ชัยธวัช ชี้รักษาความปลอดภัยขบวนเสด็จเหมาะสม ย้ำแก้การเมืองบานปลาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ชัยธวัช ตุลาธน หารือถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญและขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ โดยระบุว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์เป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบเกินควร พร้อมเน้นว่าปัญหาด้านความปลอดภัยมีต้นตอมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและแนวคิดที่ต้องแก้ไขอย่างรอบด้านเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายต่อไป

นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ผม ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกลครับ ผมฟังหลายท่านอภิปรายแล้วมีความเห็นว่า จริง ๆ แล้วเราก็มีความเห็นร่วมกันอยู่ หลายอย่างนะครับ

ประการแรก ผมคิดว่าเราเห็นตรงกันว่าการรักษาความปลอดภัยให้กับ บุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประมุขของรัฐ องค์พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ประมุข ของรัฐต่างประเทศ ผู้นำทางการเมือง หรือแม้แต่บุคคลสาธารณะที่สำคัญนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องหลักปฏิบัติสากล

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าเราเห็นตรงกันว่าขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการไปอย่างเหมาะสมแล้ว อย่างน้อย ก็ในแง่ที่ว่าไม่ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนเกินสมควร

ประการที่ ๓ เราก็ต่างเห็นตรงกันว่า เราไม่อยากจะเห็นเหตุการณ์อย่าง วันที่ ๔ กุมภาพันธ์เกิดขึ้นอีก ตอนท่านที่เสนอญัตติท่านแรกนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้อภิปรายเปิดญัตตินั้น ผมฟังดูแล้วก็ผมดีใจนะครับ ผมดีใจ ที่ท่านเอกนัฏก็ได้เล่าว่า ยอมรับว่าตัวเองเกิดความรู้สึกโกรธ ในแว็บแรกที่ได้รับทราบ เหตุการณ์ แต่หลังจากนั้นก็สามารถที่จะสงบสติอารมณ์ได้ ในกรณีของท่านเอกนัฏ ก็ด้วยเหตุที่นึกถึงพระราชดำรัสที่ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการประนีประนอม เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ ไม่ใช้อารมณ์โกรธ ก็คิดที่จะหาวิธีหรือเสนอวิธีการที่จะบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์อย่างในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์นั้น เกิดการบานปลายนำไปสู่การปะทะ ขัดแย้งทางการเมืองที่ใหญ่โตกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีนะครับ ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะบริหาร จัดการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ให้บานปลายมากกว่านี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นที่ เราควรจะถกเถียงอภิปรายกันให้รอบด้าน ผมเองยังยืนยันว่าเวลาเราพิจารณาเกี่ยวกับ มาตรการถวายความปลอดภัย ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้ เราไม่สามารถที่จะพิจารณาเฉพาะเรื่องกฎหมาย ระเบียบ แผนในการถวายความปลอดภัย ได้อย่างเดียวเท่านั้น ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ ผมยกตัวอย่างเหตุการณ์ ที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรานี่ละครับ ที่กระทบกับการถวายความปลอดภัยต่อ องค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์อย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งก็ว่าได้ เพื่อเป็น ตัวอย่าง เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๐ เคยเกิดเหตุการณ์ลอบทำร้าย ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ที่เสด็จไปด้วย ระหว่างที่ เสด็จพระราชดำเนินไปที่จังหวัดยะลา รุนแรงกว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาสัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลายเท่าครับ เกิดความปั่นป่วนในขบวนเสด็จ และเกิดการลอบวางระเบิดใกล้ที่ประทับ ของพระองค์ นี่เป็นตัวอย่างว่าเหตุการณ์ในวันนั้นถ้าจะแก้การถวายความปลอดภัยในวันนั้น ไม่สามารถที่จะพิจารณาเฉพาะกฎหมาย และแผนมาตรการในการถวายความปลอดภัย เท่านั้น เพราะสุดท้ายปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนั้น เหตุการณ์เกี่ยวกับการถวายความปลอดภัยหลายครั้ง หลายกรณีจึงเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมือง ปัญหาทางความคิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียดายเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ใช้วิธีทางการเมืองนี่ล่ะครับจัดการเหมือนกัน แต่ผิดทางไป หน่อย เพราะหลังจากนั้นเกิดกลุ่มฝ่ายขวา คือกลุ่มกระทิงแดงในขณะนั้นพยายามใช้กรณีที่ เกิดขึ้น การลอบปลงพระชนม์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดยะลาปลุกปั่น กล่าวหาโจมตีว่ารัฐบาล ขณะนั้นซึ่งเป็นรัฐบาลของ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ว่าไม่มีความจงรักภักดีเพียงพอ จนกระทั่งนำไปสู่การรัฐประหารหลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน แล้วกว่าประเทศจะฟื้นฟูไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ก็ใช้เวลาหลายปี ย้อนกลับมาสู่กรณี ที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่ ผมก็ยังยืนยันว่าเราทราบกันดีว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับการถวาย ความปลอดภัยอันเกิดจากเรื่องการก่ออาชญากรรมเพื่อหมายปองทำร้ายพระบรมวงศานุวงศ์ แต่มันเป็นปัญหาที่สืบเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและความขัดแย้งทาง ความคิด มันต้องยอมรับตรงนี้ก่อนถึงจะพิจารณาอย่างรอบด้านว่าเราจะจัดการบริหาร จัดการการถวายความปลอดภัยและการแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างไร แน่นอน วันนี้คงไม่ใช่วาระที่เราจะมาพูดกันเรื่องการแก้ปัญหาทางการเมืองโดยละเอียด แต่ผมคิดว่า อย่างน้อยประเด็นหนึ่งที่เราเรียนรู้ได้จากกรณีของคุณตะวัน ก็คือว่ามันต้องมีปัญหาอะไร อย่างแน่นอนที่รัฐไทยสามารถทำให้คน ๆ หนึ่งที่เขาแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมือง ของเขาด้วยการถือกระดาษแผ่นหนึ่ง และผลักให้เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ผมคิดว่าคนไทย จำนวนมากไม่คาดคิดว่ามีใครจะกล้าทำ มันต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างครับ เมื่อประชาชน คนหนึ่งเขาอยากจะพูด แต่เราไม่อยากฟัง เพราะมันไม่น่าฟังและไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยิน แล้วเราพยายามจะไปปิดปากเขา สุดท้ายเขาก็เลยเลือกตัดสินใจที่จะตะโกนครับ แล้วมันก็ นำมาสู่สถานการณ์ที่เราไม่พึงปรารถนา ผมคิดว่านี่เป็นบทเรียนอย่างน้อยอย่างหนึ่งที่เราควร จะพิจารณากันหลังจากนี้ โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร ในขณะเดียวกัน ผมขออนุญาตท่านประธาน อีกสักเล็กน้อย ผมคิดว่าคนที่กำลังตะโกนอยู่ ด้วยความเคารพ ผมคิดว่าคนที่กำลังตะโกน ก็ควรจะไตร่ตรองว่าวิธีการอะไรที่จะทำให้คนหันมาเปิดใจฟังพวกเรามากขึ้นด้วย การตะโกน และยิ่งทำให้ไม่มีใครฟังอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเช่นกัน สุดท้ายไม่ว่าจะฝ่ายไหน ผมคิดว่าเราไม่ควรจะจัดการสถานการณ์ด้วยการผลักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้สุดขั้วไปมากกว่านี้ อย่างที่ท่านวิโรจน์บอก อย่าใช้น้ำมันดับไฟครับ ผมเองถ้าถามว่าวันนี้เราจะเสนออะไรไปยัง ฝ่ายบริหารฝ่ายรัฐบาลจากญัตตินี้ นอกจากข้อเสนอเรื่องการทบทวนกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนต่าง ๆ แล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่ฝ่ายบริหารทำได้คือกุศโลบายทางการเมือง ผมเอง ไม่สบายใจได้ยินสมาชิกฝั่งรัฐบาลพูดกันถึง ถ้าไม่พอใจให้ไปอยู่ประเทศอื่น หนักแผ่นดิน นิ้วไหนร้ายก็ตัดนิ้วนั้นทิ้ง นี่ผมยังนึกว่าเราอยู่ในรัฐบาลจากการรัฐประหารนะครับ ผมคิดว่า เราเคยมีบทเรียนมาแล้วว่าการใช้ความจงรักภักดีมาแบ่งแยกประชาชน สุดท้ายไม่สามารถ ส่งผลดีกับใครเลย เราเคยผ่านเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมมาแล้ว สมาชิกหลายท่านพูดถึง ผมขอเวลาอีกนิดเดียว มันสอนเราแล้วว่าสุดท้ายต่อให้เราใช้กำลัง ใช้อาวุธร้ายแรงยิงเข้าไป สู่ประชาชนที่เราไม่อยากฟัง ฆ่าเขาตายกลางเมือง ลากเขาไปแขวนคอใต้ต้นมะขาม ตอกอก หรือกล่าวหาผู้คนจำนวนมากว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จนสุดท้ายเขาไม่มีทางเลือกแล้วก็ต้องเข้าไป เป็นคอมมิวนิสต์จริง ๆ ในป่า มันไม่ใช่ทางออก สุดท้ายเราก็ต้องจบด้วยการแก้ไขปัญหา ทางการเมือง นิรโทษกรรม เปิดโอกาสให้คนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มาเป็นผู้ร่วม พัฒนาชาติไทย มันวน Loop อยู่แบบนี้ละครับ สุดท้ายผมก็หวังว่ารัฐบาลของเราสมาชิกผู้แทนราษฎรของเราจะมีสติ แล้วก็ระงับความโกรธ อย่างที่ท่านเจ้าของญัตติได้เปิดเอาไว้ตั้งแต่แรก แล้วใช้กุศโลบายทางการเมืองแก้ปัญหา อย่าผลักใครให้สุดขั้วไปมากกว่านี้ แล้วเพิ่มพื้นที่ตรงกลางให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เห็น ไม่ตรงกันสามารถที่จะหาจุดร่วมกันได้ เพื่อให้ประเทศไทยเราออกจากความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นมาเกือบ ๒ ทศวรรษแล้ว เพื่อประเทศของเราได้มีสมาธิเดินหน้าไปเผชิญหน้ากับโลก ที่ผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ขอบคุณครับ