ภูมิธรรม สนับสนุน SMEs ย้ำเป็นรากฐานเศรษฐกิจประเทศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ภูมิธรรม เวชยชัย สนับสนุนการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง โดยย้ำถึงความสำคัญของนโยบายรัฐในการลดอุปสรรค ปรับกฎระเบียบ และสร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณท่านอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ต้องขอบคุณที่ได้ให้ ความสำคัญและความสนใจกับธุรกิจขนาด Micro ขนาดกลาง ขนาดย่อม เพราะเห็นว่าเป็น รากฐานสำคัญอันนี้ก็เห็นด้วย ผมคิดว่าในประเทศที่เจริญแล้วเศรษฐกิจกลุ่มเล็ก กลุ่มย่อย กลุ่มกลาง เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลและการสนับสนุน เพราะเป็นรากฐานสำคัญในการ พัฒนาความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างอิตาลีหรืออย่างหลาย ๆ ประเทศ SMEs เขาพัฒนาเติบโตขึ้นเป็นมูลค่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของการพัฒนาเศรษฐกิจของ ในประเทศ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นทิศทางที่ดีแล้ว และสิ่งสำคัญที่เรารับทราบมาส่วนหนึ่ง ก็อย่างที่ท่านอนุชาได้พูดไป เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งมาคิดกันเดี๋ยวนี้ เรื่องนี้ได้คิดและได้ดำเนินการ มานานแล้วตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขกฎระเบียบกระทรวงต่าง ๆ ให้ดำเนินการไป เพื่อให้ความสนับสนุนและส่งเสริมให้ SMEs มีประโยชน์และมีศักยภาพพอที่จะเป็นรากฐาน ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ เพียงแต่ว่าในการดำเนินการในการจัดการต่าง ๆ เมื่อเราได้มาพบกับเขาแล้วได้คุยก็ยังไม่กฎระเบียบ มีอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย เนื่องจาก รัฐบาลต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วได้ดำเนินการอย่างที่ท่านว่า วันนี้เราในฐานะที่เป็นพรรคแกนนำหลัก ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เราคิดอย่างนี้มานานเหมือนกันครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ถ้าจำไม่ผิด หรือถ้าจำกันได้พรรคไทยรักไทยเป็นคนที่ริเริ่มนิทรรศการ SMEs แล้วก็ได้เรียนเชิญ ผู้ประกอบการ SMEs มา แล้วก็ได้มีมาตรการในการที่จะดูแลมาตั้งแต่นั้นแล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนี้ตรงกันครับ และเราก็ยังคิดอย่างนี้มาต่อเนื่องจนกระทั่งวันนี้เรามาเป็นพรรคเพื่อไทย เราก็แชร์อันนี้เป็นนโยบายที่หาเสียง เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าทิศทางและ การดำเนินการเรายึดหลักอันนี้เป็นหลักเบื้องต้นในการที่จะทำงาน เห็นด้วยครับว่า ผู้ประกอบการที่ทำอยู่เวลานี้สิ่งที่สำคัญในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นตลาดใหญ่มาก แล้วก็เป็นเรื่องที่ถ้าไม่สามารถจัดการกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้ออำนวย SMEs ได้ SMEs ก็จะ สู้ไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าพลังที่มีอยู่มันสู้กับพลังของธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น วันนี้สำหรับพรรคเพื่อไทยเรายืนยันอยู่แล้วว่าเราจะเป็นรัฐที่สนับสนุน ไม่ใช่เป็นรัฐที่เป็น อุปสรรค เพราะฉะนั้นกฎระเบียบต่าง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่า อะไรทำได้เราทำเลย อะไรแก้ไขได้ให้เราแก้ไขเลย อะไรที่ยังแก้ไขไม่ได้ให้ไปหาวิธีการมา เพราะฉะนั้นขณะนี้เราก็พยายามดูกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะหาทางให้สามารถไปเอื้ออำนวยและ พัฒนา SMEs ให้มีศักยภาพสูงขึ้น อันนี้เป็นทิศทาง เป็นแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะเดินต่อ ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าวันนี้จริง ๆ กระบวนการที่ทำเรื่อง SMEs เราได้ทำหลายส่วนอยู่แล้ว รัฐบาลมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ SMEs มาก กระทรวงพาณิชย์ก็มี กระทรวงพาณิชย์ แต่ละกรมก็มี กระทรวงอุตสาหกรรมมี หลาย ๆ กระทรวงมีหมด แล้วยังมี สสว. วิสาหกิจ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ซึ่งเรามีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการจัดการ สิ่งที่เป็นอยู่เวลานี้ ท่านประธานครับ ก็คือต่างคนต่างทำ แล้วก็บางทีมันไม่ได้มาบูรณาการร่วมกัน แล้วไม่ได้ มาเห็นทิศทางจำเป็นสำคัญ ๆ จริง ๆ ว่าจะช่วยเหลือกันอย่างไร อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็น นโยบายหลักสำคัญที่รัฐบาลพยายามจะทำอยู่แล้วก็พยายามจะผลักดันให้ สสว. ซึ่งท่าน มีคำถามต่อ สสว. ให้ทำหน้าที่ในการที่จะประสานเชื่อมต่าง ๆ นี้ให้ได้ วันนี้ สสว. จริง ๆ เรา ก็มีการไปลงทะเบียนเป็นสมาชิกอยู่จำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ขณะนี้เราได้รวมและเรา พยายามที่จะคัดสรรตัว SMEs ทั้งหมดที่เข้ามาลงทะเบียนให้ดูว่าเป็น SMEs ที่มีศักยภาพ เช่น มีวงเงินเป็นอย่างไร มีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร เรารู้ว่า SMEs ที่สู้ไม่ได้เพราะ เข้าไม่ถึงแหล่งทุน เพราะฉะนั้นขณะนี้เราได้พยายามจะจัดทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อจะช่วยให้ SMEs สามารถดำเนินการได้ มาตรการวันนี้ที่เราทำไปบ้าง อย่างเช่น เราพยายามจะให้ แต้มต่อกับ SMEs ในการเข้ามาประมูลหรือเข้ามาเสนอตัวที่จะทำงานของภาครัฐซึ่งเป็น ภาคใหญ่มากที่สุดภาคหนึ่งในการที่จะทำงาน อย่างเช่น SMEs ที่เข้าร่วมลงทะเบียนกับ สสว. แล้วจะจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้กับ สสว. สามารถเสนอราคาได้สูงกว่าผู้ประกอบการทั่วไป ไม่เกินร้อยละ ๑๐ หมายความว่าถ้าต่ำสุดของเขาเสนอได้เท่าไร SMEs สามารถเสนอได้แล้ว ก็ได้แต้มต่อ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าหากว่าผู้ประกอบการนั้นสามารถยืนยันได้ว่ามีสินค้า และบริการของตัวเองรับรองได้ว่าเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย จากสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยก็สามารถเสนอราคาได้สูงกว่าผู้ประกอบการทั่วไปไม่เกินร้อยละ ๑๕ เพราะฉะนั้นนี่คือพยายามเอาแต้มต่อให้ไปสู้ ถ้าเราสู้กับบริษัทใหญ่เราสู้ไม่ได้ แต่เรามี แต้มต่อตรงนี้ทำให้โอกาสของ SMEs ในการที่จะได้งานของฝ่ายรัฐมีมากขึ้น อันนี้ก็เป็น ทิศทางที่เรากำลังทำอยู่ นอกจากนั้นยังมีบางเรื่องคือถ้ามีการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้เป็นหน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการ SMEs ได้เป็น ลำดับแรกก่อน ถ้าในวงเงินนี้ไม่ต้องไปแข่งกับใคร เราสามารถเลือกสรร SMEs ที่มีศักยภาพ ทำได้ เขาก็จะมีโอกาสเข้าสู่กิจการการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้ง่ายกว่า เร็วกว่า อันนี้ก็เป็น เรื่องที่เราพยายามทำ แล้วก็อยากกราบเรียนว่านอกจากนั้นเรายังพยายามทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ในมิติต่าง ๆ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จะไปช่วยเหลือในการที่จะทำงานแล้วก็ พัฒนาศักยภาพของเขาให้เติบโตมากขึ้น เราร่วมมือกับแบงก์อีกหลายแห่งทั้งหมดประมาณ ๘ แบงก์ด้วยกันในการที่จะมาร่วมมือในการจัดดำเนินการเพื่อสนับสนุนให้ SMEs มีโอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่สามารถไปดำเนินการ แล้วก็จัดการพัฒนาศักยภาพตัวเองได้สูงขึ้น โดยรวมกราบเรียนท่านอย่างนี้ว่าอันนี้เป็นนโยบาย ถามว่าจะต่อเนื่องต่อไปหรือจะมีกรอบ ระยะเวลาเท่าไร ต้องกราบเรียนท่านว่าไม่มีกรอบระยะเวลา เพราะว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ ก็คือเราจะทำต่อเนื่องจนกว่าการเปลี่ยนแปลงและเห็นศักยภาพของ SMEs มีความแข็งแรง ค่อยมาทบทวนมาตรการดูว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นวันนี้มาตรการนี้ ยังเป็นมาตรการที่ยึดถือกันมาต่อเนื่องแล้วก็ยังคงเดิม เราก็จะมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของ SMEs ให้มีความแข็งแรงขึ้นจนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้วค่อยทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ตอบโดยรวม ๆ เท่านี้ แต่ว่าข้อมูลรายละเอียดผมไม่ได้พูดเยอะ เพราะผมเห็นท่านได้เสนอ เยอะอยู่แล้ว แล้วก็เป็นข้อมูลจริงที่เราก็สอดรับกัน สอดคล้องกันอยู่แล้ว ถ้ามีรายละเอียด ต่าง ๆ สสว. ก็ยินดีจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ ขอบพระคุณครับ