สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ หารือเรื่องการศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ โดยเสนoproject แลนด์บริดจ์ มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน และเพิ่มโอกาสให้กับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ โดยจะทำให้การเติบโต GDP ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1.5% ต่อปี และจ้างงานมากกว่า 280,000 ตำแหน่ง และเรียกร้องให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนโครงการให้มีความเหมาะสมและดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาประมูล

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายเห็นชอบรายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การศึกษาโครงการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่ง ระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) แล้วผมขอเน้นย้ำใน ๓ ประเด็น เพื่อให้เกิดการศึกษาเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนและการสื่อสารให้เกิดความชัดเจน เพิ่มขึ้นในอนาคต

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประเด็นแรก โครงการ แลนด์บริดจ์เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมที่สำคัญของระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ครอบคลุมพื้นที่ ๔ จังหวัดครับท่านประธาน คือ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัด สุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ๔ จังหวัดนี้เป็นพื้นที่ที่ชาวต่างชาติเข้าใจกันดีว่า เป็น Strategic Location หรือเป็นทำเลที่ตั้งที่มีอิทธิพลมากในเรื่องของการประกอบธุรกิจ ในอนาคต พื้นที่ตรงนี้เชื่อมน่านน้ำ ๒ ฝั่งทั้งอ่าวไทยและอันดามัน สามารถรองรับการขนส่ง ออกได้หลายช่องทาง และเป็นที่น่าสนใจของการตั้งเป็นแหล่งที่ตั้งของพื้นที่เขตเศรษฐกิจ หรือว่าพื้นที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ โครงการ SEC ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด One Port Two Sides หรือว่าการที่เป็นท่าเรือที่มีทางออกทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวาในท่าเรือเดียวกัน ดังนั้นพื้นที่ตรงนี้จะสามารถรองรับการขนส่งเข้ามาในพื้นที่เพื่อพัฒนาสินค้าหรือว่าแปรรูป สินค้าและส่งออกไปในเส้นทางอื่นได้อย่างดีครับท่านประธาน สินค้าในบริเวณนี้จะเป็นสินค้า ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยและพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างมาก โครงการ แลนด์บริดจ์เองเป็นโครงการลงทุนเส้นทางรถไฟรางคู่ระหว่างท่าเรือ ๒ ฝั่งเชื่อมต่อกัน จากฝั่งระนองไปที่ฝั่งชุมพร โครงการนี้เพิ่มโอกาสอีกโอกาสหนึ่งให้กับ SEC ก็คือการรองรับ การผ่านสินค้าจาก ๑ ฝั่งไปอีก ๑ ฝั่ง ดังนั้นโครงการนี้จำเป็นจะต้องพิจารณาความคุ้มทุน ร่วมกันกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทั้งเขตครับท่านประธาน การพิจารณาเงินลงทุน ๑ ล้านล้านบาท จะพิจารณาเพียงแค่มูลค่าการส่งผ่านสินค้าจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งไม่ได้ พื้นที่เขตเศรษฐกิจนี้ได้รับการประเมินจากสภาพัฒน์ว่าถ้ามีการพัฒนาจนสมบูรณ์แล้ว จะสามารถทำให้การเติบโต GDP ของประเทศไทยจาก ๔ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นไปได้ถึง ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แล้วก็จะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่มากกว่า ๒๘๐,๐๐๐ ตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับพี่น้องภาคใต้และพี่น้องคนไทยอย่างชัดเจนครับท่านประธาน

ประเด็นที่ ๒ เรื่องความคุ้มทุน เราจำเป็นจะต้องพิจารณาว่าการลงทุน ๑ ล้านล้านบาทนี้ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุน เราไม่ได้ใช้วิธี การลงทุนที่จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นการร่วมทุน กับภาคเอกชน ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ และมุ่งเน้น ที่จะเดินทางไปตามประเทศต่าง ๆ เพื่อชักจูง เชิญชวนนักลงทุนต่างชาติในกลุ่ม สายการเดินเรือและการบริหารขนส่งชั้นนำระดับโลกจากนานาประเทศเข้ามาร่วมลงทุน ในประเทศไทย เพราะท่านเข้าใจดีครับท่านประธานว่า Key Success Factor ของ การบริหารแลนด์บริดจ์ให้ประสบความสำเร็จ คือต้องบริหารท่าเรือให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดเงินลงทุน ประหยัดค่าใช้จ่าย และประหยัดต้นทุนขนส่ง มากไปกว่านั้นเราจำเป็น จะต้องมี Partner ที่เป็นสายเรือขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแรง แล้วก็มีเครือข่ายการขนส่งที่มี มูลค่าสูงอยู่แล้ว เพราะถ้าเราได้ Partner หรือว่าพันธมิตรที่ดีก็จะเป็นปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้ เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจและดึงดูดการขนส่งในพื้นที่ให้เกิดขึ้นได้จริง ดังนั้นการคุ้มทุน ของโครงการหรือไม่ เราจะพิจารณาแค่การศึกษาในเบื้องต้น ณ ปัจจุบันไม่ได้ เพราะว่า ชาวต่างชาติหรือว่านักลงทุนต่างชาติ ไม่มีนักลงทุนชาติใดเชื่อการศึกษาของผู้เสนอการลงทุน เพียงด้านเดียว ในทางกลับกันศักยภาพต้นทุนที่ต่างกันของผู้ลงทุนแต่ละราย รวมถึงวิสัยทัศน์ ที่ต่างกันของเอกชนแต่ละรายจะส่งผลต่อการคุ้มทุนของโครงการต่างกันด้วยเช่นกัน ดังนั้น กระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผ่านมาทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการเชิญชวนและรับฟัง ความคิดเห็นของชาวต่างชาติเท่านั้น เรามีเวลาอีกประมาณเกือบ ๒ ปีครับท่านประธาน เราจะประมูลโครงการนี้ในช่วงปลายปี ๒๕๖๘ ดังนั้นระหว่างนี้ ๒ ปีเป็นระยะเวลาที่รัฐบาลยัง สามารถปรับเปลี่ยนโครงการให้มีความเหมาะสมและสามารถดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามา ร่วมประมูลให้ได้มากที่สุดได้ เพราะเมื่อมีการประมูลที่กว้างขวางและมีการแข่งขันที่สมบูรณ์ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะเกิดกับพี่น้องคนไทยและพี่น้องภาคใต้อย่างแน่นอนครับ ท่านประธาน

ในประเด็นสุดท้าย เรื่องการแข่งขันกับเส้นทางการเดินเรือของสิงคโปร์ ผมอยากชี้ให้เห็นเป็นข้อสังเกตตามกราฟในภาพอย่างที่เห็นครับท่านประธาน ตัวเลขในกราฟ เป็นสถิติปริมาณตู้สินค้าเปลี่ยนถ่ายที่ท่าเรือสิงคโปร์ ท่าเรือสิงคโปร์ดำเนินธุรกิจมานานแล้ว แล้วก็มีปริมาณสินค้าผ่านทางประมาณ ๓๖-๓๗ ล้านตู้มาต่อเนื่องครับท่านประธาน ในช่วง ปีที่ผ่านมาทางสิงคโปร์มีการประเมินว่าจะมีปริมาณสินค้าผ่านทางมากขึ้น จึงเร่งรัดให้เกิด การทำท่าเรือแห่งใหม่ ชื่อท่าเรือ Tuas ครับ ท่าเรือ Tuas เปิดเฟส ๑ ในปี ๒๐๒๒ แล้วก็ ขยายการรองรับการขนส่งที่ท่าเรือสิงคโปร์สูงขึ้น และก็มีการคาดการณ์ว่าท่าเรือ Tuas นี้ เปิดครบสมบูรณ์ในปี ๒๐๔๐ แล้วจะสามารถรองรับการเติบโตหรือว่าจำนวนตู้เพิ่มขึ้นครับ ท่านประธาน จาก ๓๗ ล้านตู้เป็น ๖๕ ล้านตู้ แลนด์บริดจ์ของประเทศไทยอยู่ตรงไหน แลนด์บริดจ์ ของประเทศไทยในเฟส ๑ ครับท่านประธาน ทั้ง ๒ ท่าเรือรวมกัน เรารองรับ ตู้ขนส่งสินค้านี้ที่ประมาณ ๑๐ ล้านตู้ ๑๐ ล้านตู้ คิดเป็นเพียง ๑ ใน ๓ ของการประเมิน Demand ส่วนเพิ่มที่สิงคโปร์ประเมินไว้ครับท่านประธาน ดังนั้นการเปิดโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรองรับ ๑๐ ล้านตู้ไม่ใช่การแย่งอุปสงค์ของทางสิงคโปร์ แต่เป็นการเปิดโอกาสทาง เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยเพื่อรองรับปริมาณความต้องการส่วนเพิ่มที่อาจจะเกิดขึ้นใน พื้นที่ Southeast Asia ของเรา และมากไปกว่านั้นครับท่านประธาน หากเราสามารถทำได้ดี เรายังสามารถขยายโครงการนี้ได้ขึ้นไปอีกถึง ๔๐ ล้านตู้ในปี ๒๕๘๒ เมื่อการดำเนินการ เสร็จสิ้นครบทุกเฟสครับท่านประธาน

ท้ายที่สุดครับท่านประธาน ผมเห็นชอบการศึกษารายงานฉบับนี้ครับ และอาจจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเรื่องความคุ้มทุนเพิ่มในอนาคตร่วมกันกับเอกชน ที่จะเข้ามาร่วมประมูลกับเรา แต่ผมก็ขอเน้นย้ำครับว่าการทำงานของรัฐบาลที่นำโดย พรรคเพื่อไทย เรามุ่งสร้างโอกาสทางการค้า สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เรามองหาโอกาส เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ครับ แล้วก็อยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนและเพื่อน ๆ ในสภา ทุกท่านให้มุ่งมองโอกาสต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาให้ประเทศมากกว่าที่จะมองแต่ปัญหา ในทุกโอกาสของรัฐบาล ขอบคุณครับ