ธีระชัย วิจารณ์กฎหมายประมงรุนแรงเกิน ขอทบทวนเป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ธีระชัย แสนแก้ว อภิปรายร่างพระราชบัญญัติประมง โดยเสนอให้ทบทวนบทลงโทษที่รุนแรงเกินสมควรในมาตรา 57, 114 และ 139 ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวประมงรายย่อย โดยเฉพาะการยึดเรือทันทีที่ขัดต่อความเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการที่เปิดกว้างและมีกลไกพิจารณาหลายฝ่าย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างอนาคตให้ลูกหลานต่อไป

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผม ขออนุญาตท่านประธานเพื่อที่จะร่วมอภิปรายพระราชบัญญัติประมงของท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และคณะ เป็นผู้เสนอ ตลอดทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้เสนอในวันนี้ เท่าที่ผมได้สดับตรับฟังผู้เสนอมันตรงใจผมเหลือเกิน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเมื่อวันที่ ๒๔ ผมก็ได้อภิปรายเรื่องนี้ตามที่ท่านปลอดประสพได้รายงานในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านประธานครับ วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีงามของพวกเราในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ จะได้เริ่มแก้ไขปัญหาของพี่น้องชาวประมงเสียที ที่ผ่านมาได้รับความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมันมีปัญหามายาวนานร่วม ๑๐ ปี ตั้งแต่คณะ คสช. ยึดอำนาจบริหารประเทศและออก พระราชกำหนด พ.ศ. ๒๕๕๘ ของคณะ คสช. ท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมานั้น ก่อนที่รัฐบาลคณะ คสช. ได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนด พ.ศ. ๒๕๕๘ ประเทศไทยเรา ขึ้นแท่นในการสร้างรายได้สินค้าทางด้านการประมง และสามารถติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของโลกติดต่อกันหลายสิบปี ทำให้มีรายได้เข้าสู่ประเทศมากกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เกิดจากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศมีแผ่นดินที่ยื่นออกไปมหาสมุทร แปซิฟิกและทะเลอันดามันเป็นพื้นที่ติดทะเลกว่า ๓,๐๐๐ กิโลเมตร แล้วพี่น้องชาวประมง ของเรายังมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ตั้งแต่บรรพบุรุษมาแล้ว แต่ท่านประธานที่เคารพ จากที่ประเทศเราเคยเป็นมหาอำนาจทางด้านทะเล และสร้างรายได้มหาศาลดังที่กล่าว ไปแล้วนั้น กลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือภายในแป๊บเดียวเกือบสูญพันธุ์ครับท่านประธาน เนื่องจากว่าตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ทั้งกฎหมาย กฎ ระเบียบต่าง ๆ เกือบ ๑๐๐ ฉบับ มีความหยุมหยิม ยุ่งยาก สร้างปัญหา ทั่วประเทศ โดยเฉพาะการแสดงเอกสารต่าง ๆ ทั้งที่เป็นแค่เรื่องธุรการเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ นี่เป็นตัวฉุดรั้งและสร้างอุปสรรคให้กับพี่น้องชาวประมงแทบสิ้นเนื้อ ประดาตัว และมีบทลงโทษที่ร้ายแรงมากครับท่านประธาน ผมอยากจะอภิปรายแล้วก็ เปรียบเทียบร่างพระบัญญัติของท่านวิสุทธิ์และคณะ และขอชื่นชมว่าเรากำลังแก้ไขปัญหา ถูกจุด และเรากำลังจะสร้างความหวังคืนชีวิตครั้งใหม่ให้กับพี่น้องชาวประมงต่อลมหายใจ ของเขาต่อไปอีกครับท่านประธาน

กระผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เห็นจะ ๆ ว่าปี ๒๕๕๘ โดยเฉพาะมาตรา ๕๗ ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ นี่คือจุดเริ่มต้นของบทลงโทษและรุนแรงแสนสาหัส เกินกว่าเหตุมาก ๆ เลยครับท่านประธาน มาตรา ๕๗ เดิมบัญญัติไว้เพียงสั้น ๆ ห้ามมิให้ บุคคลใดจับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง สั้น ๆ นะครับ แต่คำว่า สั้น ๆ นี้ ภาษากฎหมายกลับรุนแรงมหาศาลที่เขียนนี้มันอันตรายมาก แล้วทีนี้ก็เพราะความสามารถจากการตีความควบคุมไปกว้างขวางมาก ในหลายกรณี แล้วแต่จะตีความบทลงโทษตามมาถึงจุดนี้อย่างรุนแรงแสนสาหัส บทลงโทษที่กระผมบอกว่า รุนแรงแสนสาหัสนั้นก็คือการกระทำผิดตามมาตรา ๕ แล้วลงโทษ มันก็ไปที่มาตรา ๑๓๙ จะพบว่าค่าปรับมหาศาลมีการปรับหลักล้าน มาตรา ๑๓๙ บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๗ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท และจำนวน ๕ เท่าของมูลค่า สัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมงแล้ว แต่จะคิดคำนวณว่ามากน้อยเท่าไร ค่าปรับในวรรคถัดไปเป็น ค่าปรับที่เกิดขึ้นตามขนาดตันกรอสของเรือ ซึ่งเป็นค่าปรับที่สูงมากครับท่านประธาน ถ้าไป อ่านรายละเอียดทั้งหมดทั้ง ๕-๖-๗ ฉบับนี้ มันเป็นสิ่งที่ดีที่เราจะต้องมาจัดการเรื่องนี้

กระผมขออนุญาตยกตัวอย่างให้เห็นภาพโดยข้อเท็จจริง ๆ มันปรับหนัก จริง ๆ ครับ เจ็บหนักจริง ๆ เช่น เคยมีพี่น้องชาวประมงใช้เรือ ๙๗ ตันกรอส จับปลา ขนาดเล็กกว่ากรมประมงกำหนด มีโทษปรับเริ่มต้น ๖๐๐,๐๐๐ บาท ไปถึง ๕ ล้านบาท ปลาซิว ปลาสร้อย ที่ติดขึ้นมากับแหอวนโทษปรับได้ถึง ๕ ล้านบาท แล้วมันจะมีใครห้าม ว่าเวลาลากแหอวนมามันจะติดปลาซิว ปลาสร้อยขึ้นมา ใครจะไปรู้ละครับ นี่โดนปรับตั้ง ๕ ล้านบาท แล้วไม่จบนะครับ ยังจะต้องมาเจอกับมาตรา ๑๑๔ อีก คือในกรณีที่เรา จับปลาเล็กกว่ากำหนดในมาตรา ๕๗ ยังจับไปผิดกับมาตรา ๑๑๔ ถือว่าเป็นการทำประมง เคยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงครับท่านประธาน แล้วโทษมาตรา ๑๑๔ ที่รุนแรงที่สุดคือ การกักเรือ ยึดเรือ แล้วพี่น้องชาวประมงจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าปรับละครับ เมื่อท่าน ยึดเรือในการประกอบอาชีพของเขา ปัญหาของมาตรา ๕๗ นี้กับปัญหาของมาตรา ๑๑๔ และโยงใยกันไปหมดกับมาตรา ๑๓๙ ครับท่านประธาน ในร่างของท่านวิสุทธิ์เปิดโอกาส ให้มีการผ่อนคลาย ผมไม่ได้อ่านหมด แต่ผมอ่านร่างของท่านวิสุทธิ์ แต่คิดว่ามีแนวโน้ม คล้าย ๆ กัน ก่อนที่รัฐมนตรีจะประกาศปลาขนาดไหนจะเป็นปลาเล็กหรือสัตว์น้ำขนาดไหน จะเรียกว่าปลาเล็กห้ามจับ ห้ามทำประมง