อรพรรณ จันตาเรือง หารือเรื่องการอนุญาตขอใช้พื้นที่ป่า โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความยากลำบากในการขออนุญาตและขอให้รู้ว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่จะเป็นอย่างไร เธอพูดถึงปัญหาการขออนุญาตที่ยุ่งยาก ทำให้ท้องถิ่นต้องตีเอกสารกลับไปกลับมา และเรียกร้องให้มีการใช้เทคโนโลยีในการขออนุญาตให้เกิดประโยชน์มากขึ้น
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อรพรรณ จันตาเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๖ คนอำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง อำเภอพร้าว อำเภอไชยปราการ พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตตินี้ด้วยนะคะ เนื่องจากพื้นที่บ้านของดิฉัน ๑ พื้นที่ มีป่าทั้ง ๔ ประเภท ประกอบไปด้วย เช่น ป่าสงวน เขตป่า เขตอุทยาน เขตรักษาพันธุ์ ซึ่งพื้นที่ป่า ๑ ป่านี้ เช่น การขออนุญาตนี้ที่ว่ายากแล้ว แต่พื้นที่ในหมู่บ้าน ๑ หมู่บ้าน มีตั้ง ๓-๔ ประเภท ท่านประธานคะ การขออนุญาตจะเป็นอย่างไรบ้างละคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
การสร้างถนนหนทาง ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั้งหมด ต้องขออนุญาต ทุกหน่วยงาน ซึ่งกฎ ระเบียบ ข้อกฎหมายมีความซับซ้อน แต่ละหน่วยงานไม่มีความเหมือนกัน ตีความแตกต่างกันอีกนะคะ เช่น การขออนุญาตใช้พื้นที่จากป่าสงวนตามมาตรา ๓๑/๑ มาตรา ๑๖ มาตรา ๒๐ อำนาจในการขออนุญาตเป็นของอธิบดี โดยความเห็นชอบของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ส่วนอุทยานแห่งชาติและ เขตรักษาพันธุ์เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี นี่ค่ะ นี่คือตารางการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งพระราชบัญญัติปี ๒๔๘๔ นะคะท่านประธาน แต่ปัจจุบันปี ๒๕๖๗ ผ่านมาแล้ว ๘๓ ปี เรายังใช้วิธีการรูปแบบเดิมนี้ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเราพัฒนาไปไหน ต่อไหนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบสารสนเทศ เทคโนโลยี เจ้าหน้าที่มีความสามารถมากมายเลยค่ะ ท่านประธาน แต่เรายังไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่หากหน่วยงานของรัฐยังไม่สามารถ ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้ ดิฉันแนะนำว่าสมัยหน้าให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลค่ะ จากตารางนี้ การขออนุญาตใช้ระยะเวลาทั้งหมดไม่เกิน ๙๐ วัน บอกว่าไม่เกิน ๙๐ วันค่ะ ท่านประธาน ๙๐ วันไม่มีจริงค่ะ เพราะอะไรใช่ไหมคะ ดิฉันเป็นผู้เคยขออนุญาตใช้พื้นที่ป่า เพื่อปักเสาพาดสายเข้าหมู่บ้านของดิฉันเอง เป็นหมู่บ้านแม่เตาะ บ้านแม่เอาะ บ้านแม่นาจร ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวอำเภอไม่ถึง ๑๐ กิโลเมตร แต่ระยะเวลาในการเดินทางของเอกสาร ใช้ระยะเวลาเดินทางตั้ง ๕ ปี ท่านประธานฟังไม่ผิดแน่นอนค่ะ ๕ ปีค่ะ ล่าสุดดิฉันได้รับความ อนุเคราะห์จากเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล สส. นิติพล ผิวเหมาะ ได้ทำการติดตาม ประสานงานจนได้รับการอนุมัติจากอธิบดีนะคะ แต่ ๕ ปีมันยาวนานเกินไป สำหรับความ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนะคะ
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ดิฉันได้ลงพื้นที่ตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว ไปพบ นายกธีรเดช นายกตำบลเมืองคอง ฝากดิฉันผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนะคะ เรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่า เอกสารการตีความ ในตัวหนังสือมีความยุ่งยากมากค่ะ กลับไป กลับมา เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ให้เขียนอีกอย่างหนึ่ง ทำให้หน่วยงานของท้องถิ่นต้องตีเอกสารกลับไป กลับมา ก็เลยฝากมาถามค่ะ ตกลงต้องการ จะให้ท้องถิ่นทำหนังสือแบบไหนคะ กรุณาขอความชัดเจนให้กับท้องถิ่นหน่อยค่ะ เพื่อความ รวดเร็วในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน
ยังไม่พอค่ะ ดิฉันได้ไปบ้านห้วยงูนะคะ พื้นที่ที่นี่เกิดไฟป่า น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนเต็มถนนไปเลยค่ะ ท้องถิ่นกับพี่น้องประชาชนสามารถช่วยเหลือกันเอง แต่ถ้าหาก จะใช้วิธีการขออนุญาตใช้พื้นที่ตามกระบวนการที่เขียนไว้นะคะ ตอนนี้พี่น้องประชาชน คงเหลือแต่ชื่อแล้วค่ะ
ยังไม่พอค่ะ ดิฉันได้ไปผ่านที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งบ้านหนองแขม หย่อมบ้าน ป่าบงงาม หมู่บ้านนี้ถนนเส้นนี้เคยเป็นถนน ค.ส.ล. ท้องถิ่นได้อนุมัติในการทำถนนคอนกรีต เรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีรางระบายน้ำทั้ง ๒ ข้างทาง และถนนก็เกิน ๒๐ ปีแล้ว ก็เลย ขออนุญาตในการใช้ทำถนนใหม่ แต่พื้นที่ตรงนี้ไม่สามารถทำได้ค่ะ เนื่องจากทางอุทยานบอกว่าอยู่ในเขตอุทยาน ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นตั้งงบประมาณไว้ ก็ปัดตกหมดเลยค่ะ ไม่สามารถทำได้ ปัญหามันไม่ใช่ปัญหาของเจ้าหน้าที่นะคะ แต่มัน เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนค่ะ พี่น้องประชาชนต้องเดือดร้อนอยู่แบบนี้ ด้วยความที่ มันล่าช้าในการขออนุญาต การกำหนดตามบัญญัติของกรมป่าไม้และการดำเนินการ ขออนุญาตในเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานดังกล่าว มันขัดกับหลักสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี ๒๕๖๐ คือได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ ของท้องถิ่น ซึ่งหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๕๖ ที่บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มี สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนทั่วถึงตามหลักพัฒนายั่งยืน ท่านประธานคะ แต่การกำหนดแบบนี้ผู้มีอำนาจแค่คนเดียวในการอนุมัติ ทำให้โครงการ ทั้งหมดมันไปกองที่ส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นโครงการใหญ่ โครงการเล็ก ก็จะไปกองอยู่ที่ รัฐส่วนกลางหมดเลย การขออนุญาตมันถึงช้า การพิจารณากลั่นกรองในแต่ละครั้ง ในแต่ละ พื้นที่ก็มีปัญหา แต่ละครั้งในการประชุมแต่ละเดือน ก็คือ ๑ ครั้งจะมีการประชุม ให้บรรจุ ในเรื่องของการอนุมัติได้แค่ ๒๐ เรื่อง ต่อ ๑ ครั้ง
แต่สิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองว่า ทุกเรื่องที่ท้องถิ่นส่งมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ มันคือเรื่องที่มันเร่งด่วนค่ะ ถ้าหาก ไม่เร่งด่วนจริง ๆ ไม่จำเป็นจริง ๆ ท้องถิ่นจะไม่เสียเวลาในการส่งมาให้พิจารณาเลยนะคะ การประชุมในแต่ละเดือนได้แค่ ๒๐ เรื่อง แต่พิจารณาใน ๑ ปี ไม่เกิน ๕๐๐ เรื่อง แต่เอกสาร ที่ค้างอยู่ที่กรมตั้ง ๖๐,๐๐๐ กว่าเรื่อง เราคิดแค่ตัวเลขกลม ๆ ค่ะ เอา ๖๐,๐๐๐ มาหาร ๕๐๐ ใช้ระยะเวลาในการขออนุมัติให้หมด ๖๐,๐๐๐ เรื่องนี้ ตั้ง ๑๒๐ ปีนะคะท่านประธาน อันนี้แค่โครงการที่ค้างพิจารณา แต่โครงการที่ยังจะขออีกต่อไปจะเป็นอย่างไรต่อ ดิฉันคิดว่า ถ้าหากเรายังใช้วิธีการพิจารณาในรูปแบบนี้ ไม่ใช่แค่การขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนนะคะ ทั้งอุทยาน ทั้งเขตป่าไม้ ทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทุกชนิดในรูปแบบ ขอให้มีการลดขั้นตอน ได้ไหมคะ ด้วยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นการแบ่งเบาภาระของคณะกรรมการ พิจารณากลั่นกรอง และขั้นตอนในการขออนุญาตควรจะมีความชัดเจน ใช้เทคโนโลยีมาทำ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทำให้หน่วยงานสามารถตรวจสอบว่าตอนนี้ขั้นตอนถึงไหนแล้ว อย่างไรแล้ว ไม่ต้องมาโทรถาม ถามแล้วถามอีกถามต่ออยู่นั่นค่ะ
ดิฉันเห็นด้วยกับญัตติทั้งหมดทั้ง ๔ ฉบับนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขการเข้าถึงสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าเพื่อประโยชน์ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ดั่งคำโบราณได้กล่าวไว้ว่า คนเฮาใหญ่แล้ว บ่ถ้าไผสอน จิ้งหีดแมงจอน ไผสอนมันเต้น ปัญหาทั้งหมดนี้มันไม่ได้เพิ่งเกิด เช่น การขออนุญาตเป็นปัญหาที่ยาวนาน มาแล้ว ถ้าหากรัฐทราบปัญหาแล้วนำมาแก้ไข ก็คงไม่มีใครนำปัญหามาพูดแล้วพูดอีก พูดต่อเหมือนทุกวันนี้นะคะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน