เลาฟั้ง เสนอตั้ง กมธ. ศึกษาส่งเสริมบริการนิเวศป่าต้นน้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เสนอญัตติตั้งกรรมาธิการศึกษาการส่งเสริมบริการระบบนิเวศในป่าต้นน้ำ โดยเน้นบทบาทสำคัญของชุมชนในการดูแลรักษาป่าอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอให้มีการจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศผ่านกองทุนหรือกลไกอุดหนุนจากภาครัฐและเอกชน เพื่อลดการพึ่งพิงจิตอาสาและคุ้มครองชุมชนจากผู้มีอิทธิพลที่ทำลายป่า รวมถึงเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างความยั่งยืนและเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ผมขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการให้บริการของระบบนิเวศในเขต ป่าต้นน้ำ ด้วยพื้นที่ป่าต้นน้ำเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของโลกนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ด้วย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นต้นมาพื้นที่ป่าของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ ๓๑ ของพื้นที่ป่า ซึ่งพื้นที่ป่าต้นน้ำก็ลดลงไปด้วย แม้รัฐบาลจะพยายามมีนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่า ให้ได้ร้อยละ ๕๕ ของพื้นที่ประเทศ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการให้เพิ่มขึ้นได้ สืบเนื่องจากปัญหาการดำเนินนโยบายบริหารจัดการป่าที่รวมศูนย์อำนาจและเกิดการทุจริต คอร์รัปชันที่หยั่งรากลึกลงในทุกองคาพยพของสังคมไทย ปัจจุบันรัฐบาลไทยมีเจ้าหน้าที่ ด้านป่าไม้จำนวนน้อย ไม่เพียงพอ โดยมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมกันประมาณ ๒๙,๐๐๐ คน เฉลี่ยแล้วเท่ากับคนหนึ่งจะต้องรับผิดชอบ พื้นที่ป่า ๓,๕๐๐ ไร่ ซึ่งเกินกว่าศักยภาพที่จะดูแลรักษาป่าของประเทศไทยได้จริง จำเป็นต้อง พัฒนากลไกและแนวทางใหม่เพื่อนำมาเสริมระบบการบริหารจัดการป่าโดยกลไกที่มีอยู่แล้ว ก็คือชุมชนท้องถิ่นที่ได้แสดงบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาผืนป่า เช่น การจัดการป่าชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด ๑๑,๓๒๗ แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๖.๒ ล้านไร่ นอกจากนี้ชุมชนที่อยู่ในเขตป่าจำนวนมากก็มีการจัดการไฟป่า ทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ อย่างแข็งขัน หากแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเท่าที่ควร ทุกวันนี้พวกเขาทำงาน ในลักษณะที่เป็นจิตอาสา ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ทำให้ชาวบ้านขาดแรงจูงใจ ในขณะที่ฝ่ายคนที่ได้รับผลประโยชน์จากการดูแลรักษาป่าต้นน้ำของชุมชนที่อยู่ในเขตป่า เช่น คนที่อยู่ท้ายน้ำ นักท่องเที่ยว ชนชั้นกลาง ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการดูแล ระบบนิเวศ เนื่องจากรัฐไม่ได้มีกลไกที่มาเอื้ออำนวย แนวทางการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ ประการหนึ่งที่หลายประเทศทั่วโลกยอมรับและนำไปปรับใช้ ก็คือ การจ่ายค่าตอบแทน การให้บริการของระบบนิเวศ หรือ PES เป็นรูปแบบในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ หลักการผู้ที่ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่ายให้แก่ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาระบบนิเวศและ ทรัพยากรธรรมชาติ หรือผู้ทำหน้าที่อนุรักษ์ ซึ่งรูปแบบการได้รับผลตอบแทนอาจเป็นเงิน การลดหย่อนภาษี สิทธิประโยชน์อย่างอื่นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนดูแลรักษาพื้นที่ป่า ซึ่งหาก สามารถนำแนวทางนี้มาพัฒนาให้เป็นนโยบาย และสร้างกลไกร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำของประเทศไทยได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวนี้ตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการให้บริการของ ระบบนิเวศป่าต้นน้ำ และส่งผลการพิจารณาให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ โดยมีเหตุผลและ สาระสำคัญดังต่อไปนี้ ขอสไลด์ด้วยนะครับ นี่คือสภาพของประเทศไทยที่ยังคงมีพื้นที่ป่าอยู่ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วยังกระจุกอยู่ที่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคใต้ ส่วนหลายภูมิภาคพื้นที่ป่าก็หายไป หรือเหลือน้อยลงไปแล้ว นี่คือลักษณะทางกายภาพของ ประเทศไทย ซึ่งตัวเลขที่ผมอยากจะให้เห็นก็คือปริมาณฝนโดยเฉลี่ยในแต่ละปี จากภาพเดิม เมื่อสักครู่นี้ พื้นที่ป่าจะอยู่ทางเขตภูเขา ไม่ว่าจะเป็นทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก แต่ปริมาณ ฝนเฉลี่ย ในพื้นที่ป่า พื้นที่ที่อยู่บนภูเขามีปริมาณฝนโดยเฉลี่ยน้อยกว่าพื้นที่ราบ พื้นที่ที่อยู่ ติดทางทะเล อย่างเช่นพื้นที่ภาคเหนือมีพื้นที่ป่าเยอะที่สุด มีปริมาณฝนด้วยเฉลี่ย ๑,๒๓๐ มิลลิเมตรต่อปี ในขณะที่ภาคอีสานมีฝนโดยเฉลี่ย ๑,๔๐๔ มิลลิเมตรต่อปี โดยเฉพาะ พื้นที่ทางภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีปริมาณฝนโดยเฉลี่ยเยอะที่สุด นี่มันก็แสดงให้เห็นว่าการที่เราไป ดูแลพื้นที่ที่มีป่าหรือว่าพื้นที่ที่อยู่ในเขตต้นน้ำอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่วิธีการที่จะทำให้ประเทศ ไทยมีน้ำใช้โดยเฉลี่ยเพียงพอกับทุกพื้นที่ สิ่งที่ผมอยากจะให้ทำความเข้าใจไปด้วยกัน ก็คือว่า น้ำที่ผุดขึ้นมาจากตาน้ำจะมีมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนที่ตกลงมา แล้วก็ศักยภาพ ในการกักเก็บ อันต่อไปคือน้ำย่อมไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ น้ำจากฝนที่ตกในที่ราบไม่อาจขึ้นไป ผุดตรงตาน้ำที่อยู่บนภูเขาได้ เพราะฉะนั้นต่อให้ฝนที่ตกอยู่ในพื้นที่ราบมากเพียงใด ถ้าไม่มี การกักเก็บน้ำที่มาจากพื้นที่ต้นน้ำอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้

ประการต่อไปก็คือ พื้นที่ภูเขาที่มีป่ามากกว่าแต่ปริมาณฝนน้อยกว่าพื้นราบ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เราต้องนำมาพิจารณา ส่วนใหญ่พื้นที่ในประเทศไทยไม่ได้มีแหล่ง กักเก็บน้ำที่เพียงพอ พื้นที่ที่มีการใช้น้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ ไม่ได้มีแหล่งกักเก็บน้ำที่เพียงพอ น้ำจากป่าต้นน้ำอย่างเดียวจึงไม่ได้เพียงพอต่อการใช้จริง เพราะว่าปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ป่าต้นน้ำมันก็เป็นจำนวนที่น้อยอยู่ ไม่ได้เพียงพอต่อ ความต้องการ อย่างไรก็แล้วแต่ อย่างไรก็แล้วแต่ในเมื่อสังคมไทยเรายังไม่ได้มีระบบการกักเก็บน้ำที่เพียงพอ การดูแลรักษา พื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อให้มีน้ำในการหล่อเลี้ยงก่อน จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นแล้วก็มีความสำคัญ อย่างยิ่ง ทีนี้ในการดูแลรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำใครเป็นคนดูแล แล้วเราเอางบมาจากที่ไหน ในทางกฎหมาย แน่นอนครับ หน่วยงานรัฐเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการดูแลโดยกฎหมายอยู่แล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งที่เราพูดถึงค่อนข้างที่น้อยก็คือในทางปฏิบัติแล้วชาวบ้านมีบทบาทในการดูแล รักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำอย่างมาก โดยเฉพาะมีชุมชนที่อยู่ในเขตป่าจำนวนมากที่เป็นชุมชนที่อยู่ ใกล้ชิดป่าแล้วก็ทำหน้าที่ในการดูแลจัดการป่า ดูแลรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำให้แก่สังคมไทยอยู่ หมู่บ้านที่มีป่าชุมชน ซึ่งเป็นบทบาทของชุมชนที่มีความสำคัญอย่างมากในการดูแลพื้นที่ ป่าต้นน้ำ มีอยู่ทั้งหมด ๑๒,๐๐๐ ชุมชน ดูแลป่าของประเทศนี้อยู่ ๖.๒ ล้านไร่ด้วยกัน นอกจากนี้ก็ยังมีชุมชนที่อยู่ในเขตอุทยาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นป่าที่อยู่ในลุ่มน้ำชั้น ๑ ชั้น ๒ มีประชาชน ๔,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน รวมพื้นที่กว่า ๔.๒ ล้านไร่ นี่เฉพาะที่ดินทำกินของชุมชน ที่อยู่ในเขตอุทยานด้วย ทีนี้มาดูอัตรากำลัง เปรียบเทียบให้เห็นนะครับ ถ้าเป็นพื้นที่ป่าที่ดูแล โดยหน่วยงานรัฐเฉลี่ยแล้วก็จะเท่ากับคนละ ๓,๕๐๐ ไร่ อันนี้คือเรานับทั้งหมด แต่ถ้านับ เฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจริง ๆ ก็อยู่ที่ประมาณ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ไร่ต่อคน ในขณะที่ ป่าชุมชน ชุมชนเป็นคนดูแล เฉลี่ยแล้วชุมชนหนึ่งก็เท่ากับ ๙๐๐ ไร่ ทีนี้ก็จะเห็นว่าชุมชน แม้จะดูแลป่าในขนาดที่เล็กกว่า แต่ก็เป็นป่าที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ที่ชุมชนเขาใช้ประโยชน์อยู่ การที่ชุมชนหนึ่ง ๆ ดูแลป่าในขนาดที่ไม่ได้ใหญ่มาก นี่จึงทำให้ ศักยภาพในการดูแลมีมากกว่า งบประมาณที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการป่า หน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในกรมป่าไม้หรือว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็แล้วแต่ มีงบประมาณในการฟื้นฟูป่าเฉลี่ยปีละประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้เรานับ เฉพาะในป่าชุมชนที่ได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากรัฐบาลอยู่นะครับ งบประมาณในการ ส่งเสริมการดูแลป่าชุมชนอยู่ที่ประมาณ ๖๐ ล้านบาททั่วประเทศ เพราะฉะนั้นในกรณีทั่วไป การดูแลป่าของชุมชนจึงเป็นการดูแลแบบจิตอาสา อาสาตัวเองเข้าไปทำเอง ป่าต้นน้ำ มีความสำคัญอย่างแน่นอน แล้วเราจะทำอย่างไร มีปัญหาอยู่ ๒-๓ ประการ ทุกวันนี้ หน่วยงานรัฐมีงบประมาณ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วที่เป็นปัญหาซ้อนเข้ามาก็คือ เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อ ๒ ปีที่แล้วที่เกิดข่าวดัง มีหน่วยงานหนึ่งที่เกิดการทุจริต ก็คือหน่วยงานด้านป่าต้นน้ำ ทุกวันนี้ชุมชนจำนวนมาก ดูแลป่าแต่ว่าไม่ได้รับสิ่งตอบแทน ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอย่างเดียวก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว แต่ที่ เป็นปัญหาหนักกว่านี้ก็คือยังต้องเผชิญกับผู้มีอิทธิพล คนที่จ้องจะมาตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ ที่ชุมชนดูแลอยู่

ประการต่อไปก็คือ ถ้าหากชุมชนต้องลดพื้นที่ในการเพาะปลูกหรือว่า จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินเพื่อจะเพิ่มพื้นที่ในการดูดซับน้ำ พวกเขาจะได้รับอะไร ตอบแทน นี่ก็เป็นโจทย์สำคัญที่จะนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนหรือว่ากลไกในการดูแลรักษาป่า แล้ว Trend ในสังคมโลกเขาไปถึงตรงไหนแล้ว อย่างไร ในสังคมโลกยอมรับแล้วก็ส่งเสริมให้ ชุมชนดูแลรักษาป่าในท้องถิ่นของตัวเอง ยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรม ปฏิญญาว่าด้วยการป่าไม้ และการใช้ที่ดินของผู้นำกลาสโกว์ (Glasgow) ในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ ๒๖ หรือที่เราเรียกว่า COP26 ในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมระดับนานาชาติได้ให้การยอมรับอย่างเป็นทางการว่าชุมชน ท้องถิ่น โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมืองมีบทบาทอย่างสำคัญในการดูแลรักษาป่าของโลก แล้วที่ สำคัญได้ร่วมกันที่จะจัดตั้งกองทุนที่สนับสนุนให้แก่ชุมชนท้องถิ่นในการดูแลรักษาป่าให้เกิด ความยั่งยืนด้วย นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการสร้างกลไกที่เข้ามาช่วยเสริมรัฐ ในการดูแลรักษาป่าโดยเฉพาะป่าต้นน้ำอย่างมีส่วนร่วม ก็คือการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ ผู้ที่ดูแลรักษาป่า ก็คือการจ่ายค่าตอบแทนในการดูแล หรือที่เราเรียกว่าการจ่ายค่าตอบแทน ในการให้บริการของระบบนิเวศ ซึ่งก็เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์สำหรับการจัดสรร งบประมาณตอบแทนให้แก่ชุมชนที่ดูแลรักษาป่าอยู่ มีตัวอย่างจากต่างประเทศที่ได้ ดำเนินการแล้วอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเช่นที่ประเทศคอสตาริกาก็ได้ทำกิจกรรมในการ ปลูกป่าทดแทน คือให้ชุมชนปลูกป่าทดแทนโดยที่ได้รับประโยชน์ เอกชนเจ้าของที่ดินที่อยู่ ต้นน้ำก็ได้รับประโยชน์จากการที่เอาที่ดินของตัวเองไปปลูกป่า หรือไปปลูกป่าในพื้นที่ที่เป็น ป่าแล้วก็ไปดูแล ที่ประเทศออสเตรเลียก็มีการปลูกป่าทดแทน โดยที่เขาได้รับประโยชน์จาก รัฐบาล แล้วก็จากคนที่ใช้น้ำด้วย ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีการอนุรักษ์ดิน ก็คือเป็นการใช้ ที่ดินที่สร้างพื้นที่สีเขียวด้วย ที่ดินก็ยังเป็นของเกษตรกร แต่มีการปลูกต้นไม้หรือมีการใช้ที่ดิน ที่ป้องกันการกัดเซาะพังทลายของหน้าดิน โดยสิ่งที่เขาได้รับก็คือรัฐบาลอุดหนุนงบประมาณ ลงมาเพื่อที่จะทำให้ชุมชน ให้ชาวบ้านสามารถที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกของ ตัวเองที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ อย่างนี้เป็นต้น ที่ใกล้เคียงกับประเทศเรามากขึ้น ก็คือที่ ประเทศอินโดนีเซีย ก็ได้ทำการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สิ่งที่ชาวบ้านได้รับก็คือเกษตรกรผู้ปลูกป่าเขา ก็จะได้รับลักษณะที่เป็นงบประมาณมาสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ชุมชน ให้ชาวบ้านที่เขา เอาที่ดินของตัวเองไปปลูกป่าหรือเขาไปฟื้นฟูป่า โดยรัฐบาลสนับสนุนเข้ามา แล้วเงินที่ได้มา อันนี้เป็นตัวอย่างที่สำคัญว่าคนที่จ่ายให้ก็คือบริษัทผลิตน้ำประปาในระดับท้องถิ่นเป็นคน จ่ายให้ อันนี้ก็จะทำให้เห็นได้ว่าเงินหรือกองทุนที่เอามาใช้สนับสนุน หรืออุดหนุนให้แก่ชุมชน ที่เขาพยายามที่จะรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำอยู่ ไม่ว่าจะมาจากรัฐหรือมาจากเอกชนผู้ใช้น้ำ หรือเราเรียกว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการดูแลรักษาป่า

