ธรรมนัส ชี้น้ำท่วมลุ่มน้ำปากพนังรุนแรง จี้แก้ยั่งยืนพร้อมตรวจสอบแรงงานผี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๖

ธรรมนัส พรหมเผ่า หารือปัญหาน้ำท่วมและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำปากพนังที่เกิดจากระบบนิเวศเสียสมดุล ทั้งน้ำเค็มรุกล้ำในฤดูแล้งและน้ำท่วมขังในฤดูฝน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบจากการสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิที่แม้จะได้ประโยชน์ด้านน้ำจืดแต่กลับทำลายวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง จึงเรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งศึกษาและแก้ไขอย่างยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน การลงพื้นที่ตรวจสอบจริง และการตั้งคณะกรรมการเพื่อหาแนวทางแก้ไขรวมถึงการพิจารณาสร้างคลองระบายน้ำ พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบกรณีการจ้างแรงงานผีในโครงการของกรมชลประทานย้อนหลังเพื่อความโปร่งใส

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

จากอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสจนถึงปากอ่าวปากพนังระยะทางทั้งหมด ๑๕๐ กิโลเมตร ซึ่งแต่ก่อนลุ่มน้ำมีความอุดมสมบูรณ์นะครับ พี่น้องชาวนครศรีธรรมราชเขาทำมาหากินกัน อย่างมีความสุข ธรรมชาติที่นี่สวยงามนะครับ แต่พอคนมาอยู่เยอะ ๆ ระบบนิเวศมันเสีย พอมันเสียนะครับ ในช่วงปี ๒๕๓๐ ทางกรมชลประทานเริ่มรู้ปัญหาทั้งหน้าแล้งและ หน้าฝน หน้าแล้งน้ำเค็มจากปากพนังทะลักเข้ามาสู่บนพื้นที่แม่น้ำปากพนังจนถึง ระยะเกือบ ๕๐-๘๐ กิโลเมตร ทำให้แหล่งน้ำจืด ปริมาณน้ำจืดสำหรับอุปโภคบริโภค และภาคการเกษตรไม่เพียงพอ และสิ่งสำคัญที่สุดเวลาหน้าฝนน้ำจากป่าพรุ ซึ่งเป็น น้ำเปรี้ยว ลุ่มน้ำปากพนังเป็นพื้นที่ต่ำรับน้ำจะเกิดอุทกภัยขึ้นทุกปี และเวลาน้ำท่วมน้ำจะขัง อยู่ประมาณ ๓-๔ เดือน ทำให้พี่น้องประชาชนแถบลุ่มน้ำปากพนังมีความเดือดร้อน ดังนั้นทางกรมชลประทานก็ศึกษาว่าจะทำอย่างไร

ปัญหาแรก หน้าแล้งเลยมีการศึกษาและสร้างประตูน้ำ ซึ่งเราเรียกว่าประตู ระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิบริเวณปลายเกือบถึงปากอ่าว เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดและ เวลาหน้าฝนทางกรมชลประทานก็ทำคลองลัดตัดน้ำออกอ่าวไทยโดยตรงเลย ระบายน้ำออก อ่าวไทยไม่ให้น้ำขัง สิ่งเหล่านี้ที่ทางกรมชลประทานตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ศึกษาจนปี ๒๕๔๒ สร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิเสร็จคิดว่าปัญหาจะคลี่คลาย แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำลายสมดุลระบบนิเวศ เวลาฤดูปิดประตูระบายน้ำนะครับ น้ำจากประตูระบายน้ำ จนถึงอ่างเก็บน้ำกลายเป็นน้ำนิ่ง ระบบนิเวศเสียเกิดตะกอนวัชพืช แทนที่เราจะมีน้ำจืด ที่บริสุทธิ์ที่สามารถอุปโภคบริโภคได้ เลยกลับกลายเป็นบางที่เป็นน้ำเน่า บางที่วัชพืชประเภท ผักตบชวา ผักกระฉูดขึ้นเต็มไปหมด ดังนั้นถามว่าตอบโจทย์เรื่องการแก้ปัญหาแหล่งน้ำจืดไหม กลับกลายตอบได้บางส่วน แต่ปัญหาที่มันหนักกว่านั้นคือการทำลายระบบนิเวศ อันนี้ เรื่องแรกนะครับ หน้าฝนน้ำที่เคยท่วมนะครับ ถามว่าแก้ได้ไหม แต่แก้ได้ แก้ได้บางส่วน สรุปแล้วคือการสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิที่ทางกรมชลประทานสร้างเสร็จ ปี ๒๕๔๒ มีประโยชน์ไหม มีประโยชน์ ขณะเดียวกันเกิดผลเสียต่อระบบนิเวศไหม มีผลเสีย เพราะฉะนั้นได้กับเสียเป็นสิ่งที่ทางกรมชลประทานต้องกลับมาคิดในการแก้ปัญหา ตอนผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผมลงในพื้นที่ เพราะมีพี่น้อง ประชาชนเขาร้องเรียนว่า ผักตบชวาเหนือประตูระบายน้ำทะลักขึ้นมาเป็นระยะทางเกือบ ๑๐๐ กิโลเมตร ขณะเดียวกันท้ายประตูระบายน้ำดินตะกอนเต็มไปหมดนะครับ ระบบนิเวศ การทำมาหากินพี่น้องประมงชายฝั่งเดือดร้อนกันหมด เวลาหน้าฝนเวลาเขาเปิดประตู แต่ช่วงนี้ช่วงเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม เขาเปิดประตูนะครับ น้ำจืด ลงไปทะลักพี่น้องทำมาหากินกระชังเลี้ยงปลาเดือดร้อนกันหมด อันนั้นแสดงให้เห็นว่า เป็นการทำลายระบบนิเวศ ทำลายธรรมชาติ

สิ่งที่ทางกรมชลประทานจะต้องแก้ไขตามที่เพื่อนสมาชิกได้ตั้งกระทู้ถามว่า แผนเราจะแก้ปัญหาอย่างไร แน่นอนครับแผนระยะด่วนเราทำอย่างไรเร่งด่วน ผักตบชวา ทำอะไรไม่ได้ครับ นอกจากเก็บแล้วไปทำปุ๋ย ซึ่งมันเป็นการแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน ไม่ยั่งยืน และแผนที่เร่งด่วนที่ทำกันมา ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอกโดยใช้งบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ โดยกรมชลประทานขุดลอก ปี ๒๕๖๖ ทางกรมเจ้าท่าขุดลอกอีก และปี ๒๕๖๖ ที่กำลัง ขุดลอกโดยงบประมาณ ๑๔๓ ล้านบาท ระยะทางจากปากอ่าวขึ้นมาถึงแม่น้ำ ๓๕ กิโลเมตร จะแล้วเสร็จประมาณกลางปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ทางกรมชลประทานตั้งงบในการขุดลอก อีก ๒ กิโลเมตร ตั้งแต่ประตูระบายน้ำ ผมถามว่าทำอย่างนี้มันแก้ปัญหาได้ไหม มันแก้ปัญหา ได้เพียงชั่วคราวครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคำถามที่ท่านประเสริฐพงษ์ได้ถามผ่าน ท่านประธานเมื่อสักครู่ว่า ทางกรมชลประทานมีแผนที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างยั่งยืนอย่างไร สิ่งแรกที่ทางกรมชลประทานจะต้องกลับมาคิดและทบทวนศึกษาใหม่ว่า หลังจากที่เกิด ประตูระบายน้ำการทำคลองลัดต่าง ๆ แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึง ปัจจุบันนี้มันคืออะไร ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการทำงานเชิงรุกของ หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมไม่อยากให้วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ของรัฐบาลก่อน ๆ นะครับ มีแต่ตั้งและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ผมจะต้องทำ คือผมจะลงพื้นที่จริงในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตั้งแต่อ่างเก็บน้ำ จนถึงปากอ่าว และสิ่งสำคัญที่สุดการทำงานภาครัฐมันต้องมีการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ หากรัฐคิดจะทำอะไรไม่ถามชาวบ้านเลย เหมือนที่กำลังจะทำโครงการ สำคัญ ๆ ใหญ่ ๆ ปัญหาก็หนีไม่พ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อันนี้เฉพาะเป็นบางส่วนนะครับ มีแหล่งน้ำหลาย ๆ ส่วนที่สร้างแล้วแก้ปัญหาเก่า แต่ปัญหาใหม่เกิดขึ้น แล้วก็ไม่แก้กัน อย่างยั่งยืน ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมอยากจะตอบท่านประธานผ่านไปถึงท่านประเสริฐพงษ์ว่า ผมจะลงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง แล้วตั้งคณะกรรมการศึกษาการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของ ลุ่มน้ำปากพนัง ไม่ว่าจะเรื่องของระบบนิเวศการขุดลอกการทำให้น้ำมีชีวิต คือไม่ใช่ให้น้ำ มันนิ่งจะทำอย่างไร ฉะนั้นทางกรมชลประทานต้องไปศึกษาตรงนี้แล้วทำแผนแก้อย่างยั่งยืน วันนี้ตอบไม่ได้ว่าจะทำแผนอย่างไร ต้องศึกษาและให้ประชาชนมีส่วนร่วมนะครับ

ประเด็นที่ ๒ บริเวณปากอ่าวที่เวลาหน้าแล้งตะกอนทับถมเต็ม เราจะมีคลอง เขาเรียกว่าคลองลัดระบายน้ำจากปากอ่าวไปถึงอ่าวไทย ประตูเล็ก คลองเล็กจะต้องทำ อย่างไร เป็นเรื่องที่ทางกรมชลประทานต้องศึกษา หลังจากที่ผมลงพื้นที่แล้วผมอาจจะ ขออนุญาตให้ท่านประเสริฐพงษ์ตั้งกระทู้ถามอีกรอบหนึ่งนะครับ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องกรมชลประทานจ้างแรงงานผี อันนี้เป็นเรื่องที่ผมตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลที่แล้ว เท็จจริงอย่างไรเดี๋ยวผม จะนำเรียนให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณมากครับท่านประธาน