สมศักดิ์ เทพสุทิน ระบุว่าได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามสดแทน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีต้องเดินทางเข้าร่วมประชุม ASEM พิเศษที่ประเทศญี่ปุ่น โดยยืนยันว่าการเตรียมการดังกล่าวทำล่วงหน้าแล้วพร้อมเสนอตารางการเดินทางเป็นหลักฐาน ต่อมาอภิปรายชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตอบกระทู้ถามของนายกรัฐมนตรีต่อกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ โดยยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงหรือการให้ตำแหน่งในกระบวนการโยกย้ายข้าราชการตำรวจตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ๒๕๖๕ และอธิบายว่าคำพูดของนายกรัฐมนตรีเป็นการกล่าวถึงการจัดสรรบุคลากรภาพรวมเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด ไม่ใช่การเสนอชื่อรายบุคคล พร้อมทั้งอ้างคำยืนยันจาก ผบ.ตร. ว่าไม่มีการแทรกแซงดังกล่าว
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกระผม ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามสดแทน ซึ่งการทำงานและ การดำเนินการในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่าไม่ได้มาตอบกระทู้ถามแทน ซึ่งในครั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศที่ประเทศญี่ปุ่น ASEM พิเศษ ในขณะที่เราตอบกระทู้ถามพูดคุยซักถามกันอยู่นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่บนเครื่องบิน ซึ่งได้เตรียมการดำเนินการในเรื่องของ ASEM นี้ไว้ก่อนนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มดำเนินการ เมื่อวานนี้หรือวันนี้อย่างไร แต่สำหรับกระทู้ถามของเราเป็นกระทู้ถามสด ซึ่งเป็นเวลากระชั้นชิด ท่านนายกรัฐมนตรีไม่สามารถจะมาตอบท่านได้จริง ๆ จากเหตุผลและหลักฐานที่ผมจะมอบ ให้ท่านประธาน ในตารางการเดินทาง ตารางการบินต่าง ๆ ผมจะมอบให้กับท่านประธาน ที่เคารพไว้เป็นหลักฐานต่อไป
ท่านรังสิมันต์ โรม ได้เรียนกับที่ประชุมว่าผมได้มาตอบกระทู้ถาม ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ประเทศที่ท่านเป็นประธานอยู่ เป็นข้อเท็จจริงครับผมได้มาตอบกระทู้ถาม ผมได้พยายาม ตอบคำถามทั้งหมด แต่คำถามที่ท่านถามนั้นมันอาจจะลึกเกินไปสำหรับผู้บริหารที่จะไปล้วงลูก เพราะในกรณีเรื่องของการทำงาน การโยกย้าย แต่งตั้งเหล่านั้น ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถที่จะไป ล้วงลูกในการดำเนินการในการโยกย้าย แต่งตั้ง แม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ตาม พ.ร.บ. ใหม่ ของตำรวจ ก็มีสิทธิที่จะเสนอชื่อบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งได้เพียงบุคคลเดียวคือ ตำแหน่ง ผบ.ตร. เท่านั้น ในส่วนนายพลอื่น ๆ ผบ.ตร. เป็นผู้นำเสนอ ทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก.ตร. แล้ววันนั้นผมก็ได้พยายามอธิบายความว่าพระราชบัญญัติตำรวจ แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๕ นี้ได้บัญญัติขึ้นใหม่ในสภาผู้แทนราษฎรของเรานี้ ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ก็ได้ดำเนินการ มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจที่เรียกว่า ก.ตร. และมีคณะกรรมการ พิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ ก.พ.ค.ตร. และคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ของตำรวจ ก.ร.ตร. ซึ่งกรรมการได้ถูกคัดสรร หรือสอบบางส่วนของคณะกรรมการแต่ละชุดนั้น ได้อธิบายความไว้อย่างชัดเจน และถ้าหากว่าใครถูกใจ ไม่ถูกใจ ก็สามารถที่จะไปร้องเรียน ในคณะกรรมการผู้ทรงวุฒิดังกล่าวได้ สืบเนื่องจากคำถามของท่านรังสิมันต์ โรม พูดถึง ในกรณีวันที่ ๒๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมาที่เป็นคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเรา ไปสอบสวนทวนความดูเอกสารทั้งหมดในการประชุม ก.ตร. ครั้งแรกที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมประธาน ก.ตร. แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตอบคำถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ทีนี้ การพูดคุยหรือการตอบคำถาม ผมก็บอกแล้วว่าผู้ฟังอาจจะฟังในมุมมองที่แตกต่างกัน จากคำถามและคำตอบ แต่ถ้าเราหาหลักฐานมาประกอบในการพูดคุยหรืออธิบายและ มีเวลามาก ๆ ผมก็จะพยายามพูดคุยอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีพูดแบบกระชับ อาจจะทำให้สังคมเข้าใจไปอีกทิศทางหนึ่ง และมีการนำไปขยายผลในทางการเมืองที่เป็น เชิงลบ จากคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีได้อธิบายชัดเจนว่าไม่มีการให้ความช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะในประโยคแรกที่กล่าวว่ามั่นใจว่ามีผู้ผิดหวัง สะท้อนว่าไม่มีการช่วยเหลือ จึงมั่นใจว่ามีผู้ผิดหวังอย่างแน่นอน ส่วนคำพูดที่ว่าขอตำแหน่งเพราะมันเยอะเหลือเกินนั้น ข้อเท็จจริงเป็นการปรึกษาหารือของ สส. ในพื้นที่ที่เป็นตัวแทนของประชาชน เพราะต้องการ คนที่เหมาะสมเข้ามาพัฒนาในพื้นที่ของตนเอง และแก้ปัญหาอาชญากรรมหรือ Mafia หนี้นอกระบบ รวมถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้ยืนยัน หลังจากนั้นอีกวันหนึ่งคือวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เรื่องการแต่งตั้งตนเองไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ๒๕๖๕ มาตรา ๕๖ (๑) ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งแต่งตั้ง แต่ว่ายศพลตำรวจตรีขึ้นไปเท่านั้น ต่ำกว่านั้นลงมา เป็นอำนาจของ ก.ตร. ซึ่งท่านไม่สามารถก้าวล่วงในส่วนนี้ได้ แล้วเรามาดูคำสัมภาษณ์ของ ท่าน ผบ.ตร. ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๕ เชียงใหม่ ว่าเรื่องนี้เป็นกระแสข่าวที่อยู่ในสังคมแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ตั้งแต่ตนยืนอยู่ในตำแหน่งนี้ ยังไม่มีใครเอาตั๋วมาให้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยโทรมา และตนก็ยืนยันว่าไม่มี สส. คนไหน มาทั้งสิ้น ตนเดินสายการเมืองมาหรือเปล่า นี่เป็นคำพูดของท่าน ผบ.ตร. นะครับ เขาก็รู้ว่า ของตนไม่ได้มีแน่นอน แล้วให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ สิ่งนี้นะครับเป็นคำพูดที่ในเหตุการณ์ ในช่วงเวลานั้น เราย้อนหลังลงไปอีกเกือบ ๒ เดือน การประชุม ก.ตร. ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ประชุม ก.ตร. ครั้งที่ ๑๐ เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๖ คำพูดของท่านนายกรัฐมนตรี ในตอนหนึ่งก็ได้เรียนว่า รัฐบาลจึงต้องฟังข้อมูลจากตัวแทนประชาชนทุกพื้นที่ และข้อมูล ปัญหามักจะมาพร้อมข้อเสนอของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายที่มีประสิทธิภาพ มีความซื่อสัตย์ สุจริตมาทำหน้าที่แก้ปัญหาในทุกพื้นที่ แต่เป็นการเสนอขอในลักษณะภาพรวมในการจัด บุคลากร เพื่อไปดำรงตำแหน่งให้มีความเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาในแต่ละสภาพพื้นที่ มิได้เป็นการขอบุคคลใด รายใดรายหนึ่งให้มาดำรงตำแหน่งแต่อย่างใด ซึ่งต้องยอมรับว่า การจัดสรรบุคลากรดังกล่าวมีข้อกำหนด มีข้อจำกัดในเรื่องของคุณภาพของบุคลากร ซึ่งอาจมีความแตกต่างในเรื่องศักยภาพการทำงาน การเข้าไปแก้ไขปัญหา บางคน มีศักยภาพสูงกว่าหรือต่ำกว่าที่คาดหวัง ซึ่งเมื่อได้พิจารณาจัดสรรบุคลากรให้ปฏิบัติหน้าที่ ในแต่ละส่วนราชการแตกต่างแล้ว อาจก่อให้เกิดความแตกต่าง บางพื้นที่อาจได้บุคลากร คุณภาพตามที่ผู้แทนคาดหวัง ความคาดหวังในขณะที่บางพื้นที่ยังต้องรอความหวังต่อไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ ให้รัฐได้ตอบสนองความต้องการ ของประชาชน และแก้ปัญหาของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ขอให้ ก.ตร. ได้ช่วย ทำหน้าที่ เพื่อให้ได้ข้าราชการตำรวจที่ดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตามที่ประชาชนต้องการ อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ต่อไปครับ ขอบคุณครับ นี่คือคำกล่าวการเปิดประชุม ก.ตร. ครั้งที่ ๑๐ ที่นายกรัฐมนตรี ท่านเศรษฐา ทวีสิน ได้กล่าวในที่ประชุม ก.ตร. ก็เป็นความชัดเจน แล้วก็ สืบเนื่องมาจากคำพูดหรือการเปิดประชุม ก.ตร. ครั้งนั้น ก็ยังมีคำพูดที่พูดมาถึงที่ประชุมของ พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ ๒๑ แล้วนำเอาไปตีความในทิศทางที่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนในส่วนร่วม ซึ่งตรงนี้ผมเห็นหลักการแนวทางและเอกสารที่เป็นเครื่องพิสูจน์ ความชัดเจนที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งใจจะแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่ว่าปัญหาประเด็นของคำพูด คำจาตรงนี้ ต้องเรียนว่ามันอาจจะมองไปในทิศทางแล้วแต่คนที่จะมองและตีความ แต่ผม มั่นใจและชัดเจนครับว่า ความตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรีและดูจากการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ ๑๐ นี้เป็นเรื่องหลัก จึงขออนุญาตได้เรียนตอบคำถามคุณโรมเป็นวาระแรกเพียงเท่านี้ครับ