ทีนี้การฟื้นฟูป่าต้นน้ำจะทำได้อย่างไร ก็คงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนพอสมควร การยึดที่ดินของชาวบ้านมาปลูกป่า กับการปลูกป่าในพื้นที่ป่า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควร เกิดขึ้นแล้ว ผมขอรวมถึงการปลูกป่าในพื้นที่ป่าด้วย ด้วยระบบนิเวศของประเทศไทย เราเป็นระบบนิเวศที่ป่าฟื้นเองได้ การเอางบประมาณไปปลูกป่าก็เท่ากับการเอาเงินไป ละลายกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทีนี้แนวทางที่พอจะเป็นไปได้ ที่เป็นรูปธรรมด้วยก็คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดิน จากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวอาจจะเปลี่ยนมาเป็น การท่องเที่ยว อันนี้คือตัวอย่าง การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูก อาจจะเปลี่ยนจากไร่ ข้าวโพดมาเป็นไร่กาแฟ การจัดการไฟป่า การจัดการป่า รวมทั้งการดูแล แล้วก็ป้องกัน การบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ รวมทั้งเรื่องของการทำสัญญาให้ชาวบ้านปลูกป่าในที่ดิน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการตอบแทน ซึ่งประการสุดท้ายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่สิ่งที่มี ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดจะทำให้คนยอมที่จะเอาที่ดินของตัวเองไปปลูกป่าได้ก็ต้อง มีหลักประกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักประกันเรื่องรายได้กับหลักประกันเรื่องสิทธิในที่ดินที่ต้อง ไม่สูญเสียไปด้วย แล้วก็กลไกส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลรักษาป่าต้นน้ำ ผมอาจจะไม่ใช้คำว่า กองทุน โดยตรงนะครับ แต่ผมจะเรียกว่าเป็นกลไกในการส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลจัดการ ป่าต้นน้ำในส่วนของหน่วยงานรัฐ ผมคิดว่ามีงบประมาณจากหน่วยงานรัฐที่เพียงพออยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ผมอยากจะให้ความสำคัญกับกลไกนี้ในการสนับสนุนชุมชน แล้วก็องค์กรเอกชนที่พวกเขาทำงานแบบจิตอาสา ต้องหางบประมาณมาทำกันเอง รัฐควรมี กลไกทั้งกลไกเรื่องของการให้สิทธิหรือว่าให้อำนาจให้แก่ชุมชนหรือเอกชนที่เขาทำหน้าที่ ดูแลป่า เขามีสิทธิ มีอำนาจตามกฎหมาย และประการที่ ๒ ก็คือ กองทุนหรืองบประมาณ ที่จะเอาเข้ามาสนับสนุนให้ชุมชนในการดูแลรักษาป่าของเขา ทีนี้งบประมาณจะมาจาก ตรงไหน แน่นอนครับ การอุดหนุนจากหน่วยงานรัฐ นี่เป็นสิ่งที่สามารถทำได้อยู่แล้ว จากตัวอย่างที่ผมยกให้ฟังเมื่อสักครู่ว่า ระหว่างนี้กรมป่าไม้ได้ตั้งงบประมาณในการอุดหนุน ชุมชนที่ดูแลรักษาป่าชุมชนอยู่ที่ประมาณ ๖๐ ล้านบาทต่อปี ทีนี้มันก็ทำให้เห็นได้ว่า การจัดตั้งกองทุนหรือการอุดหนุนเงินจากรัฐเป็นสิ่งที่เป็นไปได้แล้วก็มีการทำไปแล้ว เพียงแต่ จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากไปกว่านี้ ประการที่ ๒ ก็คือการจ่ายจากผู้ที่ได้รับประโยชน์ จากการดูแลรักษาระบบนิเวศ อาจจะเป็นผู้ใช้น้ำ หรือโรงงาน หรือคนที่อยู่ท้ายน้ำ คนที่ ได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็แล้วแต่ จากการที่ชุมชนที่อยู่บนพื้นที่ต้นน้ำเขาใช้กำลัง ใช้ทรัพยากรของตัวเองในการดูแลรักษาป่าอยู่ ซึ่งเราเรียกว่าการจ่ายเป็นค่าบริการทางนิเวศ ของผู้ที่ได้รับประโยชน์ อันนี้ก็จะเป็นคำที่ใช้กัน เหล่านี้ก็เป็นเหตุผลที่ผมคิดว่ามันมี ความจำเป็นที่สังคมไทยเราจำเป็นจะต้องส่งเสริม สนับสนุนให้แก่ชุมชนที่เขาดูแลรักษาป่า อยู่แล้วให้เขาดูแลรักษาป่าของตัวเองต่อไป รวมทั้งเป็นการจูงใจให้แก่ชุมชนที่อยู่บนพื้นที่ป่า อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำที่เขาอยากจะจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำของตนเอง มีศักยภาพหรือมีงบประมาณ ในการมาสนับสนุนให้เขาสามารถทำกิจการได้จริง ไม่ใช่เพียงรอให้ชาวบ้านอาสาเข้ามาทำ อย่างเดียว การทำเพียงแบบจิตอาสาไม่ได้มีความยั่งยืน แล้วก็ไม่สามารถที่จะคาดหวังอะไร ได้ด้วย ขอบคุณมากครับ