขา เข้าถึงสิทธิความเป็นพลเมืองอย่างเราทุกคนไม่ได้ แม้ตัวเราเองค่ะต่างคนต่างเกิดมา มีอาหาร ที่ชอบ มีเสื้อผ้าที่อยากใส่ สารพัดความทรงจำที่เกิดขึ้น เราคงไม่อยากให้วิถีชีวิตของคน เหล่านี้สูญหายไปใช่ไหมคะท่านประธาน แต่ละชาติพันธุ์ซึ่งมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ก็มีสำนึกรักที่แตกต่างกัน ปัญหาการขาดกลไกคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรมจึงทำให้ที่ผ่านมา แม้หลายคนจะโชคดีได้รับสถานะของความเป็นพลเมืองไทย แต่ก็มีชาติพันธุ์อีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้โชคดีอย่างนั้นค่ะ ดิฉันจึงต้องการชวนคิดและตามข้อสังเกตจากนักวิชาการท่านหนึ่ง มานำเสนอค่ะ เป็นการกล่าวในวงเสวนา Kick Off กฎหมายชาติพันธุ์ ที่ร่วมกันจัดทำ โดยกระทรวงวัฒนธรรมผ่านสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยและภาคีองค์กรเครือข่าย เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ที่ผ่านมานี้เองค่ะ เขาระบุไว้ว่าการเป็นชาติพันธุ์คือสำนึกของการเป็น คนในกลุ่ม ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวค่ะ ไม่ใช่แค่พี่น้องที่อยู่ในป่าเขาหรือทะเล หรือพวกเรา ทุกคนที่จะใช้สิทธิ ใช้ชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ชาติพันธุ์ จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เราทุกคนล้วนเป็นคนชาติพันธุ์ค่ะ และทุกชาติพันธุ์ก็เป็น คนเหมือนกันค่ะท่านประธาน รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาชัดเจนว่าจะมุ่งมั่นทำให้พี่น้องคนไทยทุกเผ่าพันธุ์มีความเสมอภาค และเท่าเทียม และได้รับการคุ้มครองเป็นคนที่สมบูรณ์ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังค่ะ เราอยู่ ในประเทศไทยด้วยกัน เราเป็นคนไทยด้วยกันและประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พี่น้องทุกคน ที่เป็นคนไทยโดยเท่าเทียมกัน ทุกคนต้องมีสิทธิทางการเมืองโดยเท่าเทียมกัน ท่านประธานคะ ความเสมอภาคเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญและเป็นคุณค่าหลักที่ท่านเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรียึดถือมาตั้งแต่ก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีค่ะ ทั้งนี้ปณิธาน ที่มุ่งมั่นส่งผลในหลาย ๆ วาระและโอกาส ล่าสุดยังมีการย้ำในเวทีแห่งประเพณีการขึ้นปีใหม่ ของลาหู่นานาชาติ ครั้งที่ ๑ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านก็ประกาศชื่นชมความสามัคคีของพี่น้อง ชาติพันธุ์ลาหู่ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามให้กระจาย ไปทั่วโลกค่ะ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติชัดเจนที่จะอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นายกรัฐมนตรี เศรษฐา จึง Post Facebook เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ย้ำว่าเป้าหมายของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ตั้งอยู่บนหลัก Multicultural Society นั่นก็คือจะเป็นหลักประกันให้พี่น้องกลุ่มชาติ พันธุ์กว่า ๖๐ กลุ่ม หรือมากกว่า๑๐ ล้านคน มีความมั่นคงในชีวิต สามารถประกอบอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ยั่งยืน ดำรงอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิต ที่ดี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เจตนารมณ์ที่ชัดเจนในวันนั้นส่งผลต่อมาในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ค่ะ ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจนออกมาเป็นร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้ง ๖ หมวด ๓๕ มาตรา ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครอบคลุม ตั้งแต่กลไกคณะกรรมการระดับนโยบาย ในหมวดที่ ๒ มีการตั้งคณะกรรมการคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจาก ชาติพันธุ์ร่วมด้วย นอกจากนี้ในหมวดที่ ๓ ยังมีการพูดถึงสมัชชากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกในกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเลือกกันเองเพื่อเสนอแนะนโยบายและ มาตรการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อคณะกรรมการค่ะ ท่านประธานคะ นี่เป็นพระราชบัญญัติฉบับแรกในประวัติศาสตร์ ที่เราจะไม่เพียงแต่คุ้มครองวิถีชีวิตของ ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทุกชีวิต แต่จะเป็นหลักประกันว่าทุกลมหายใจบนผืนแผ่นดินไทย มีเกียรติและมีคุณค่าที่จะได้รับการคุ้มครองจากรัฐอย่างเท่าเทียมกันและเสมอภาค สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ค่ะ ดิฉันขอเรียนกับท่านประธานไปยังสมาชิกทุกท่านที่มา ร่วมกันในยุคสมัยที่มีการแบ่งเขาแบ่งเราค่ะ เราต้องเดินตามเข็มนาฬิกามุ่งไปข้างหน้า นำสังคมไทย เคารพวิถีชีวิตของทุกกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลาย ผ่านการลงมติรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอในวันนี้ และดิฉันขอรับหลักการในเรื่องนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน