พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามอย่างรอบด้านต่อโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะในแง่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงผลกระทบต่อพื้นที่มรดกโลกและพื้นที่ชุ่มน้ำแร็มซาร์ พร้อมเรียกร้องความชัดเจนในการวางแผนพัฒนาภาคใต้ที่คำนึงถึงการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาการศึกษา สุขภาพ และชลประทาน รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและต่างชาติร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์อย่างโปร่งใสก่อนดำเนินโครงการต่อไป
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับรายงานแลนด์บริดจ์ ฉบับนี้ยังมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบและความชัดเจนอีกมากมาย ถ้าจะอ่านดูในรายงานฉบับนี้ เพียงอย่างเดียว เปิดไปที่หน้า ฉ ข้อ ๒ อาจจะสามารถลดเวลาและระยะทางการขนส่ง ซึ่งจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม อันนี้ประการที่ ๑ ไปดูที่หน้า ๕๒-๕๗ มีคำถามจากเอกชน มากมายถึง ๒๕ ข้อ และโดยสรุปว่ายังไม่มีความชัดเจนและต้องการการศึกษามากขึ้น อันนี้ แค่ดูจากรายงานฉบับนี้เองก็มีคำถามที่ไม่มีคำตอบอยู่มากมาย ในส่วนตัวของกระผมเองนั้น ผมคิดว่ารัฐบาลหรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรที่จะสามารถตอบคำถามได้ ๓ คำถามสำคัญ กับโครงการแลนด์บริดจ์นี้ก่อนที่จะเดินหน้าต่อครับท่านประธาน
คำถามที่ ๑ เราจะลงทุนเม็ดเงิน ๑ ล้านล้านบาท ถึงแม้ว่าจะเป็น PPP ก็ตาม มันไม่มี Option อื่นแล้วใช่ไหมที่ดีกว่านี้ ที่เป็นการลงทุนที่เหมาะสมกว่านี้เพื่อให้ถึง เป้าหมายในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องภาคใต้ และยกระดับความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ อันนี้เป็นคำถามข้อที่ ๑
คำถามที่ ๒ การที่จะจัดการความเสี่ยงจากผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมและ สังคมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่นั้นทำอย่างไร เวลาเราพูด เราพูดถึงว่าข้อดีของมันคืออะไร ไม่มีใคร พูดหรอกครับว่าความเสี่ยงหรือข้อเสียเหล่านั้นมีอะไรบ้าง อันนี้ผมคิดว่าเป็น Cost-Benefit Analysis สั้น ๆ ที่ควรที่จะ รวมอยู่ในรายงานฉบับนี้
คำถามสำคัญข้อที่ ๓ วิสัยทัศน์ในการพัฒนาภาคใต้แล้วก็ประเทศไทย มันเป็น Trade Off ที่เราต้องเลือกว่าอันที่ ๑ ยกตัวอย่าง เราอาจจะพัฒนาพื้นที่นี้ให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกในอีก ๕๐ ปีข้างหน้า ไม่เป็นที่ ๒ รองใคร หรือเราจะเป็นเส้นทาง เสริมเรือ Feeder ที่มีท่าเรืออย่างที่โครงการนี้นำเสนอ
ผมคิดว่าอันนี้เป็น ๓ คำถามที่ไล่จากภาพใหญ่มาที่ภาพย่อย จากมหภาค มาที่จุลภาคที่เราต้องตอบร่วมกัน ในฐานะที่เราเป็นประเทศไทยแห่งนี้ สำหรับคำถามข้อที่ ๑ รายละเอียด คำถามคือ เม็ดเงิน ๑ ล้านล้านบาท เราจะสามารถทำอะไรเพื่อชุมชนพี่น้อง ภาคใต้และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้บ้าง
