ทรงยศ เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาบูรณาการป่าสงวน-จังหวัด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ทรงยศ รามสูต เสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการบูรณาการระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับจังหวัดในพื้นที่ป่าสงวน ลดขั้นตอนการอนุญาตตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนฯ ที่ล่าช้า จนส่งผลให้โครงการพัฒนาของรัฐและชุมชนไม่สามารถดำเนินการได้ทันเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างจังหวัดน่านที่มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานยาวนานแต่กลับถูกจำกัดสิทธิจากกฎหมายที่เน้นเอกสารมากกว่าการครอบครองจริง จึงเรียกร้องให้ทบทวนกฎหมายป่าไม้เพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชนและลดอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ในเขตป่าสงวนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าและขั้นตอนการอนุญาตที่ซับซ้อน

นายทรงยศ รามสูต น่าน

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมและจังหวัดพื้นที่ในเขตป่าสงวนเพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติของอธิบดีตาม มาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เนื่องด้วยกรณีหน่วยงานรัฐจัดสรรงบประมาณโครงการพัฒนา บริการสาธารณะในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยขออนุมัติอธิบดีกรมป่าไม้ตามมาตรา ๑๖ แห่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าสงวน แห่งชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๙ พบว่าโครงการพัฒนาบริการสาธารณะในเขตป่าสงวน แห่งชาติที่ผ่านมาเกิดปัญหาความล่าช้าในกระบวนการ ขั้นตอนการอนุมัติ โดยต้องใช้ ระยะเวลาในการดำเนินการขออนุมัติหลายเดือน ส่งผลกระทบต่อโครงการจัดสรร งบประมาณของหน่วยงานรัฐที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่กำหนด เนื่องจาก ที่ผ่านมาหน่วยราชการรัฐสามารถสร้างถนนหลักเชื่อมหมู่บ้านในเขตป่าสงวนได้ แต่ปัจจุบัน การปรับปรุงซ่อมสร้างทับถนนเดิมของหมู่บ้านซึ่งมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ ชำรุดเสียหาย โดยองค์การบริหารส่วนตำบลหรือหน่วยงานของรัฐอื่นใดมีโครงการปรับปรุงถนนเดิมอยู่ ในเขตป่าสงวนโดยจะซ่อมแซม ลาดยาง หรือเทคอนกรีตต้องขออนุญาตอธิบดีกรมป่าไม้ก่อน ดำเนินโครงการ และในกรณีหมู่บ้านมีโครงการของรัฐลงในพื้นที่หมู่บ้านที่อยู่ในเขตป่าสงวน ที่มีลักษณะสิ่งปลูกสร้างถาวรก็ต้องรอใบอนุญาตก่อนดำเนินโครงการ ซึ่งกว่าจะได้รับหนังสือ อนุญาต อนุมัติ และตอบกลับ งบประมาณที่ตั้งขอจัดสรรไว้ก็ตกไป จึงควรศึกษาแนวทาง ในการพัฒนาอย่างบูรณาการร่วมกันของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในรูปแบบของคณะกรรมการ ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและจังหวัดพื้นที่ในเขตป่าสงวนร่วมกัน พิจารณาหาแนวทางลดขั้นตอนความซับซ้อนและพัฒนาระบบการอนุญาตอนุมัติให้เป็นไป ตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นผมจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและจังหวัดพื้นที่ในเขตป่าสงวนเพื่อลดขั้นตอน การอนุมัติของอธิบดีตามมาตรา ๑๖ จริง ๆ เป็นมาตรา ๑๙ ด้วยนะครับ ซึ่งเป็นหัวใจหลัก ที่จะนำมาแก้ในครั้งนี้ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ผมจึงขออาศัย ข้อบังคับการประชุม พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ เสนอหลักการและเหตุผลดังนี้

ต้องยอมรับนะครับ ประเทศไทยนี้ปัญหาเอกสารสิทธิเป็นปัญหาใหญ่มาแต่ใน อดีต คืออย่างจังหวัดน่านบ้านผมเรามีมากว่า ๗๐๐ ปีแล้ว มีพร้อมกับจังหวัดสุโขทัย แล้วต่อมา หลักฐานทางประวัติศาสตร์เขาบอกว่าสมัยเมื่อ ๕๐๐ ปีก่อนพระยาติโลกราชจากจังหวัด เชียงใหม่ก็มาตีจังหวัดน่านที่บ่อเกลือเป็นสงครามเกลือ นั่นแสดงให้เห็นว่าพื้นที่จังหวัดน่าน มีคนอยู่อาศัยมาก่อนกว่า ๕๐๐ ปี แล้วโดยสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาก็เลยทำให้มีปัญหา ในเรื่องของการออกเอกสารสิทธิ ส่งผลให้ปัจจุบันนี้รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องของ เอกสารสิทธิมากกว่าสิทธิครอบครอง โดยดูจาก พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔ (๑) เขาบอกว่า ป่า หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน นั่นก็แสดงว่า ถ้าเราไม่มีเอกสารสิทธิเขาคิดว่าเป็นป่าหมด ซึ่งพอมาตรา ๕๔ เขาก็เลยบอกว่า ห้ามมิให้ผู้ได้ ก่อสร้างแผ้วถางหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันทำลายป่า แล้วต่อไปหน่วยงานของรัฐเอง ก็พยายามที่จะออกกฎหมายมา

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

อันนี้คือภาพแผนที่ของจังหวัดน่าน เรามีพร้อม จังหวัดสุโขทัย มีก่อนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนสยาม เอาภาพนี้ลงก่อนก็ได้ คราวนี้ ปัญหาที่ผ่านมารัฐบาลเองก็รู้ว่ากฎหมายเรื่อง พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติเพิ่งออกมาสัก ๖๐-๗๐ ปีนี้ แต่คนทั่วประเทศอยู่กันมากกว่าหลายร้อยปี ก็เลยมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ รัฐบาลแล้ว ๆ มาเขาทำอย่างไร เขาก็จะพยายามเยียวยา ตรงไหนเป็นชุมชนก็พยายามให้ หมู่บ้าน ให้ความเจริญไปสู่ ให้การศึกษา ตั้งโรงเรียน จนกระทั่งเมื่อสัก ๕๐ กว่าปีที่แล้ว ตอนเสียงปืนแตก พวกหนึ่งมีความเชื่อในเรื่องของคอมมิวนิสต์หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ก็เลยมีปัญหา รัฐบาลก็ต้องทำสงครามแย่งชิงประชาชน ตรงไหนที่เป็นทางเกวียนเราก็ตัด ถนนลูกรังเข้าไปทับ ตรงไหนมีคนอยู่เยอะเราก็ไปตั้งโรงเรียนเพื่อที่จะให้ระบบการศึกษา ไปให้ความรู้กับประชาชน ตรงไหนมีคนเยอะเราก็ตั้งสุขศาลาและพัฒนาเป็นอนามัย เป็น รพ.สต. ต่อมาจนกระทั่งเหตุการณ์สงบในปี ๒๕๒๓ จริง ๆ กฎหมายตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ เขาเขียนไว้เลย มาตรา ๑๔ เขาบอก ในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ หรือที่อยู่อาศัย มันก็จะสอดรับกับ พ.ร.บ. ป่าไม้ ก็เลยทำให้ กฎหมายฉบับนี้จริง ๆ รัฐไม่สามารถเข้าไปทำอะไรได้ แต่ที่ผ่านมาเขาใช้ระบบบูรณาการมา ตั้งแต่อดีต เขาทำอย่างไร ในอดีตตรงไหนเป็นพื้นที่ป่าเขาจะไปเจรจา สมมุติในอดีตโครงการ ของทางหลวงชนบทหรือของ อบต. จะไปทำในพื้นที่ป่า จะไปคุยกับป่าไม้ก่อนว่าผมจะ เทถนนทับตรงนี้นะ ไม่ได้บุกเบิกป่าเพิ่ม ป่าไม้จะดูไม่มีปัญหา เครื่องจักรเข้าวันไหน วันนั้น ผมไม่ไปตรวจหรือไปทางอื่น ถ้าเข้าไปก็เป็นความผิดซึ่งหน้าก็ต้องจับ เมื่อทำงานเสร็จ สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ หรือสมัยก่อน สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์มีของโครงการ SML ให้ชาวบ้านคิดว่าจะแก้ปัญหาอะไรในพื้นที่ ชาวบ้านอยากจะ ซ่อมแซมทำถนนในหมู่บ้านก็ทำได้ หรือจะสร้างโรงสี สร้างอะไรในหมู่บ้านก็ทำได้ แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มีการยึดอำนาจโดยพวกที่อยากได้อำนาจ เขาขึ้นมาปุ๊บเขาก็มาร่างกฎหมายใหม่ ร่างกติกาหลายต่อหลายเรื่องโดยเฉพาะโครงการทวงคืนผืนป่าซึ่งส่งผลกระทบมาก เพราะพวกที่เข้าไปร่างไปยึดนี้อาจจะไม่เห็นความสำคัญของรากหญ้า เหมือนอาทิตย์ที่แล้ว เรื่องกฎหมายประมงก็ไม่ให้ความสำคัญกับพี่น้องประมงรากหญ้า อันนี้ก็เช่นกันครับ ทวงคืน ผืนป่า เขาเข้าใจว่าป่ามันเป็นป่า หรือว่าเขาไม่รู้ว่าคำว่า ป่า หมายถึงคนที่เขาอยู่กับป่า แล้วก็ หมู่บ้านที่เขาอยู่รอบ ๆ ป่ามันเป็นความหมายของพื้นที่ป่านี้ด้วย เพราะตามโครงการ ทวงคืนผืนป่านี้ เขาบอกโครงการใดของรัฐที่ไปทำในพื้นที่ป่าจะต้องมีเอกสารจากกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอามาวางประกบ ถ้าไม่มีโดนเรียกเงินคืน ที่จังหวัด ลำปางมีระดับผู้ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหลายต่อหลายคนโดนกันมาแล้ว ก็เลยเขียนเสือ ให้วัวกลัว หน่วยงานต่าง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะกล้าทำ ก็ต้องทำหนังสือมาขอ ซึ่งก็ส่งผลมาก ผมยกตัวอย่างที่บ้านสันเจริญ อำเภอท่าวังผา นี่คือกลุ่มกาแฟสันเจริญซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชน สมัยภรรยาผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จังหวัดน่าน ท่าน สส. สิรินทร เราจัดงบไป ผลักดันทำโรงคั่วกาแฟ ทำได้ ทำลานตากได้ แต่ปัจจุบันนี้พอหลังจากปี ๒๕๕๗ ปรากฏว่า เขาอยู่ในเขตป่า เมื่อปีที่แล้วมีโครงการเกษตรแปลงใหญ่ เขาจะส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนนะครับ มีงบให้ ๓ ล้านบาท เข้าทุกหลักเกณฑ์ ปรากฏไม่ได้เพราะมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ แต่ก็ต้องขอบคุณนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรมท่านจะไปที่จังหวัดน่าน แล้ววันเสาร์ จะขึ้นไปที่นี่ อาจจะแก้ปัญหาเรื่องของเอกสารสิทธิหรือ คทช. อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้น ก็มาดูว่า จะทำอย่างไร ซึ่งปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐเองเขาก็บอกว่าจริง ๆ มันก็มีแนวทางที่จะ ขออนุญาต เขาจะบอกว่าขั้นตอนในการขออนุญาตเข้าทำในเขตป่า คือผู้ขออนุญาตจะต้อง ส่งเอกสารไปที่ สจป. พื้นที่ ก็คือสำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ หลังจากนั้น สจป. ก็จะ ส่งไปที่กรมป่าไม้ กรมป่าไม้ก็ส่งกลับมาที่ สจป. พื้นที่ แล้วไปถึงผู้ขออนุญาตแล้วก็สำรวจ รูปนี้ก็เป็นรูปของกรณีที่เข้าทำประโยชน์ในเขตของมติคณะรัฐมนตรี ก็คล้าย ๆ กัน ขออนุญาตไปที่ สจป. ไปกรมป่าไม้ คณะกรรมการป่าไม้ ไปรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็มากรมป่าไม้ กลับมา สจป. เป็นผู้รับอนุญาต ขั้นตอนยุ่งยาก ภาพต่อไปเลยครับ อันนี้ยิ่งยุ่งยากไปใหญ่เลย ในเรื่องของป่าสงวนแห่งชาติ จะยื่นหลายที่ โดยเฉพาะขั้นต่อไปก็จะต้องมีการสำรวจเรื่อง EIA เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มันเป็นพื้นที่เขื่อน ผลประโยชน์ถ้าเกิน ๕,๐๐๐ ไร่ ก็ต้องทำการวิจัย ๕๐๐ เมตร ถ้าเกิน ๑ กิโลเมตร ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ต้องทำ EIA ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหามาก เพราะฉะนั้นโครงการต่าง ๆ ที่มันอยู่ในพื้นที่ป่า บางครั้งบางคราไม่สามารถ ดำเนินการได้เพราะว่าท้องถิ่นหรือ อบต. เขาไม่มีงบไปทำ EIA หรือ EHIA แล้วแต่สภาพ ปัญหา อย่างน้อย EIA เต็มที่ก็ ๕๐๐ วัน อบต. เขาอยู่ได้แค่ ๔ ปี แต่ถ้าหน่วยงานรัฐใหญ่ ๆ ก็น่าจะทำได้ ก็เลยมาคิดว่าจะทำอย่างไร ซึ่งผลที่ทราบก็คือว่าตั้งแต่โครงการนี้ออกมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ มีหน่วยงานของรัฐที่ขอเข้าไป โดยเฉพาะอบต. ซึ่งเขารับผิดชอบในพื้นที่เป็น จำนวนมาก สมัยรัฐบาลชุดที่แล้วผมเห็น สส. หารือในสภาเยอะ ภรรยาผมก็เคยหารือว่า รอหนังสือจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อบต. จะตั้งงบให้ จนเดี๋ยวนี้ ก็ยังไม่มา ล่าสุดเมื่อ ๒ วันผมดูข่าวว่าหน่วยงานท้องถิ่นไปติดตามนะครับ แล้วเมื่อไร จะอนุมัติ มีอยู่ ๖๐,๐๐๐ กว่าเรื่องที่รอการอนุมัติ วันนั้นผมเจอคนอยู่คนหนึ่งเขาบอกสงสัย คณะกรรมการนี้เขาไม่ค่อยเข้าประชุมเพราะรู้สึกองค์ประชุมไม่ครบอยู่เรื่อย แต่ผมก็ไม่เชื่อ มันอาจจะติดปัญหาโน้นปัญหานี้ คราวนี้ก็ปรากฏว่าที่จังหวัดน่านมีอยู่ ๒ ตำบล ตำบลสะเนียน แล้วก็ตำบลขุนน่าน นี่คือท่านนายกสว่าง เปรมประสิทธิ์ เป็นนายก อบต. สะเนียน แต่ก่อนเป็น ผู้ใหญ่บ้าน มาเป็นกำนัน และเป็นนายก ท่านสู้เรื่องป่ามาโดยตลอด อดีตท่านก็เป็นประธาน