สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ หารือเรื่องผลการดำเนินงานของ สปสช. ประจำปี 2565 โดยตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของหลักธรรมาภิบาลใน สปสช. และเสนอให้ สปสช. เรียกคืนค่าเสียหายจากหน่วยบริการที่เบิกเงินค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้อง 100% เพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนกลับมาให้การรักษาอีกครั้ง

นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๒๒ พรรคก้าวไกล ตัวแทนพี่น้องประชาชนชาวสวนหลวงและประเวศ วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย ผลการดำเนินงานของ สปสช. ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผม จะอภิปรายถึงผลการดำเนินงานของ สปสช. ประจำปี ๒๕๖๕ นี้ ผมเคยหารือกับ ท่านประธาน ๑ ครั้ง เรื่อง สปสช. ยกเลิกสัญญาโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ๙ แห่ง ที่มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา โดย สปสช. อ้างว่าพบการทุจริตจากการ เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้พี่น้องประชาชนรวมทั้งพี่น้อง ประชาชนชาวสวนหลวง ประเวศ หนองบอน ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ผู้รับการรักษาเดิม ต้องไปใช้สิทธิเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่ไกลกว่าเดิมแทน รายงานเล่มนี้ บอกเราว่า สปสช. ดำเนินงานอยู่บนพื้นฐานที่เป็นหัวใจสำคัญ ๓ ข้อ คือ ๑. ประชาชน เข้าถึงบริการ ๒. การบริการการเงินการคลังมั่งคั่ง และ ๓. การดำรงความธรรมาภิบาล แต่เมื่อผมได้อ่านรายงานของ สปสช. ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ นี้แล้ว ผมอดที่จะตั้งคำถาม ไม่ได้ครับว่า การดำรงอยู่ของหลักธรรมาภิบาลใน สปสช. นั้นยังมีอยู่จริงหรือไม่ เมื่อดูจาก กรณีที่หน่วยบริการเรียกเก็บเงินสาธารณสุขที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ในปี ๒๕๖๓ นำไปสู่ การตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า หน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายบริการ สาธารณสุขเป็นเท็จ ส่งผลให้มีการยกเลิกคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับ เขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่วนใหญ่เป็นเจ้าของสถานพยาบาล ซึ่งปรากฏอยู่ในหน้า ๒๕๒ ของรายงานฉบับนี้ ในช่วงปี ๒๕๖๕ สปสช. ยกเลิกการให้บริการของโรงพยาบาลเอกชนนี้ แต่กลับมี คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครเข้าร่วมตรวจสอบ พบข้อเท็จจริงว่าโรงพยาบาลเอกชนทำเอกสารเป็นเท็จด้วย แบบนี้มันจะสร้างความมั่นใจ ในธรรมาภิบาลได้อย่างไรครับท่านประธาน

หัวใจสำคัญของ สปสช. ในรายงานเล่มนี้อีกประการหนึ่งคือการที่ประชาชน สามารถเข้าถึงการบริการรักษา ผมชวนท่านประธานคิดนะครับว่าการยกเลิกสัญญา โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ๙ แห่ง ของ สปสช. ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม มันคุ้มค่า กับการที่ประชาชนจะต้องเดินทางไปรับบริการรักษาในโรงพยาบาลที่ไกลกว่าเดิม เพราะต้อง เสียเวลาในการเดินทาง เสียค่าเดินทางมากขึ้น ผมเกรงว่าจากประชาชนที่ป่วยอยู่แล้ว จะป่วยซ้ำป่วยซ้อนมากขึ้นไปอีกนะครับท่านประธาน ขณะเดียวกันในรายงานฉบับนี้ยังบอกว่า ปี ๒๕๖๕ สปสช. สามารถเรียกคืนค่าเสียหายจากหน่วยบริการที่เบิกเงินค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้อง ได้ถึง ๑๔๑ แห่ง เป็นเงินประมาณ ๑๙๖ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ผมขอเสนอ นะครับท่านประธานว่าเป็นไปได้หรือไม่ครับ หาก สปสช. เรียกเงินคืนค่าเสียหายได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ทั้ง ๙ แห่งนี้ จะได้รับการพิจารณาคืนสิทธิ กลับมาทำสัญญารูปแบบใหม่ เพื่อให้โรงพยาบาลเหล่านี้กลับมาให้การรักษาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อไปรับการรักษาต่อไป ท่านประธานลองนึกถึงหัวอก คนธรรมดา โดยเฉพาะประชาชนในเขตสวนหลวง เขตประเวศของผมที่ได้รับผลกระทบก็ได้ ในวันที่มีนัดกับโรงพยาบาลเดิม ที่คุณลุง คุณป้าอาศัยอยู่ในชุมชนบริเวณโรงพยาบาล แพทย์ปัญญา และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนั้นแล้ว กลับต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ และต้อง รอขึ้นรถโดยสารสาย ๑๑๕ ตอนตีห้า เพื่อเดินทางไปโรงพยาบาลเลิดสินในเขตบางรัก ที่ไกลกว่าเดิม ๒๐ กิโลเมตร เผชิญกับสภาพการจราจรที่ติดขัดตั้งแต่ช่วงถนนสุขุมวิท ถนนพระราม ๔ และย่านสีลม ที่ทำให้ต้องใช้เวลาในการโดยสารรถโดยสารหลายชั่วโมง แล้วเมื่อถึงโรงพยาบาลแล้ว ก็ต้องรอคิวหมอนัดเพื่อเข้ารับการรักษา ซึ่งใช้เวลา ๕-๖ ชั่วโมง สรุปแล้วคุณลุง คุณป้า อาจจะต้องใช้เวลาในการไปโรงพยาบาลไกล ๆ ๑ วันเต็ม ๆ นะครับ ท่านประธาน

ผมฝากถึงผู้ชี้แจงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธาน กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านท่านประธาน ให้พิจารณาเรื่องตามที่ผมได้เสนอไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของ สปสช. บนพื้นฐานของการเข้าถึงบริการโดยสะดวก และมีหลักธรรมาภิบาลเป็นที่ตั้ง ขอบคุณครับท่านประธาน