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ภาพที่ท่านประธานเห็นตอนนี้ ฝั่งซ้าย ๑ ล้านล้านบาท ต้องย้ำชัด ๆ ว่าอันนี้คือโครงการ PPP อาจจะใช้การลงทุนจาก เอกชนภายในประเทศหรือนอกประเทศก็ได้ แต่ความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง มากกว่าการเวนคืนที่ดินมีอยู่ครับ มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-โคราช ตอนแรกก็โฆษณาบอกว่า จะใช้ PPP สุดท้ายแล้วรัฐต้อง Subsidize ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันเม็ดเงิน ๑ ล้านล้านบาทนั้น ถ้ามองในทางฝั่งขวาแล้วเอาจิตใจ เอาสมองของพี่น้องคนภาคใต้มาคิดว่า เขาต้องการอะไร อะไรคือวิสัยทัศน์ของเขา อะไรคือปัญหาของเขา แล้วเราก็สามารถที่จะดึง ต่างชาติเข้ามาลงทุนแบบ PPP ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ผมยกตัวอย่างแค่ ๔-๕ ตัวอย่างครับ ท่านประธาน ตัวอย่างที่ ๑ เป็นไปได้ไหมว่าภาคใต้จะเชื่อมต่อกับมาเลเซียกับสิงคโปร์ให้เป็น แหล่งพลังงานสะอาดอันดับหนึ่งของประเทศไทย พลังงานหมุนเวียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในภาคใต้ ๒,๑๔๖ เมกะวัตต์ในช่วงเวลา ๒๐ ปี อีกหน่อยมาเลเซีย สิงคโปร์ อยากจะลงทุน ใน Cloud Center อยากจะลงทุนในอะไรที่มันสำคัญ ๆ ที่ต้องใช้พลังงานสะอาด ภาคใต้ของ เรามีให้ เราคิดกันเรื่องชลประทานให้กับพี่น้องภาคใต้ได้ไหมครับ เกษตร ๒๔ ล้านไร่ ในภาคใต้มีชลประทาน ๓ ล้านไร่เท่านั้น เราบอกว่าเราอยากจะเพิ่มมูลค่าทางการเกษตร ชลประทานน้ำยังไม่มีเลย เราใช้งบประมาณตรงนี้พัฒนาแหล่งน้ำให้พี่น้องภาคใต้ได้ไหมครับ เรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ ทำไมเวลาเราคุยเรื่อง Megaproject เราเลือกแต่เรื่องก่อสร้าง กับถนนหนทาง ท่าเรือ ถนน รถไฟ ทำไมบุคลากรพี่น้องภาคใต้ที่ได้รับการศึกษาและคุณภาพ สุขภาพที่ดีจะเป็นไปไม่ได้ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าการเกษตร ยาง ปาล์ม ผลไม้ ทั้งหมดทั้งมวล นี้เป็นการศึกษาจากทางสภาพัฒน์ก็ดี เป็นการศึกษาจากงบประมาณแผ่นดินปีนี้ครับ ผมเอา งบประมาณแผ่นดินปีนี้ว่าถ้าต้องทำอย่างนี้ให้ชลประทานทั้งภาคใต้หมดใช้งบประมาณเท่าไร รวมออกมาครึ่งหนึ่งครับ ๔๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเอาเงินที่เหลือไปแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ให้กับพี่น้องภาคใต้ที่นครศรีธรรมราช ที่ปัตตานี ที่ยะลาด้วยยังได้ ยังมีเงินเหลือเลย แล้วสามารถทำแบบ PPP ได้ด้วยเช่นเดียวกัน สามารถเอาต่างชาติมองให้เห็นได้ว่าสิ่งที่เขา จะได้ประโยชน์จากการลงทุนให้กับพี่น้องภาคใต้ ยกระดับเขาด้วย ลดความเหลื่อมล้ำเขา ด้วย ยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศก็ทำได้ ผมคิดว่าตรงนี้เราต้องแสดง ให้กับพี่น้องประชาชนได้เห็นว่า Option ในการพัฒนาภาคใต้มีอะไรบ้าง และด้วยกลไก เงื่อนไขอะไรที่ทำให้รัฐบาลเลือกที่จะลงทุนในเรื่องของแลนด์บริดจ์ที่ใช้งบประมาณมาก ขนาดนี้ใช้เวลามากไปกว่านี้ อันนี้คือคำถามสำคัญข้อที่ ๑ ที่เราต้องตอบได้ว่านี่คือการลงทุน ที่เหมาะสมที่สุดของภาคใต้และไม่มีทางเลือกอื่นให้เราเลือกแล้วถึงจะยอมบอกได้ว่าโอเค นี่คือคำถามที่มหภาคที่สุด แล้วเราค่อยต่อไปคำถามข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน
คำถามข้อที่ ๒ Cost-Benefit Analysis ทุกสิ่งที่อยากจะได้มันก็ต้องมีสิ่งที่ จะต้องเสียไป ท่านประธานทราบไหมครับว่าพื้นที่ที่เรากำลังจะพัฒนานี้เป็นพื้นที่มรดกโลก ทั้งหมด ๖ แห่ง แล้วความเสียหายของสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ชุ่มน้ำ Ramsar ที่เรา ไปจดทะเบียนกับเขาไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ หรืออะไรประมาณนี้ครับ นานมากแล้ว เป็นพื้นที่ ที่เต็มไปด้วยศักยภาพทั้งทางทะเลแล้วก็ทางบก เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร เป็นการเวนคืน ที่ดินที่เป็นสวนทุเรียนแล้วก็สวนผลไม้ที่มีมูลค่าสูงหลายหมื่นไร่ เป็นเรื่องของการกัดเซาะ ชายฝั่ง เป็นเรื่องของน้ำมันรั่วที่เคยเกิดขึ้นอย่างที่ระยองกับ EEC ที่เคยเกิดขึ้น หรือ การสูญเสียพื้นที่ประมง ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือต้นทุนที่เราต้องจ่าย ถ้าใครเป็นนักเรียน เศรษฐศาสตร์อย่างรองหัวหน้าพรรคผมอยู่ตรงนี้ เศรษฐศาสตร์ ๑๐๑ Externality คือเวลา เราเขียนกราฟมันมี ๒ ด้าน แต่ว่าผลกระทบที่มันมานี้ส่วนใหญ่แล้วคนเขาไม่ค่อยมารวม ตรงนี้มันมูลค่าเท่าไรครับ ที่มันไปแล้วไปเลยแล้วไม่สามารถที่จะย้อนกลับมาได้ เราจะให้ เอกชนเป็นคนดูแลเรื่องสัมปทาน ผมถามว่าเรามีกลไกพิเศษอะไรที่ให้สัมปทานกับเอกชน หรือต่างชาติ มีอะไรรับประกันความเป็นอยู่และความเป็นธรรมของชีวิตคนแล้วก็สิ่งแวดล้อม ที่จะต้องเสียไปกับภาพนี้
ต่อมาเป็นคำถามที่ ๓ คำถามที่สำคัญอีกเช่นเดียวกัน เรื่องเกี่ยวกับ Opportunity ไปแล้ว เรื่องเกี่ยวกับ Cost-Benefit Analysis ไปแล้ว เรื่องเกี่ยวกับ Trade Off บ้างครับ การที่เราจะเลือกอย่างหนึ่งก็ต้องเสียอีกอย่างหนึ่ง มันยากครับที่จะทำให้ ๒ อย่าง อยู่ด้วยกันได้ อันที่ ๑ สำหรับผม ผมมองว่าพื้นที่นี้ มรดกโลกขณะนี้ สิ่งแวดล้อมขณะนี้ ไข่มุก ของอันดามันขณะนี้ นี่คือแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เราวางแผนยุทธศาสตร์ไปข้างหน้า และพัฒนาให้เห็นได้ว่าอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ๕๐ ปีจะเป็นการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้ ขนาดไหน พื้นที่ตรงนี้ มูลค่าการท่องเที่ยวของประเทศไทยทั้งหมดเท่าไร ท่านประธาน ๓ ล้านล้านบาท เฉพาะภาคใต้อย่างเดียวเป็นมูลค่าเท่าไรของการท่องเที่ยวของประเทศไทย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ๑ ล้านล้านบาท ผมตีว่าได้สัก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถ้าเกิดมี โครงการนี้เกิดขึ้น เสียหายไปแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คูณด้วย ๕๐ ปี นั่นคือมูลค่าที่เราต้องเสียไป นี่คือ Opportunity Cost ที่เราต้องเสียไป เมื่อเราจะเลือกทางฝั่งขวาว่าเราต้องการที่จะเป็น Hub เรือขนส่งสินค้าที่เพิ่มเติมที่เป็นเส้นทางรองจากเส้นทางเดินเรือหลัก ไม่ว่าจะเป็นของ ประเทศสิงคโปร์หรือของประเทศมาเลเซียก็ตาม นี่คือ ๓ คำถามสำคัญที่สุดที่ยังไม่มีคำตอบ ในรายงานฉบับนี้
มาถึงเรื่องจุลภาคบ้างครับ จุลภาคที่สำคัญที่สุดซึ่งก็คือตรงกับคำถามที่ หน้า ฉ แล้วก็หน้าที่ ๕๒ ของ ๕๗ ฉบับนี้ครับ ผมคิดว่าเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าผมเป็น เอกชนแล้วเลือกว่าจะเลือกโครงการแลนด์บริดจ์ แล้วจะทำอย่างไรที่จะสามารถแชร์ส่วนแบ่ง การเดินเรือในภูมิภาคนี้ให้มาที่โครงการเราได้ ตอบแบบสามัญสำนึกที่สุด แบบชาวบ้านที่สุด ทางของเรามันก็ต้องเร็วกว่า สะดวกกว่าหรือว่าถูกกว่า แต่จากรายงานที่มาก็บอกว่าอาจจะ ลดเวลา คราวนี้ไม่มีรายละเอียดอย่างนี้ก็ไม่สามารถที่จะอนุมานได้ว่าจะเร็วกว่า สะดวกกว่า จริงหรือเปล่าครับ ถ้าเกิดจะต้องมีเรือมารอทั้ง ๒ ฝั่ง ย้ายจากเรือเป็นราง เป็นรถ แล้วกลับไป เป็นเรืออีกทีหนึ่ง เรือก็ต้องมารอทั้ง ๒ ฝั่ง สินค้าเสียหายใครรับผิดชอบ ถูกกว่า อันนี้ก็ต้อง ขอรอรายละเอียด ซึ่งตรงนี้ชัดเจนมากเลยว่าสมมุติฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์เรื่องตรงนี้ก็มี คำถามจากทางภาคเอกชนตั้งแต่หน้า ๕๒ ถึงหน้า ๕๗ รวมทั้งหมด ๒๕ ข้อที่ยังไม่มีคำตอบ เพราะฉะนั้นถ้ากรรมาธิการชุดนี้หรือทางรัฐบาลไม่สามารถที่จะตอบคำถาม ๓ คำถามสำคัญ ของผม รวมถึงคำถามต่าง ๆ ที่อยู่ในรายงานฉบับนี้ในตัวของมันเองได้ ผมไม่สามารถรับ รายงานฉบับนี้ได้ ขอบคุณท่านประธานครับ