
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด หารือการตั้งกรรมาธิการสมรสเท่าเทียมและแสดงความเห็นคัดค้านการเปลี่ยนคำนำหน้านาม โดยย้ำว่าความภาคภูมิใจในตัวตนไม่ขึ้นกับคำนำหน้า และควรพิจารณาผลกระทบต่อสังคมและระบบราชการอย่างรอบด้าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมรู้สึกมีความสุขแล้วก็ภาคภูมิใจทุกครั้งที่สภาเราได้เปิดพื้นที่ให้ ความสำคัญกับเรื่องของการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน หลาย ๆ ครั้ง ก็รู้สึกเท่ด้วยนะครับที่สภาไทยพูดถึงเรื่องที่เป็น Trend ของโลก ผมเป็นผู้หนึ่งที่เห็นด้วยกับ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญสมรสเท่าเทียม เพราะผมเชื่อและเคารพในสิทธิเสรีภาพ เชื่อและเคารพในความเท่าเทียม กฎหมายสมรสเท่าเทียมนั้นมีหลายเรื่องที่ให้ความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมิติสินสมรสและเรื่องเสรีภาพขั้นพื้นฐานอื่น ๆ แต่พอมาเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนคำนำหน้านาม ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณารับฟังให้ครบถ้วนรอบด้าน อย่าเหาะเกินลงกา อย่าไปไกลชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะว่าเดี๋ยวมีปัญหาติดตามมา จะเป็นไปในลักษณะสร้างปัญหาต่อ ก่อปัญหาใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับการที่เราจะ ภาคภูมิใจ หรือไม่ได้ภาคภูมิใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ไม่ได้ขึ้นเพียงเพราะว่าเราใช้คำนำหน้านาม ว่าอะไร การที่เราจะภาคภูมิใจหรือไม่ภาคภูมิใจเรื่องใดก็ตามนั้น น่าจะมีสาเหตุและปัจจัย จากหลายประการ คงไม่ใช่ว่าปกติก็เป็นคนหม่นหมองตรอมเศร้า ผลไม้ที่ชอบก็ชอบระกำ ปลูกดอกไม้ก็ปลูกดอกลั่นทม ครั้นจะปลูกหญ้าก็ปลูกหญ้าตรอมใจ เป็นคนประเภทระทม ระกำตรอมใจ แต่พอเปลี่ยนคำนำหน้านามแล้วก็จะลุกขึ้นมา Happy ชนิดที่เรียกว่าเปลี่ยนปุ๊บ Happy ปั๊บ คงไม่ใช่เช่นนั้น ผมไม่รู้ว่าความภาคภูมิใจในความเป็นตัวของเราเอง ไม่ว่าเราจะ เป็นชาย เราจะเป็นหญิง เราจะเป็น LGBTQ+ หรือเป็นอะไรก็ตาม เราสามารถภาคภูมิใจได้ ในอดีตเคยมีศิลปินหมอลำชื่อว่า ปอยฝ้าย มาลัยพร เคยร้องเพลงว่า ฉันภูมิใจ ภูมิใจที่เป็น กระเทย ไผสิเว้าเยาะเย้ย กะส่างเถาะเว้ย. กะส่างเถาะเว้ยปากคน เป็นกระเทยก็ภาคภูมิใจ ได้ครับ แล้ววันนี้คำว่า กระเทย คำที่บ่งบอกถึงเพศสภาพ เพศที่ ๓ ๔ ๕ ไม่ใช่สิ่งที่จะไป Bully กัน ไม่ใช่คำที่ฟังแล้วรู้สึกว่าถูกประณามหยามหมิ่น สังคมเราเปิดกว้างแล้วก็เปิดรับ กับความหลากหลายทางเพศ วันนี้สิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตก็คือว่าเราจะเป็นชายจริงหญิงแท้ เราจะเป็น LGBTQ เราก็ควรจะภาคภูมิใจในสิ่งที่เราจำเป็น มีงานเทศกาลที่เขาเรียกว่า งาน Pride Pride แปลว่าภาคภูมิใจ ก็ไหนว่าเราภาคภูมิใจในความเป็น LGBTQ แล้วเราจะ ไปเปลี่ยนจากสภาพ LGBTQ ไปเป็นนาย ไปเป็นนางสาว ก็เท่ากับว่าอย่างนั้นเราไม่ได้ Pride ไม่ได้ภูมิใจกับเพศสภาพกับสถานะที่เราเป็นหรือเปล่า เราจะเป็นนาย จะเป็นนางสาว เราก็สร้าง คุณค่าแห่งความภาคภูมิใจด้วยตัวของเราเองได้ ผมเห็นเพื่อนสมาชิกบางท่านพยายามลุก ขึ้นมา Update สถานการณ์ว่าวันนี้เราไม่ได้คุยกันว่าเพศที่ ๓ ๔ ๕ ไม่ได้รับการยอมรับ มัน Out ไปแล้วครับ วันนี้ไม่มีใครคุยเรื่องนั้น แต่วันนี้เรากำลังจะคุยกันว่านอกจากสมรส เท่าเทียมที่กำลังพิจารณาศึกษากันอยู่ตอนนี้ เราจะไปไกลถึงขั้นเปลี่ยนคำนำหน้านามหรือไม่ สิ่งที่จะเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ หากทุกคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนคำนำหน้านาม ผมดูเอกสาร บอกว่าสามารถยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้สามารถออกเอกสาร ให้จัดทำเอกสาร หรือให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลเอกสารได้ ไปเปลี่ยนอะไรบ้างครับ ให้บุคคลที่รับการรับรอง เพศตามมาตรา ๙ วรรคสอง หรือมาตรา ๙ วรรคสามแล้วแต่กรณี ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงาน ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ออกเอกสาร ให้จัดทำเอกสาร หรือให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล ในเอกสาร ทั้งนี้เพื่อให้ข้อมูลคำนำหน้านามและเพศตรงกับเพศที่ตนได้รับการรับรอง ในเอกสารดังต่อไปนี้ ทะเบียนบ้านก็จะมีคนไปเปลี่ยน บัตรประจำตัวประชาชน สูติบัตรหรือ สำเนาสูติบัตร หนังสือเดินทาง ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ เอกสารสิทธิหรือ เอกสารราชการอื่นใดที่หน่วยงานของรัฐออกให้ตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง ท่านประธานลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าคน LGBTQ หรือแม้แต่ชายจริงหญิงแท้ ลุกขึ้นไปเปลี่ยนคำนำหน้านาม จะมีคนไปติดต่อหน่วยงานราชการจำนวนมากขนาดไหน จะต้องใช้งบประมาณในการเปลี่ยนข้อมูลและการจัดทำบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สูติบัตร หนังสือเดินทาง ใบขับขี่ เอกสารสิทธิต่าง ๆ มันจะสับสนอลหม่านขนาดไหน อย่างไร ในระหว่างที่ผมเตรียมการจะพูดครับ มีเพื่อนสมาชิกเดินมาถามว่า อนุสรณ์อภิปรายแน่นะ ผมแน่ครับ ตัดสินใจเปลี่ยนหรือยัง ผมหันกลับไปตอบด้วยความมั่นใจว่า ยังครับ ผมยัง ไม่เปลี่ยนคำนำหน้านาม เพราะผมเชื่อมั่นว่าจะใช้คำนำหน้านามว่าอะไรเราก็สามารถภาคภูมิใจ ในสิ่งที่เราเป็นได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่เราจะเรียกร้องให้คนอื่นเคารพเรา เราควรเคารพผู้อื่นก่อน ก่อนที่เราจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับตัวเอง เราหันไปมองให้ รอบด้านเสียก่อนว่าสิทธิที่เราเรียกร้องนั้นได้ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นหรือไม่ และต้อง ระมัดระวังถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมา ดา เอ็นโดรฟิน เคยร้องเพลงไว้ครับว่า ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ นั่นก็ลำบากแล้วนะครับ ถ้าเราเปลี่ยนคำนำหน้านามมันจะไม่หยุดแค่ ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ แต่มันจะกลายเป็น ไม่รู้จักชาย ไม่รู้จักหญิง ไม่รู้จัก LGBTQ และขอยืนยันตรงนี้ ครับว่าเราภาคภูมิใจในความเป็นตัวของเราเองได้ตลอดเวลา ขอบคุณครับ