ปวิตรา จิตตกิจ วิพากษ์รายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพปี 2565 ที่ขาดความจริงจังและไม่สะท้อนปัญหาสุขภาพอย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ถึงความไม่เหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณ ทั้งการดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับงบลดลงและการสนับสนุนหน่วยบริการในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่พัฒนา พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการจัดสรรวัสดุการแพทย์ เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ที่ล่าช้า ไม่เป็นระบบ และไม่ทั่วถึง รวมถึงข้อจำกัดของคลินิกชุมชนอบอุ่นในกรุงเทพมหานครที่ไม่เพียงพอ ร่วมถึงการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยโรคหายาก และเสนอให้บรรจุวัคซีนไข้เลือดออกในแผนสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบสาธารณสุขอย่างจริงจัง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนแทนที่จะเน้นเพียงค่าใช้จ่าย
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ปวิตรา จิตตกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตบางกอกใหญ่ เขตธนบุรี เขตภาษีเจริญ แขวงศิริราชและแขวงบางเชือกหนัง กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉัน ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบ รายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ฉบับนี้ ซึ่งดิฉันขออนุญาตใช้คำนี้และขอเรียกรายงานฉบับนี้ สั้น ๆ ว่ารายงานลูบหน้าปะจมูกค่ะ ทำไมต้องใช้คำนี้นะคะ เพราะว่ารายงานฉบับนี้ ไม่ได้รายงานปัญหาสาธารณสุขไทยอย่างจริงจังค่ะ แล้วก็ไม่ได้ทำอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งงบประมาณที่ผ่านมาก็ถูกจัดสรรเป็นเศษเงินมากกว่าการลงทุน เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนค่ะ ดิฉันอยากเชิญชวนท่านประธานผ่านไปยังประชาชนที่ชมอยู่ แล้วก็ผู้ทำรายงานให้ตั้งข้อสังเกตประเด็นเหล่านี้ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ประเด็นแรก จะเห็นว่ารายงานผลการดำเนินงานในปี ๒๕๖๕ มีงบประมาณ เพิ่มขึ้นค่ะ อาทิ ในหน้า ๑๐๖ หมวดจำนวนงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๑-๒๕๖๕ ข้อที่ ๑.๒ ตามภาพนะคะ เงินเดือนของหน่วยบริการภาครัฐ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี และปีล่าสุดอยู่ที่ ๕๘,๓๔๑ ล้านบาท แต่ทว่างบประมาณที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างการบริการ สาธารณสุข อย่างผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงกลับอยู่ที่ ๙๙๐ ล้านบาท ซึ่งก็มีแนวโน้มลดลง จากปี ๒๕๖๑ เห็นไหมคะ กราฟติดดินเลยนะคะ หรือว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการ ในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับอยู่ที่ ๑,๔๙๐ ล้านบาท ซึ่งก็เท่าเดิมค่ะ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ จนถึงปี ๒๕๖๖ ไม่มีการพัฒนา สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ แต่ว่างบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุไม่ได้โตตาม และปัญหา สาธารณสุขในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ที่จะทำให้ประชาชนได้เข้าถึงสิทธิการรักษาได้อย่างเท่าเทียมกัน
ประเด็นที่ ๒ รายงานหน้า ๑๙ มีการพูดถึงโครงการขอรับผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แผ่นรองซับ โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีที่ประชาชนควรจะได้รับอย่างเท่าเทียม แต่ว่า โครงการนี้มีปัญหาอย่างมาก ในเรื่องของการจัดสรรการจัดการอย่างไม่เป็นระบบของ หน่วยงานรัฐด้วยกันเอง ดิฉันก็ไปที่หน้างานมานะคะ เช่น กรุงเทพมหานครเพิ่งได้รับผ้าอ้อม เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทราบไหมคะว่าประชาชนในพื้นที่ดิฉันลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อจะรอรับผ้าอ้อมนี้ล่วงหน้า ๑ ปี เพิ่งจะได้รับค่ะ นั่นหมายความว่ารอจนเสียชีวิต รอจนบางท่านตายจาก และผ้าอ้อมที่ได้รับนี้ก็เป็นการจัดสรรสิทธิจากคนที่เสียชีวิตไปแล้วบ้าง บางคนก็ถอดใจไป ไปรับไม่ไหวค่ะ ให้มาที ๙ Pack ใหญ่ ๆ ซึ่งตอนแรกเจ้าหน้าที่แจ้งว่า จะจัดส่งให้ถึงที่ แต่พอถึงเวลาหน้างานจริงให้เรียกรถไปรับเอง ลำพังผู้สูงอายุที่มีภาวะแบบนี้ ก็มีเงินน้อยอยู่แล้ว ดังนั้นจะต้องหาทางไปรับผ้าอ้อมเองอีก ก็สร้างปัญหาให้เยอะนะคะ ไม่ทราบว่าเรื่องนี้ได้สะท้อนผ่านไปยัง สปสช. บ้างหรือไม่คะ ยังไม่รวมถึง Budget งบประมาณเฉลี่ยที่ให้ซื้อผ้าอ้อมแต่ละชิ้น โครงการนี้อยู่ที่ ๓๐ บาทต่อวันต่อคน ๑ ชิ้นอยู่ที่ ๙.