จะต้องผ่านกระบวนการศึกษาทางวิชาการ ก็คือมีการกลั่นกรองเสียก่อน มีคณะกรรมการ ไม่ใช่ว่าประกาศของรัฐมนตรีหรือแล้วแต่ จะตีความ ความโหดเหี้ยมเกิดขึ้นตรงนั้นละครับ เพราะเขียนกฎหมายสั้น ๆ แต่นี่ยังผ่อนคลาย มีคณะกรรมการระดับจังหวัด มีอธิบดีกรมประมง มีคณะกรรมการมีการกลั่นกรอง พวกนี้มา ในมาตรา ๕๗ ไม่ใช่มาตราเดียว ยังมี (๑) มันมี /๑ /๒ /๓ /๔ /๕ อีก เพราะฉะนั้นผมจะไม่อ่านในตรงนี้ ท่านประธานที่เคารพนั่นก็คือเป็นการผ่อนคลาย ให้กับพี่น้องชาวประมง และเป็นกระบวนการขั้นตอนที่ออกกฎหมายแบบอารยชน ที่มีความฉลาดละเอียดรอบคอบ นี่คือพี่น้องประชาชนเลือกผู้แทนราษฎรเข้ามาชนชั้นใด แก้กฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้นครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นชนชั้นปกครองที่ยึดอำนาจมา ก็จะทำให้เห็น ๆ อยู่แล้วนะครับ ความล้มเหลวในการบริหารเรื่องเกี่ยวกับประมงมันก็ฉิบหาย ไปส่วนหนึ่งแล้ว ผมไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องนี้ต่อไปแล้วครับ ท่านประธาน ทราบหรือไม่ว่าค่าปรับมาตรา ๑๓๙ ปรับสูงสุดถึง ๓๐ ล้านบาทต่อเรือ แล้วก็ไปเป็น ๕ เท่า ของมูลค่าสัตว์น้ำที่จับได้แล้วแต่อะไรจะสูงกว่าคือโทษปรับกันขนาดนี้ ใช้หนี้กี่ชาติถึงจะหมดแค่ปรับนี่นะครับ ในร่างของคณะของท่านวิสุทธิ์แก้ไขมาตรา ๑๓๙ ได้เสนอให้ยกเลิกมาตรา ๑๑ บทลงโทษเสียใหม่ทั้งหมด โดยค่าปรับจากความผิด ตามมาตรา ๕๗ ให้เหลือเพียง ๕๐,๐๐๐ บาท พอสมเหตุสมผล ไม่ต้องดูขนาดของเรือ และไม่วุ่นวายกับสูตรการคิดคำนวณอะไรต่าง ๆ ให้มันวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องสัตว์น้ำ

ท่านประธานที่เคารพครับ มาดูมาตรา ๑๑๔ มาตรการลงโทษคือ กัก ยึดเรือ ทันที เป็นการทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง บทลงโทษสอดคล้องกับมาตรฐานสากล สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทการทำประมงนะครับ ท่านประธาน กระผมขออนุญาตยกตัวอย่างพระราชกำหนด ๑๕๘ ในร่างท่านวิสุทธิ์ แค่กว่าจะพักใบอนุญาตหรือยึดใบอนุญาตออกเรือจะต้องผ่านการพิจารณาของกรรมการ คืออธิบดีกรมประมง ผู้ว่า ผู้บังคับการตำรวจ กรมเจ้าท่า และอีกหลายส่วนเข้ามาดูแล ความยุติธรรมให้กับเขา กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่าในการตราพระราชกำหนด แก้ไขพระราชกำหนด ขณะนี้ถือว่าเป็นการผ่อนคลายให้กับพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรของเราผ่านร่างทั้งหมดนี้ จะสร้างความเป็นธรรม สร้างความหวังให้กับพี่น้องชาวประมงเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในร่างฉบับนี้และในหลาย ๆ ฉบับ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอมานี้ เป็นการสร้างอนาคตให้กับลูกหลานของชาวประมง เป็นอาชีพที่สืบต่อรุ่นลูกรุ่นหลานไปชั่วอนาคต และร่างกฎหมายยังจะสร้างเศรษฐกิจ ให้กับประเทศไทย ให้มีรายได้จากการประมงกลับมามีมูลค่ามหาศาลมากยิ่งขึ้น ขอกราบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน