พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ หารือถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองโลกที่เห็นอกเห็นใจและเคารพความหลากหลาย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดดังกล่าวขาดการสะท้อนในญัตติการสร้างพลเมืองคุณภาพ และวิพากษ์นิยามพลเมืองที่มองประชาชนในแง่ลบ ตั้งคำถามต่อแนวคิดการพัฒนาคนที่ขัดกับความเป็นจริงของสังคมไทย โดยยืนยันว่าประชาชนมีจิตสำนึกทางประชาธิปไตยอยู่แล้ว ไม่ใช่ปัญหาของชาติ
เรียนท่านประธาน รัฐสภา เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดที่กำลังรับชม การทำงานของพวกเราอยู่ในขณะนี้ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ สังคมโลกที่เราใช้ชีวิตกัน อยู่ในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ ๆ และปัญหาที่ซับซ้อนมากมายค่ะ เราเห็นภาพข่าว ผู้ลี้ภัยต้องหนีตายจากสงคราม เราเห็นการปราบปรามอย่างรุนแรงโดยรัฐต่อผู้เห็นต่าง เราเห็นการใช้นิติสงครามที่เป็นการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในการกดปราบผู้ที่ เห็นต่าง ในเวลาแบบนี้ประชาชนกำลังสิ้นหวังเมื่อต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำ การกดขี่ และความไม่เป็นธรรม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าหากเราต้องการสังคมที่ยุติธรรมมากกว่านี้ เท่าเทียม มากกว่านี้ และเป็นธรรมมากกว่านี้ การศึกษาที่เราควรจะดำเนินไปควรมีเป้าหมายเพื่อจะ ส่งเสริมให้คน ให้สมาชิกในสังคมของพวกเราสามารถมองไปได้ไกลกว่าแค่พรมแดนรัฐชาติ นั่นก็คือการมุ่งสร้างพลเมืองโลกที่ให้คุณค่ากับมนุษยธรรม มีความเห็นอกเห็นใจ เคารพ ความแตกต่างหลากหลาย และมีความตระหนัก มีความศรัทธาในตัวเองว่าพวกเขาสามารถ ที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ได้ แล้ววันหนึ่งเมื่อเขามีศรัทธาแบบนี้ในตัวเอง เขาจะออกไปแล้วสามารถสร้างสังคมที่ดีขึ้น กว่าสังคมที่วันนี้เราได้มอบให้พวกเขาได้ แต่แนวคิดในการสร้างพลเมืองโลกแบบนั้นไม่ได้มี อยู่ในหลักการและเหตุผลของญัตติ เรื่อง การสร้างคนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพเลยค่ะ หากเปิดมาหน้าแรกที่เป็นบทสรุปของญัตติ ท่านก็จั่วมาเลยว่าสังคมยุคใหม่มีแนวคิดไปกับ สังคมตะวันตกมากเกินไป
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ไม่สอดคล้องกับ ความเป็นคนไทย ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนไทย ท่านอยากจะสร้างคนไทยที่พึง ประสงค์ แต่ดิฉันไม่มั่นใจว่าคนไทยที่ท่านพึงประสงค์นี้จะเป็นคนไทยในแบบที่โลกต้องการ หรือไม่ หรือเป็นคนไทยที่ท่านถูกใจเท่านั้น ประโยคลักษณะแบบนี้มีเกลื่อนไปหมดในญัตติ พวกนี้ หน้าเมื่อสักครู่ถ้าอ่านดี ๆ ตั้งท่ามาน่าจะดีอยู่ คือเน้นอยากพัฒนาคน อยากที่จะปรับ กระบวนการศึกษาให้มันมีคุณภาพ ไม่เน้นการศึกษาเชิงปริมาณหรือเน้นคุณวุฒิมากเกินไป แต่ก็มาตกม้าตายค่ะ เพราะว่ามาติดกรอบเรื่องของแนวทางใหม่ที่พวกท่านจะทำก็ยังติดอยู่ใน บริบทของความเป็นไทย ต้องสอดคล้องกับรากอารยะและวัฒนธรรมไทย การศึกษาแบบนี้ คือการศึกษาที่เราศึกษากันมาตลอด มาตั้งแต่สมัยที่เรายังมีกระทรวงธรรมการที่ตั้งขึ้น เมื่อวันที่ ๑ เมษายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๑ ปีมะโรง พุทธศักราช ๒๔๓๕ หรือเมื่อ ๑๓๒ ปี ที่แล้วนั่นเอง ท่านประธานคะ สส. หมิว สิริลภัสได้อธิบายประเด็นนี้ ความหมายของพลเมือง ความหมายของราษฎร และความหมายของประชาชน ตามราชบัณฑิตยสถานกำหนดไว้แล้ว ส่วนในนี้ดิฉันขอให้พ่อแม่พี่น้อง ประชาชน ที่รับชมอยู่ กด QR Code ด้านหน้าแล้วอ่านไป ด้วยกัน ประเด็นนิยามความหมายที่มีในญัตตินี้ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พลเมือง คือบุคคล ที่สามารถเป็นพละกำลังให้กับบ้านเมือง ไม่เป็นภาระให้คนอื่น ราษฎร หมายถึง ผู้ที่เป็นภาระ ให้กับสังคม ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ รอการช่วยเหลือจากคนอื่นอย่างเดียว และประชาชน หมายถึง คนที่อยู่ใต้อำนาจ เป็นผู้รับคำสั่งและทำตามคำสั่ง เป็นผู้ดูและจะมองที่ผลประโยชน์ ของตนอย่างเดียว และถ้าต้องเสียผลประโยชน์ก็จะไม่ยอมเสียสละ หรือไม่มีส่วนร่วมในการ แก้ปัญหา ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในสังคม ท่านประธานคะ มาถึงตรงนี้ดิฉันไม่แน่ใจเลยว่าท่าน ผู้เสนอญัตติและผู้ที่เซ็นญัตตินี้ได้อ่านรายละเอียดในญัตตินี้ รวมถึงเอกสารที่ประกอบ การพิจารณาญัตตินี้บ้างหรือไม่ แต่ดิฉันอ่านมาทุกหน้า และในฐานะผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในเขตคลองสามวา จำนวน ๔๐,๑๒๖ เสียง ไม่สบายใจเลย ที่เห็นข้อความลักษณะนี้ต่อประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ ในขณะที่ท่านร่างญัตตินี้ ท่านกำลังมองประชาชนด้วยสายตาแบบไหน ด้วยฐานความคิดแบบไหน ท่านกำลังจะบอก ว่าประชาชนผู้ทรงอำนาจเหล่านี้ คนที่จ่ายเงินภาษีเพื่อหล่อเลี้ยงประเทศนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือ ทางอ้อม คนที่พยายามต่อสู้อยู่ทุกวันให้เขามีชีวิต ให้ลูกของเขาสามารถลืมตาอ้าปากและ มีอนาคต แม้ว่าสภาพสังคม สภาพการเมือง สภาพเศรษฐกิจ ไม่ได้เอื้อให้เขาจะสู้ได้อย่าง เท่าเทียมอย่างคนอื่น และด้วยทุกความพยายามทั้งหมดที่เขามีแล้ว เขาก็อาจจะมาไม่ถึง คุณสมบัติ เป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นคนที่พึงประสงค์ในระบอบประชาธิปไตยแบบที่ท่าน กำหนดด้วยซ้ำไป ดิฉันยินดีนะคะที่ได้ทราบว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านในที่นี้ เคยไปเที่ยวมาแล้ว ๔๐ ประเทศทั่วโลก แต่ในประเทศไทยมีคนจำนวนมากที่ไม่เคยออกไป ไหนเลยค่ะ แม้กระทั่งเที่ยวต่างจังหวัดกับคนในครอบครัว แล้วคนเหล่านี้นับเป็นภาระของ ประเทศอย่างนั้นหรือคะ เราจะสร้างประเทศที่มีความหวัง ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร ในเมื่อตรรกะความคิดของคนที่อยากพัฒนาประเทศ อยากพัฒนาบุคลากรในประเทศ ผิดตั้งแต่ต้น ส่วนนี้ดิฉันจะพูดถึงส่วนของบทวิเคราะห์ ในเอกสารระบุไว้ชัดเจนว่าประชาธิปไตย ในประเทศไทยที่ถูกต้องมันยังไม่ได้ฝังรากลึกในประเทศไทย และยังระบุอีกว่าปัญหาของ การเมืองการปกครองไทยมันเกิดจากการที่ประชาชนขาดสำนึกความเป็นพลเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ท่านประธานคะ เราจะไม่มาถกเถียงกันในที่นี้ว่าปัญหาของการเมืองไทย เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ แต่ดิฉันอยากให้ท่านย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ที่มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง ประชาชนไม่ได้ติดตามข่าวอย่างเดียวนะคะ พวกเขามาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก เขาเดินทางกลับภูมิลำเนา ไปต่อรอแถวตั้งแต่เช้าเพื่อที่จะใช้สิทธิของเขา ปิดหีบแล้วบางท่าน ยัง Live สด นับคะแนน มีหลายท่านที่เข้าร่วมกับอาสาโหวต ๖๒ เพื่อรายงานผลคะแนน รายหน่วย เพราะเขาไม่ไว้ใจ กกต. ค่ะท่านประธาน หลายท่านถ่ายคลิปร้องเรียนส่งสื่อเพื่อจับการเลือกตั้งที่ทุจริต ทั้งหมดนี้หรือคะที่พวกท่าน มองว่าประชาชนในประเทศไทยยังไม่ตื่นรู้ ทั้งหมดนี้หรือคะที่พวกท่านบอกว่าพวกเขาคือ ปัญหาของประเทศ พวกเขานี้หรือคะคือประชาชนที่ขาดสำนึกความเป็นพลเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ดิฉันขอกล่าวตรงนี้เลยนะคะว่าประชาชนคนไทยไม่ได้ขาดจิตสำนึกในเรื่อง ของการเป็นพลเมืองประชาธิปไตย พวกเขาตื่นรู้นานแล้วและจะยิ่งมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ สิ่งนี้ ไม่มีใครหยุดยั้งได้ อาชีพผู้แทนราษฎรเป็นอาชีพเดียวที่ประชาชนเป็นผู้แต่งตั้งพวกเราขึ้นมา เกียรติทั้งหมดล้วนเป็นประชาชนมอบให้ และในฐานะที่ดิฉันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉันไม่สามารถจะเห็นชอบต่อญัตตินี้ได้ และดิฉันขอยืนยันว่าประชาธิปไตยที่ถูกต้องไม่ควร จะกำหนดด้วยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จะต้องถูกนิยามโดยประชาชนผู้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในระบอบประชาธิปไตย และเป็นเจ้านายเพียงคนเดียวของผู้แทนราษฎร ขอบคุณค่ะ