สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ธัญธร ธนินวัฒนาธร แสดงความกังวลเกี่ยวกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและจำนวนผู้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ลดลง เธอเรียกร้องให้รัฐมนตรีให้ความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยทุกคน โดยไม่ให้ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียงถูกทอดทิ้ง และเสนอแนะให้รัฐเข้าไปช่วยเหลือในการจัดการกับปัญหาการรับประกันสุขภาพที่เกิดขึ้นหลังจากโควิด-19 ระบาด นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องการกระจุกตัวอย่างผิดปกติของงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น และเรียกร้องการจัดสรรงบประมาณให้เท่าเทียมและทั่วถึงยิ่งขึ้น

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๓๐ เขตบางแคและเขตภาษีเจริญ จากพรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายรายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมขอเริ่มด้วยสไลด์นี้ครับ ท่านประธาน ค่าใช้จ่ายรวมด้านสุขภาพเมื่อเรามาดูกราฟจากเอกสารรายงานของ สปสช. ที่เราจะเห็นได้ชัดว่ากราฟนั้นมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนะครับ นี่คือรายจ่ายรวม ด้านสุขภาพของประเทศไทย ซึ่งกราฟยิ่งสูงเท่าไรก็หมายความว่าเรามีรายจ่ายด้านสุขภาพ สูงมากเท่านั้น และปี ๒๕๖๓ อยู่ที่ ๗๑๑,๗๗๗ ล้านบาท แล้วผมก็เอะใจว่านี่เป็นรายงานของ ปี ๒๕๖๕ ทำไมกราฟมันถึงจบแค่ปี ๒๕๖๓ ในเล่มรายงาน ผมก็เลยลองไปค้นดูครับ ท่านประธาน ที่เราคุยกันสักครู่ว่าปี ๒๕๖๓ นั้นแตะระดับ ๗๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่สูงที่สุด เป็นประวัติศาสตร์แล้วนั้น ยังมีสูงกว่านี้อีกครับ ปี ๒๕๖๔ นั้นอยู่ที่ ๘๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีเดียวเพิ่มมากว่า ๑.๖ แสนล้าน คิดเป็น ๒๒.๔๒ เปอร์เซ็นต์เชียวนะครับ และในเมื่อเอกสาร สรุปปี ๒๕๖๕ ทำไมถึงไม่มีตัวเลขในปี ๒๕๖๔ เข้ามาในเล่มรายงานด้วย ก็ยังไม่แน่ใจ เหมือนกันนะครับ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อเช้าท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ไม่เสียหาย ก็ได้มาตอบ กระทู้ถามสด ไม่แน่ใจว่าท่านได้รู้ตัวเลขเหล่านี้หรือยัง หากท่านได้รู้รับทราบแบบนี้แล้วว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร ก็ขอฝากท่านประธานถึงผู้บริหารกระทรวงนะครับว่า ให้ทำอะไรสักอย่าง รวมถึงกำกับดูแลสาธารณสุขไทยให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ทีนี้เราลอง มาดูจำนวนผู้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพกันบ้าง ถ้าท่านประธานสังเกตตารางดี ๆ คนพิการ ผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องฟื้นฟู ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงทำไมนับวันจำนวนยิ่งถอยลงละครับ จำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ เลยนะครับ เราประสบความสำเร็จในการรักษาพี่น้องประชาชนเหล่านี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้หายดีเป็นปกติสุขแล้ว ไม่จำเป็นต้องฟื้นฟูสมรรถภาพแล้ว หรืออย่างไรครับ

ในหน้าถัดไปจะเป็นการกายภาพบำบัดหรือฟื้นฟูการได้ยิน หรือกระตุ้น พัฒนาการ ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการเห็นก็ต่ำเตี้ยลงทุกปีเลยครับ หากท่านจะอธิบายด้วย เรื่องของภาวะโควิด แล้วการฟื้นฟูประเภทอื่น ๆ ทำไมถึงไม่ลดลงไปด้วยละครับ อันนี้ก็ต้อง ขอฝากท่านรัฐมนตรีลงไปดูแลผู้ป่วยพี่น้องชาวไทยให้ทั่วถึงถ้วนหน้าจริง ๆ จัง ๆ นะครับ อย่าให้พ่อแก่แม่เฒ่า ผู้พิการ ผู้ติดเตียงต้องถูกทอดทิ้งแล้วหายไปจากระบบการรักษาเลย สไลด์นี้ก็พูดถึงเรื่องของ IP Anywhere ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับบริการเป็นผู้ป่วยในแบบต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว มีจำนวน ๓๔.๘๘ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวแล้ว ก็นับว่าผู้ป่วย จำนวน ๑ ใน ๓ นี้ ได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้นมากจริง ๆ ครับท่านประธาน แต่ตรงนี้ผมก็อยากให้ท่านเน้นที่การเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้ารับบริการอย่างแพร่หลายกว่านี้ เถอะครับ ถ้าท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหลาย ณ ที่นี้ได้ลองสัมผัสการบริการในโรงพยาบาล ของรัฐบาล หรือได้ใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเองนั้น ท่านจะเข้าใจเลยครับว่าการที่ พี่น้องประชาชนต้องเดินทางไปเพื่อขอให้ส่งตัวสำหรับการรักษาต่อเนื่องนั้น เป็นภาระกับ พี่น้องประชาชนมากมายขนาดไหน แล้วจะหนักหนาสาหัสกว่านั้นมากถ้าพี่น้องเหล่านี้รักษาตัว อยู่ตามส่วนภูมิภาคตามต่างจังหวัด หรือว่าย้ายมาอยู่คนละจังหวัดกันแล้ว

นอกจากนั้น ประเด็นเรื่องโควิดก็ยังไม่ห่างหายไปไหน ปัจจุบันนี้สายพันธุ์ JN.1 ซึ่งเป็นรุ่นลูกของ Omicron BA.2.86 ผู้ป่วยก็มีระบบทางเดินหายใจคล้ายไข้หวัด ไม่แน่ใจว่า ท่านสามารถประชาสัมพันธ์ได้ทั่วถึงกว่านี้ได้หรือไม่ รวมไปถึงในระบบประกันสุขภาพที่สมัย โควิด-๑๙ ระบาดหนัก บริษัทประกันได้รับผลกระทบ ออกมากำหนดกฎเกณฑ์เข้มข้นไว้ สำหรับการ Claim ประกันด้านสุขภาพ ปัจจุบันรัฐก็ควรเข้าไปกดปลดล็อกได้แล้วครับ เข้าใจนะครับว่าเป็นความจำเป็นด้านสุขภาพ เป็นเงื่อนไขสำหรับการ Admit IPD แต่ประชาชน ยอมจ่ายเงินเพื่อทำประกันสุขภาพให้ตัวเอง เกณฑ์เหล่านั้นอย่างเข้มข้นมากขึ้นเกินไป ประชาชนยอมจ่ายเงินทำประกัน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐ แต่ทุกวันนี้ ทั้งแพทย์และผู้ป่วยยังต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่กล้า Admit IPD กัน กลัวประกันไม่จ่าย แล้วก็เป็นอย่างไรครับ เป็นภาระของรัฐเองที่ต้องนำเงินของประชาชนทั้งประเทศมาจ่าย ค่ารักษาพยาบาลแทน

ประเด็นสุดท้ายที่ผมคงต้องขอฝากไว้จริง ๆ นะครับ จำนวนโครงการป้องกัน การแพร่ระบาดในปีที่ผ่าน ๆ มา โดยกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นนั้นมีการ กระจุกตัวอย่างผิดปกติหรือไม่ จากข้อมูลรายงานของ สปสช. ผมเปรียบเทียบให้ท่านประธาน เห็นเป็นตารางแบบนี้ครับ จากเขตสุขภาพทั้ง ๑๒ เขตทั่วไทย ซึ่งไม่รวมกรุงเทพมหานครนั้น ท่านประธานลองดูช่องที่ผม Highlight ไว้สิครับ แล้วเข้าใจเอาเองคิดว่าเชียงใหม่ ระยอง นครราชสีมาที่ดูแลพี่น้องประชาชนอยู่เป็นจำนวนมากในเขตสุขภาพแล้วกว่า ๖ ล้านคน จะต้องมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเยอะถูกไหมครับ แต่เมื่อผมลองเปรียบเทียบหารเฉลี่ย จำนวนประชากรที่เขตสุขภาพนั้น ๆ จะต้องดูแลว่า ๑ โครงการที่ได้รับการสนับสนุนไปนั้น ได้ดูแลพี่น้องประชาชนอยู่จำนวนกี่พันคนครับ ทั้งในปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ก็เป็นดังตารางที่ Highlight อยู่ด้านขวามือ ผมเทียบสัดส่วนจำนวนประชากรให้เรียบร้อยแล้ว ถ้าท่านประธานลองเอาตัวเลขที่ผม Highlight ไว้นั้น เทียบกับค่าเฉลี่ยแถวล่างที่เป็นสีม่วง ๓ อันดับแรกที่ได้รับเงินสนับสนุน ก็ยังมากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่มากทีเดียวครับ อย่างไรก็ตามจำนวนตัวเลขนี้ด้วยความที่ตอนนี้เป็นรายงาน สปสช. ของปี ๒๕๖๕ ก็เท่ากับว่า ตัวเลขนี้ Delay ไป ๒ ปี หวังว่าปัจจุบันจะมีการจัดสรรงบประมาณกระจายอำนาจดูแล พี่น้องประชาชนให้เท่าเทียมและทั่วถึงยิ่งขึ้นมากกว่านี้นะครับ แล้วผมก็ไม่แน่ใจครับว่า ทาง สปสช. มีวิธีการคัดเลือกโครงการอย่างไร แต่ตัวเลขที่ออกมานี้มันชี้ให้เห็นว่ามีการกระจุกตัว ด้านงบประมาณ งบกระจุกได้ไปจุก ๆ ส่วนพื้นที่อื่นประชาชนอาจจะรู้สึกจุกอกครับ ท่านประธาน ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