สาขาพรรคประชาธิปัตย์ แต่พอลงท้องที่ท่านก็ลาออก ถึงแม้เลือดท่านจะสีฟ้า ผมสีแดง แต่เพื่อประชาชนเราทำงานร่วมกันได้ ผมก็ไปขอความรู้แลกเปลี่ยนกันว่าท่านทำอย่างไรถึง ดำเนินการเรื่องนี้ได้ ท่านก็บอกว่าท่านดำเนินการตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติเขาบอกว่า เพื่อประโยชน์ในการควบคุม ดูแล รักษาหรือบำรุงป่าสงวน แห่งชาติ อธิบดีมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในเขตป่าสงวนได้ ท่านก็ดูว่ามันมีข้อกฎหมายตรงนี้ก็พยายาม ที่จะสื่อสารไปถึงข้างบน ปรากฏว่าสื่อสารหลายทีก็ไปไม่ถึง โชคดีปลายปี ๒๕๖๔ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านเสด็จไปทรงงานที่เมืองน่าน ซึ่งท่านไปทุกปี ไม่ว่าจะใกล้ไกลท่านไปดูแลจังหวัดน่านทุกปี ปีนั้นท่านไปที่ตำบลสะเนียน ต้องขอบคุณ ปีนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ขณะนั้นคือท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ท่านไป ถวายงาน นายก อบต. ๒ คนนี้ก็ไปปรึกษารัฐมนตรีว่าที่ผ่านมานายกคนเก่าก็เสนอไปตาม มาตรา ๑๖ เสนอตามมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ ปรากฏว่ามันไม่ได้สักทีหลาย ๆ พื้นที่ แต่ว่า มาตรา ๑๙ น่าจะได้ ท่านรัฐมนตรีก็ใจดีเรียกท่านอธิบดีมาสอบถาม ก็ปรากฏว่าถ้าทำตาม มาตรา ๑๙ มันไม่ต้องทำ EIA เพราะกรณีทำทับที่เดิม ก็เป็นไปได้ หลังจากนั้นก็คือการนับ หนึ่งเริ่มต้น ใช้เวลา ๑๐ เดือนกว่าจะประสบความสำเร็จ ที่ยกตัวอย่างกรณีนี้ก็เพื่อให้เห็นว่า ในส่วนของข้าราชการประจำอะไรที่มันใหม่ อะไรที่มันเสี่ยงเขาไม่กล้าตัดสินใจ หรืออาจจะ งานเยอะก็ไม่ทราบ แต่ในส่วนของข้าราชการการเมืองอะไรเพื่อพี่น้องประชาชน ถ้ามัน เป็นไปตามตัวบทกฎหมายแก้ไขได้เขาพยายามจะแก้ไขนะครับ แต่ก็ต้องขอบคุณท่านอธิบดีหลังจากรัฐมนตรีไฟเขียวก็เริ่มดำเนินการนับหนึ่งในการที่จะ แก้ไขเรื่องนี้ ผมก็จะขอยกตัวกรณีตัวอย่างว่าเขาทำอย่างไรตามมาตรา ๑๙ เริ่มต้นก็คือ หน่วยงานของพื้นที่ ส่วนใหญ่ในเขตพื้นที่ป่าที่สูงมันจะมีพี่เลี้ยง ซึ่ง อบต. สะเนียน ของตำบล สะเนียนเขามีคณะโครงการพัฒนาพื้นที่สูงภายใต้โครงการหลวงสะเนียนเป็นพี่เลี้ยง เพราะอย่างที่ผมบอก มาตรา ๑๙ เขาบอกว่าให้อธิบดีมอบหมายให้เจ้าพนักงาน เพราะฉะนั้น ในส่วนของ อบต. ที่ผ่านมาเขาจะยังไม่ค่อยเชื่อ แต่ถ้ามีหน่วยงานของรัฐที่เขาอยู่ข้างบนหรือ ดูแลจะเชื่อ ทาง อบต. ก็ทำหนังสือไปถึงโครงการหลวง โครงการหลวงก็สำรวจ หลังจากนั้น โครงการหลวงก็ทำหนังสือฉบับต่อไป ทำหนังสือไปถึงป่าไม้ของจังหวัดน่าน แล้วหลังนั้น ป่าไม้น่านก็ทำไปถึงป่าไม้แพร่ เพราะว่าป่าไม้น่านขึ้นกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๓ ของแพร่ แพร่ก็ทำหนังสือไปถึงอธิบดี หลังจากอธิบดีตรวจดูแล้วไม่มีปัญหาก็จะอนุมัติ โดยโครงการที่ส่งไปมันจะต้องกำหนดรายละเอียดว่าจะทำอะไรบ้าง จุดเริ่มต้นละติจูด ที่เท่าไร ลองจิจูดที่เท่าไร ตามรายงานจะมีโครงการอะไรบ้าง จะสร้างประปาตรงไหน จะทำ ถนนตรงไหนต้องระบุให้เรียบร้อย แล้วก็จะต้องมีแผนที่แนบท้าย เพื่ออะไร พออธิบดี เขาจะอนุมัติหนังสือ เราต้องเขียน ๑ ๒ ๓ โครงการ ต้องมีรายละเอียด แล้วจากนั้นอธิบดี ก็จะมีหนังสือมาถึงโครงการหลวงว่ายินดีอนุมัติตามที่ท่านร้องขอ และหลังจากนั้นฉบับต่อไป อธิบดีก็จะตั้งตัวแทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเป็นผู้ดูแล ตามมาตรา ๑๙ นี้ว่าโครงการต่าง ๆ ที่มาลงนี้ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างตามที่เสนอหรือเปล่า ตามละติจูด ลองจิจูดนี้หรือเปล่า แต่เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหม่ พอดีโครงการหลวง ข้าราชการเขากลัวเขาก็เลยทำหนังสือเชิญส่วนราชการไปทำ MOU ทางท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดเองก็มา ทางโครงการหลวงก็มา ทาง อบต. ทางป่าไม้ ส่วนกลางมา แล้วหลังจากนั้น ก็เริ่มดำเนินการ ใช้ระยะเวลาทั้งหมดประมาณ ๑๐ เดือน ผมถามสาเหตุที่ ๑๐ เดือน ผมถามนะครับ เนื่องจากจังหวัดน่านเรามีสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ซึ่งดูแลพื้นที่สูงทั้งหมดประมาณ ๑๕ ตำบล ขอไป ๑๐ ปี เขาบอกถ้าเราไม่ทำขอไปเขาจะคิดว่า ขอไปปีเดียว งบประมาณมาก็ตก ฉะนั้นขอให้ ๑๐ ปี เพราะฉะนั้นโครงการต่าง ๆ ที่ขอไปนี้ จะไม่ระบุงบประมาณว่าใช้เท่าไรเพราะว่าไม่รู้จะได้ทำปีไหน แต่ว่าคุณต้องทำตามนี้ภายใน ๑๐ ปี ผมยกอย่างนะรับที่ผ่านมา นี่โครงการถนนไปบ้านห้วยเฮือ บ้านห้วยระพี สมัยก่อน สมัยภรรยาผมเป็น สส. เป็นเขตป่า ตอนนั้นเราก็ผลักดันงบประมาณไปทำถนนนิดหน่อยได้ อบต. ก็ทำถนนได้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมาทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเป็นป่าลุ่มน้ำ A1 ขอก็ขอยากมาก ปรากฏว่าล่าสุดหลังจากได้อนุมัติตามมาตรา ๑๙ ถนนเส้นนี้เมื่อก่อนนี้มีคน เคยเสียชีวิต อุ้มท้องจะไปคลอดลูก เสียชีวิต หน้าฝนหมดสิทธิเลยต้องใส่โซ่ ก็โชคดีว่าได้ตาม มาตรา ๑๙ นี้ แต่เนื่องจากมาตรา ๑๙ มีระยะเวลา ๑๐ ปี ตอนนี้ผ่านมา ๓ ปีแล้ว ได้ข่าวว่า เดือนหน้าท่านนายกรัฐมนตรีจะไป ครม. สัญจรที่จังหวัดพะเยาก็ฝากด้วยนะครับ อันนี้ จำเป็นเร่งด่วน ๙ กิโลเมตร ๓๙ ล้านบาท นอกจากนี้ผมสอบถามทางโครงการที่ดูแลตรงนี้ ในส่วนของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เขาบอกเขาดูแลอยู่ ๑๕ ตำบล แต่ว่าในแต่ละตำบลก็อาจจะได้ไม่ครบทุกบ้าน ตอนนี้กำลังดำเนินการที่จะขอเฟส ๒ อยู่ คือเฟส ๑ อาจจะไม่ครบทุกบ้าน แล้วก็บางครั้งบางคราอาจจะไม่ครบทุกโครงการ ตอนนี้ กำลังทำเฟส ๒ อยู่ ผมก็ถามว่าโครงการนี้มันเกิดขึ้นมาจากไหน เขาบอกเริ่มต้น Model มาจากที่เชียงใหม่ ที่แม่แตง อันนั้นก็ทำทั้งอำเภอ แต่เนื่องจากว่ารายละเอียดมันไม่ชัด ก็ยัง ไม่ค่อยเรียบร้อยเพราะมันต้องขออนุมัติโครงการไปพร้อมกัน