๕๐ บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ฝากสะท้อนมาค่ะ ผู้ปฏิบัติงานบอกว่าหามาได้ ๙.๕๐ บาท ได้แค่นี้ ก็บุญแล้วค่ะ หาคนประมูลมาทำงานนี้ได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ในท้องตลาดหาไม่ได้แล้วค่ะ ท่านประธานทราบหรือไม่คะว่าข้อมูลของผู้ที่มีความยากลำบาก ในการช่วยเหลือตัวเอง ในการขับถ่ายมีจำนวนประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ คน ในประเทศเราส่วนใหญ่เป็นผู้พิการ เป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้หรือรายได้น้อยมากค่ะ แต่ว่าในปี ๒๕๖๖ โครงการดูแลผู้ป่วย ทั่วประเทศของ สปสช. ก็ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยอยู่ที่ ๔๔,๖๖๗ คน และมีฐานข้อมูลผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงผู้มีปัญหาการกลั้นการขับถ่ายอยู่ที่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน นั่นคือตัวเลขมันไม่ตรงกัน ใช่ไหมคะ มันตกหล่นค่ะ หมายความว่าผู้ป่วยทั่วประเทศยังไม่เข้าถึงสิทธินี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อน ว่าการจัดสรรงบประมาณในรายงานฉบับนี้มีปัญหา อีกทั้งการทำงานของหน่วยงานรัฐ ไม่ได้เชื่อมโยงกันจริง ๆ ค่ะ คนเขียนรายงานเป็นอย่าง คนหน้างานก็ไม่เคยคุยกัน ไม่มีโอกาส ได้สะท้อนปัญหา แล้วก็ผ่านมาในรายงานเล่มนี้ค่ะ
ประเด็นที่ ๓ จำนวนคลินิกชุมชนอบอุ่นที่มีไว้ดูแลรักษาผู้ป่วยขั้นปฐมภูมิ ในสภาพความเป็นจริงที่ไม่สอดคล้องกัน กรุงเทพมหานครมีประชากรที่จะใช้บัตรทอง อยู่ประมาณ ๕ ล้านคน แต่ว่าคลินิกชุมชนอบอุ่นมีเพียงแค่ ๒๗๖ แห่ง เฉลี่ยแล้ว ๑ คลินิก ดูแล ๑๘,๐๐๐ คน ท่านประธานดูภาพนะคะ พื้นที่ของคลินิกชุมชนอบอุ่นขนาดนี้จะสามารถ รองรับประชาชน ๑๘,๐๐๐ คนได้อย่างเพียงพอหรือไม่ ดูแลทั่วถึงหรือเปล่า ดิฉันก็เคยได้มี โอกาสตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการเกี่ยวกับเรื่องนี้นะคะว่า ทำอย่างไรถึงจะให้เพียงพอ ท่านตอบมาว่าหมอไม่พอ สร้างคลินิกไปก็ไม่มีประโยชน์ ดิฉันฟังแล้วก็ชวนถอนหายใจค่ะ
ประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องกลุ่มโรคหายาก หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Rare Disease ถูกพูดเพียงแค่ ๗ คำเท่านั้น ในรายงาน ๔๐๐ กว่าหน้าเล่มนี้ ทั้ง ๆ ที่ เมื่อปี ๒๕๖๕ ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ได้จัดการเสวนาวิชาการเรื่องนี้ ได้ให้ความสำคัญไป แต่ข้อเท็จจริงกลุ่มคนที่ป่วยโรค Rare Disease โรคหายากนี้มีความน่าเศร้า น่าสงสารมากค่ะ เนื่องจากไปหาหมอแล้วก็เบิกค่ารักษาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เขาก็มีสิทธิบัตรทอง เหมือนกับประชาชนกว่า ๔๗ ล้านคน แต่ไม่มีสิทธิรักษา เพียงเพราะว่าเขาป่วยเป็นโรคหายาก ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคนี้ก็สูงมาก ปัจจุบัน สปสช. ได้นำร่องเพียง ๒๔ โรค เฉพาะโรค ในกลุ่มพันธุกรรม Metabolic ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ แต่ในความเป็นจริงโรคหายากแบบนี้ มี ๗,๐๐๐ กว่าชนิด และอยู่ในกลุ่ม Non Metabolic ซึ่งสิทธิบัตรทองไม่ได้ครอบคลุม ยังไม่รวมประเด็นยาบางประการที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ หากจะเข้าถึงก็ต้องจ่ายเงินเอง
ประเด็นสุดท้าย เรื่องการบรรจุวัคซีนไข้เลือดออกเข้าไปในแผนการเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันของโรคกระทรวงสาธารณสุข ไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่น ทุกคนมีสิทธิเป็นค่ะ เป็นแล้วก็เป็นอีกได้ แข็งแรงหรือว่ามีโรคประจำตัว มีโอกาสเป็นค่ะ ไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง ท่านประธานคงทราบนะคะว่าวัคซีนขณะนี้มีราคาสูงมาก แต่การป้องกันเชิงรุกย่อมดีกว่า การตั้งรับค่ะ
จากประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมาสะท้อนถึงสภาพปัญหาระบบสาธารณสุขไทย การสร้างรัฐสวัสดิการที่ล้มเหลวและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ดิฉันหวังว่ารายงาน ฉบับหน้าเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงว่าระบบสาธารณสุขที่ใช้เงินเป็น และให้ความสำคัญ กับการสร้างระบบสาธารณสุขถ้วนหน้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่รายงานให้สภารับทราบค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน