สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

กัลยพัชร รจิตโรจน์ หารือเรื่องการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยขอสนับสนุนการลงทุนเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไตวายเรื้อรัง และเรียกร้องการสนับสนุนจากสปสช. ในการลงทุนเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไตวายเรื้อรัง และการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิเพื่อดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยติดเตียงสูงกว่าเป้าหมาย

นางสาวกัลยพัชร รจิตโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรื่องแรก คือเรื่องของ กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไต ฟอกไต ปลูกถ่ายไตเพิ่มขึ้นมากกว่าเป้าหมายถึง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ และผู้รับบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า ๓ ปีที่แล้วอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถล้างไตทางหน้าท้องเองได้ที่บ้าน ช่วยอำนวยความสะดวก และลดต้นทุนการเดินทางมาฟอกไตที่โรงพยาบาลได้มาก แต่จากประสบการณ์ในพื้นที่ เรายังขาดบุคลากรสุขภาพอาสาสมัครที่ช่วยให้ความมั่นใจให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถดูแลตนเอง ให้ล้างไตที่บ้านได้อย่างเพียงพอ หาก สปสช. ลงทุนกับการเสริมศักยภาพและจำนวน นักบริบาลกลุ่มนี้ในชุมชน นอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายสุขภาพ ยังช่วยแบ่งเบาภาระ การเดินทางของผู้ป่วย ช่วยให้เกิดอาชีพผู้ดูแลสุขภาพในชุมชน ต่อยอดมาดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง กลุ่มอื่น ๆ ได้อีกด้วยค่ะ

นอกจากนี้กรณีผู้ป่วยตายเพิ่มสูงขึ้น ยังแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้อง สร้างเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคไตวายเรื้อรังอย่างจริงจัง รวมทั้งปรับเปลี่ยนระบบนิเวศ อาหาร การส่งเสริมป้องกันสุขภาพชุมชนอย่างครบวงจร เช่น การพัฒนาแนวหน้าสุขภาพ การทดลองจัดทำโปรแกรมสุขภาพดีมีรางวัล ดิฉันหวังว่า สปสช. จะสนับสนุนการลงทุน ในงบส่งเสริมป้องกันสุขภาพมากขึ้นยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ยังมีผู้รับบริการอีกกลุ่มหนึ่งที่มีแนวโน้มต้องการการบริการสูงขึ้นในอัตรา เดียวกัน คือผู้มีภาวะพึ่งพิงกลุ่มติดบ้าน ติดเตียง ซึ่งต้องการรับการดูแลที่บ้านตามแผน การดูแลรายบุคคลมากกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ถึง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ต้องการดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน กลุ่มนี้ทำยอดทะลุเป้าไปเลยนะคะ ทำยอดไปถึง ๑๕๕ เปอร์เซ็นต์ จากที่ท่านตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายติดเตียงอยู่เพียง ๒๐,๑๓๕ คน แต่มีผู้รับบริการจริงถึง ๕๑,๔๔๑ คน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นความจำเป็นที่ สปสช. จะต้องสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อการดูแลผู้ป่วยติดเตียงระยะสุดท้าย ในชุมชนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ได้หมายเพียงแค่การมี รพ.สต. เท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงการเสริม ศักยภาพเครือข่ายสุขภาพอื่น ๆ ในชุมชนด้วย ไม่ว่าจะเป็น อสม. อาสาสังกัดภาครัฐหรือ ภาคประชาสังคมอื่น ๆ ในชุมชน ผู้นำชุมชน นักบริบาล ผู้ดูแลในชุมชนที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน ชมรม พระสงฆ์ แม่ชี นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งสมาชิกในชุมชน ในครอบครัว กลุ่มเหล่านี้ เป็นทุนชุมชน เป็น Social Capital ที่ สปสช. ควรสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ให้เข้มแข็งมากขึ้น เพราะกิจกรรมดูแลสุขภาพส่วนใหญ่ในระยะท้ายเกิดขึ้นในชุมชนค่ะ

สำหรับประเด็นความเคลื่อนไหวเรื่องกุฏิชีวาภิบาลที่ สปสช. และกระทรวง สาธารณสุขต้องการสร้างความร่วมมือกับองค์กรพุทธในวัดทั่วประเทศ ดิฉันชื่นชมในความ สร้างสรรค์และพยายามหาทางออกด้วยการอบรมพระผู้ให้การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้าย แต่ดิฉันขอสะท้อนไว้ในที่นี้ว่าลำพังการอบรมพระจำนวนมาก ๆ ไม่อาจช่วยให้พระ มีความพร้อมในการดูแลและสร้างระบบสุขภาพชุมชนได้ เราต้องการปัจจัยสนับสนุน มากกว่านั้น เช่น การมีบุคลากรที่ทำงานประสานงานระหว่างโรงพยาบาลชุมชน สามารถเป็น ครูพี่เลี้ยงได้ในระยะยาว ประคับประคองงานชีวาภิบาลในชุมชนให้เกิดขึ้นและเติบโตไปได้ ตอนนี้เราเห็นได้ชัดว่าทรัพยากรและกำลังคนใน รพ.สต. ที่ให้มายังไม่เพียงพอ คืองานงอก คนมาแต่ว่างบยังไม่มา โอกาสที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นไปได้ยากค่ะ แล้วก็แน่นอนมีบางชุมชนที่ฝ่าความไม่พร้อมมาได้ เพราะมีทุนในชุมชนที่เข้มแข็งเป็นพิเศษ และทำงานล่วงหน้ามาก่อนบ้าง แต่ถ้าจะให้การดูแลระยะท้ายในชุมชนมีความพร้อมหลาย ๆ ที่ และทันสถานการณ์ รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. ต้องลงทุนทรัพยากรมากกว่านี้ แม้ สปสช. จะมีโปรแกรม ๒ รายการ สนับสนุนการดูแลในชุมชนคือ๑. กองทุนส่งเสริม สุขภาพระดับท้องถิ่น และ ๒. การชวนหน่วยงานเอกชนมาจัดบริการรักษาฟื้นฟูดูแลสุขภาพ ร่วมกันตามมาตรา ๓ ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่เครือข่ายการดูแลใน ชุมชนนั้น ยากที่จะเข้าถึงการสนับสนุนโปรแกรมทั้ง ๒ ของ สปสช. นี้ ดิฉันขอให้ สปสช. พิจารณา ๓ ข้อ คือ ๑. ลดอุปสรรคในการสร้างความร่วมมือกับภาคประชาชน ๒. เพิ่มส่วน แบ่งงบประมาณในการจัดกิจกรรมสร้างเสริมฟื้นฟูดูแลสุขภาพ ๓. เพิ่มความเข้าใจ รับฟัง ข้อกังวล ข้อจำกัดและความต้องการของหน่วยงานต่าง ๆ ในชุมชนด้วย

สุดท้ายนี้ดิฉันขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ รวมทั้งเครือข่ายการดูแลในข่ายใยของ สปสช. ดิฉันยังขอเชิญชวนให้กองทุนประกันสังคม และกองทุนข้าราชการนำเอาแนวทางการดูแลของ สปสช. ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วย เรื้อรังและผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วย ขอบคุณค่ะ