อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด อภิปรายปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนที่ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต เสนอให้ถือเป็นวาระเร่งด่วนของชาติ โดยเน้นแนวทางการป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การเตรียมความพร้อมรับมือด้วยแนวทาง "ช่วยกันแยก" การปรับบทบาทครูร่วมกับกรมสุขภาพจิตในการดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด และการสร้างวัฒนธรรมความรัก ความเข้าใจในโรงเรียนและครอบครัว เพื่อต่อต้านการกลั่นแกล้งและการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อความเห็นในญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้เสนอแนะแนวทางในการ แก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ผมขอ Highlight ขีดเส้นใต้และ กาดอกจันคำว่า อย่างเป็นรูปธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดง ความเสียใจกับผู้เสียชีวิต ครอบครัวผู้สูญเสีย ใจจริงผมอยากจะกล่าวคำว่า ขอให้เหตุการณ์ การใช้ความรุนแรงในโรงเรียนครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ดูว่าคำขอนั้นอาจจะมากเกินไป ก็ขอในระดับแรกเบื้องต้น ขอให้หลังการอภิปรายของพวกเราในสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ จะเป็นหมุดหมายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การใช้ความรุนแรงในโรงเรียนนั้นลดน้อยลงอย่างมี นัยสำคัญ ท่านประธานครับ หัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ วันนี้เราไม่รู้เลยครับว่าหลังจากที่ เราส่งลูกไปโรงเรียน ส่งลูกขึ้นรถตู้ สาย ๆ บ่าย ๆ ทางโรงเรียนจะโทรมาบอกเมื่อไรว่าลืมเอาลูกลงจากรถตู้ ลูกไปเรียนพลศึกษาแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบพลศึกษา เราไม่รู้เลยว่าชั่วโมงเรียนพลศึกษานั้น เสา Goal จะล้มทับเด็กนักเรียนเมื่อไร เสาบาสเกตบอลจะล้มลงมาทับลูกเสียชีวิตเมื่อไร นี่คือปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน และการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนวันนี้มันไม่ใช่แค่ ปัญหาเด็กตีกัน เด็กตีกันมันฟังดูไม่รุนแรง แต่วันนี้ปัญหามันพัฒนารุนแรงจากเด็กตีกัน กลายไปเป็นเด็กฆ่ากันครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเราบอกว่าแก้ปัญหาเด็กตีกันก็จะแก้ แบบหนึ่ง แต่ถ้าเราคิดว่าวันนี้ปัญหามันรุนแรง ยกระดับอย่างมีนัยสำคัญถึงขั้นกลายไปเป็น ปัญหาเด็กนักเรียนฆ่ากัน มันต้องแก้แบบยกให้เป็นวาระแห่งชาติ ท่านประธานครับ ผมจะ ไม่ฉายหนังเก่าเล่าเรื่องเดิม แต่ผมอยากจะเสนอแนะแนวทางและมาตรการในการแก้ไข ปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอย่างเป็นรูปธรรม ๕ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ผมเรียกว่าการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ท่านสมาชิกหลายท่าน ไปดูงานการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุไฟไหม้ อาคารถล่ม โรงแรมทรุด แผ่นดินไหว มีแผนปฏิบัติการ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ อย่างไรบ้าง เราไปประเทศญี่ปุ่น เขามีแผนอพยพ แผนเผชิญเหตุ หากเกิด กรณีแผ่นดินไหวเขาจะเตรียมถุงยังชีพแขวนไว้ในจุดที่หยิบฉวยได้สะดวก และในถุงยังชีพนั้น ประกอบไปด้วยอาหารแห้ง สิ่งของดำรงชีพที่สามารถอยู่ได้อย่างน้อย ๒ สัปดาห์ หรือ ๑๔ วัน อย่างนั้นเขาซ้อมหนักกว่าเรา เพราะมีความเป็นความตาย ความอยู่รอดของชีวิต เป็นเดิมพัน หันกลับมาบ้านเรา ในโรงเรียนของเรา เราซ้อมอะไรบ้าง เราต้องซ้อมแผน เผชิญเหตุครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อครั้งเหตุกราดยิงสยามพารากอน ผมเคยอภิปราย แผนเผชิญเหตุที่เรียกว่า แผนหนี-ซ่อน-สู้ แผนหนี-ซ่อน-สู้เป็นอย่างไร เมื่อเกิดเหตุต้องเอา ตัวเองหนีไปก่อน พอหนีเสร็จก็เอาตัวเองไปซ่อนไว้ในที่ปลอดภัย และ Step ที่ ๓ สู้ คือหา วิธีการจะสู้เอาตัวรอดและดูแลคนอื่นได้อย่างไร นั่นคือแผนหนี-ซ่อน-สู้ แต่การซักซ้อม เรื่องการใช้ความรุนแรงการก่อเหตุในโรงเรียน ผมอยากจะใช้อีก ๑ แผนครับ ไม่ใช้แผน หนี-ซ่อน-สู้ ผมใช้ช่วยกันแยก ช่วยกันแยกทำอย่างไร อย่างแรกต้องช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้องช่วยผู้ถูกทำร้ายและต้องกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่เกิดเหตุ ด้วยความเคารพ ท่านประธาน ผมไม่อยากจะฉายสถานการณ์อันเป็นการใช้ความรุนแรง แต่ยกตัวอย่างว่า มีรายงานข่าวว่าหลังเกิดเหตุที่พัฒนาการ มือมีดผู้ก่อเหตุยังตามไปดูความเป็นความตายของ เหยื่อมีด แล้วก็มองเพื่อนเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา แล้วเด็กนักเรียนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง จะด้วย ความหนีจากสถานที่เกิดเหตุการใช้ความรุนแรง จะด้วยภาวะไทยมุง เฮโลสาระพากรูกัน เข้าไป ไม่รู้ใครได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้ใครคือผู้ก่อเหตุ ดังนั้นอันดับที่ ๑ ต้องช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บ ๒. ต้องกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่เกิดเหตุ และ ๓. แยก แยกนี้สำคัญครับ แยกข้อมูลข่าวสาร และพอกันทีประเภทที่เรียกว่าพอเกิดเหตุปั๊บ ทางโรงเรียนจะปิดข่าว จะโทรไปบอกผู้ปกครองในลักษณะบอกให้น้อยที่สุด แล้วก็กำชับกำชากันว่าอย่าให้ข้อมูลนี้ หลุดรั่ว หลุดรอดออกไป เพราะจะนำมาซึ่งความเสียหายชื่อเสียงของโรงเรียน เราจะรู้ ตอนไหนครับ เราจะรู้ก็ต่อเมื่อมี LINE หลุดจากโรงเรียน มี LINE หลุดจากผู้ปกครอง ดังนั้นเราต้องแยกข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ของผู้ก่อเหตุ ผู้ได้รับผลกระทบไปในคราวเดียวกัน ดังนั้นจากการกราดยิง หนี-ซ่อน-สู้ ผมเสนอ Model ช่วยกันแยกในเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงในโรงเรียน
ประการที่ ๒ ผมอยากจะเสนอเปลี่ยนครูแนะแนวเป็นครูแนะนำ เปลี่ยนครู แนะแนวเป็นครูแนะนำ แล้วก็เปลี่ยนครูประจำชั้นเป็นครูที่ดูแลนักเรียนดุจพ่อแม่ผู้ปกครอง ดุจญาติมิตร โดยการทำงานร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีรายงานข่าวว่า การก่อเหตุครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าเป็นเด็กพิเศษหรือไม่ อย่างไร เราคงไม่ไปถึงตรงนั้นครับ ก็ต้องพิทักษ์สิทธิของเด็กผู้ได้รับผลกระทบ แต่ผมกราบเรียนว่านอกเหนือจากพ่อแม่ ผู้ปกครองที่ดูแลลูก ๆ ที่บ้านแล้ว คุณครูประจำชั้น ครูที่ดูแลใกล้ชิดเด็กนั้นจะต้องเฝ้าระวัง และต้องเห็นสัญญาณการที่จะเกิดเหตุได้ในอนาคต
ประการที่ ๓ ผมขอเสนอให้มีการต่อต้านการ Bully ทุกรูปแบบ สมัยผม เป็นเด็กบางทีเราก็หาเหตุผลไม่ได้ว่าการไปล้อชื่อพ่อชื่อแม่กันมันเป็นความสนุกสนานตรงไหน หรือการไปล้อเพศสภาพ รูปร่าง ผิวพรรณ รูปพรรณสัณฐานของเพื่อน แบบนี้ต้องห้ามครับ เพราะว่าการ Bully ในโรงเรียนนั้นไม่ได้มีเฉพาะนักเรียน Bully นักเรียน มีนักเรียน Bully ครู ครู Bully นักเรียน ครู Bully ครู เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องหมดไป และต้องไม่เกิดขึ้น ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่เห็นว่าการมีอารมณ์ขันในการใช้ชีวิตนั้นทำให้ชีวิตของเราผ่อนคลายและ ยืนยาวได้ แต่วิธีการในการสร้างอารมณ์ขันมีมากมายล้านแปดวิธี ไม่จำเป็นต้องสร้างอารมณ์ขัน บนความเจ็บปวดความทุกข์ร้อนของผู้ถูกกระทำหรือถูก Bully
ประการที่ ๔ ผมอยากจะเสนอเป็น Motto ว่าถึงเวลาที่เราจะล้อมรักเป็นรั้ว ล้อมครอบครัวด้วยความรัก พ่อแม่ผู้ปกครองในอดีตครับ สมัยเรียนเคยมีหนังสือพ่อแม่รังแกฉัน วันนี้ผมเสนอ พอกันทีครับ เวลาเกิดเหตุแล้วบอกว่าเป็นเรื่องของเด็ก เด็กมันหยอกกัน เด็กมันเล่นกัน เพราะถ้าเรามีสมมุติฐานแบบนี้ มีทัศนคติแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเรากำลังจะทำให้ ทุกคนนั้นยอมรับการใช้ความรุนแรงว่าเป็นส่วนหนึ่งของการหยอกล้อ การอำกันเล่น หรือการใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ควรจะยอมรับได้ วันนี้ไม่ควรจะมีเด็กหยอกกัน พลั้งพลาด เสียชีวิต ต้องเลิกครับ
ประการที่ ๕ มีการเสนอแนะและถกแถลงกันในหลายเวทีว่าถึงเวลาที่เรา จะลดอายุการดำเนินคดีของเด็กที่เป็นอาชญากรเด็กหรือผู้กระทำความผิดในวัยเยาว์ เพราะถ้าเราลด เราจะลดไปเรื่อย ที่สุดลดเหลือ ๑ ปี หรือ ๖ เดือนอายุผู้ก่อเหตุก็ไม่ช่วย แต่แนวทางในการลดอายุนั้นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แนวทางที่เราจะแก้ปัญหา อย่างยั่งยืนเราต้องช่วยกันในการเร่งสร้างวัฒนธรรมของครอบครัว เร่งสร้างวัฒนธรรมของ ประเทศไทย และไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ท่านประธานครับ เราเคยได้ยิน โครงการโรงเรียนสีขาว โรงเรียนสีขาวคือโรงเรียนที่ปลอดยาเสพติดทุกประเภท เราเคย ได้เห็นโรงเรียนสีเขียว คือโรงเรียนรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ แต่เราไม่ค่อยได้ ยินหรือได้ยินน้อยมากกับโรงเรียนริบบิ้นสีขาว ริบบิ้นสีขาวคืออะไร ริบบิ้นสีขาวคือการยุติ การใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในโรงเรียน และผมไม่ขอให้เราทำแค่การเปลี่ยนสีรั้วโรงเรียน ด้วยวิธีการทาสี เพราะทาสีแล้วจะเป็นสีขาว สีเขียว มันก็ลอกไป แต่เราควรจะติดริบบิ้น สีขาวในหัวใจคนไทยทุกคน และร่วมกันประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติที่จะปฏิเสธการใช้ ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และโรงเรียนต้องเป็น พื้นที่ปลอดภัย ขอบคุณครับ