ส่วนที่จังหวัดเชียงรายที่ ดอยช้างกับที่ดอยวาวีก็ทำเรื่องขอไป แต่เขาบอกมันมีปัญหานิดหนึ่งตรงที่ว่าเอกสารสิทธิ ชื่อมันเป็นชื่อหนึ่ง แต่ว่าเอกสารที่ครอบครองจริง ๆ เป็นชื่อของคนจากที่อื่นก็เลยมีปัญหา แต่ปรากฏว่าหมู่บ้านนี้ประสบความสำเร็จเพราะว่ามีการทำรายละเอียดของขอบเขตที่ดิน รายแปลงละเอียดก็เลยทำให้การพิจารณาได้ไว หลังจากนั้นจาก ๒ ตำบลนี้ที่ผ่านก็เป็นกรณี ตัวอย่าง ตอนนี้ ๑๕ ตำบลแล้วในพื้นที่จังหวัดน่านที่ได้ดำเนินการตามมาตรา ๑๙ เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอขึ้นมาว่าตรงนี้มันน่าจะเผยแพร่ให้คนรู้ เพราะตอนที่ผมมา ร่างกฎหมายนี้ มาร่างญัตตินี้ ตอนคุยกับนายกเขาบอกมาตรา ๑๙ มาถึงนี่เขาบอกมันต้อง มาตรา ๑๖ ถามพรรคพวกที่เป็นกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในอดีตเขาบอกมันก็ยื่นตามมาตรา ๑๖ แต่ปรากฏว่ามาตรา ๑๖ มีปัญหาอย่างที่กล่าวไว้แล้ว บางทีมันต้องทำ EIA มันมีปัญหา แต่กรณีนี้ตามมาตรา ๑๙ แต่ว่าเราต้องหาพี่เลี้ยง แต่ปัญหาใหญ่ก็คือว่าจังหวัดน่านมี ๙๐ กว่าตำบล เป็นพื้นที่ที่เป็นโครงการพื้นที่สูงประมาณ ๑๕ ตำบล ยังเหลืออีกประมาณ ๗๐ ตำบลที่อยู่ในเขตป่า เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะต้อง พิจารณาว่าจะทำอย่างไร เช่น จะให้จังหวัด ซึ่งเขาก็มีคณะกรรมการตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา ๑๐ เขามีคณะกรรมการควบคุมดูแลรักษาป่าสงวนประจำจังหวัด มีผู้ว่าราชการ จังหวัดเป็นประธานอยู่แล้ว ความจริงถ้าบูรณาการให้ตรงนี้เขามาดูแลในกรณีที่ทำในพื้นที่ป่า ที่ไม่ได้ไปกระทบเขตป่าสงวน ทำทับโครงการเดิมน่าจะมอบหมายให้ตรงนี้ ผมก็เลยเสนอเป็น โครงการให้ตั้งญัตติขึ้นมาเพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ เพราะปัญหาเรื่องนี้ มันมีปัญหาเยอะมากว่าเราจะทำอย่างไร ให้ความรู้กับชาวบ้าน แต่อย่างน้อยผมว่าอันดับแรก เราต้องให้ความรู้กับชาวบ้าน อบต. ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ทำเรื่องเสนอขอใช้โดยตรง อย่างน้อยเขายังไม่รู้เลยครับ ที่ผ่านมาเขาขอมาตามมาตรา ๑๖ ตามมาตรา ๓๑ โดยตลอด ทำไม่ได้เรื่องมันถึงค้าง ก็อยากจะให้ความรู้กับชาวบ้าน มีกรณีตัวอย่างไปสอนเขา ตรงไหน ถ้าเป็นเขตป่าขอตามนี้ แต่ถ้ากรณีเป็นอุทยานต้องขอตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ มาตรา ๕๔ บางที มันมีปัญหาในเรื่องขั้นตอนต่าง ๆ ต้องให้ความรู้เขา อย่างน้อยผมว่าเราควรจะตั้งกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้จะได้แก้ไขปัญหาเรื่องที่โครงการรัฐจะไปลงในพื้นที่ ซึ่งตาม รัฐธรรมนูญเราจะต้องให้เสรีภาพ คนที่อยู่ในประเทศไทยจะต้องได้รับการดูแลจากรัฐโดย เท่าเทียมกัน ฉะนั้นก็อยากจะฝากให้เพื่อนสมาชิกได้พิจารณาตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๙ มาศึกษาเรื่องนี้และหาทางแก้ไข ขอขอบคุณครับ