พริษฐ์ แจงแนวทาง สสร. มาจากการเลือกตั้ง-เปิดรับฟังทุกฝ่าย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้แจงและเสนอแนวทางการจัดทำสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด โดยเน้นความเปิดกว้าง ความหลากหลายทางเพศและภาคส่วน พร้อมย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นที่หลากหลายและโปร่งใส ทั้งยังเสนอให้ใช้ข้อมูลจากกรรมาธิการชุดก่อนมาประกอบการพิจารณา พร้อมผลักดันให้รายงานของคณะอนุกรรมาธิการเป็นกรอบแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนประธานสภา ที่เคารพกระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ท่านประธานครับ ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากทุกพรรคที่ได้อภิปราย แล้วก็แสดงความเห็น แล้วก็ยื่นขอเสนอแนะให้กับรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้ ผมขอ ใช้เวลาไม่มากในการตอบคำถามของเพื่อนสมาชิกที่ได้ตั้งคำถามมา อะไรที่เป็นคำถาม ที่ความจริงแล้วมีรายละเอียดอยู่ในตัวรายงานก็จะขออนุญาตไม่ตอบเพื่อประหยัดเวลา การประชุมแห่งนี้เพราะผมเข้าใจว่ามีอีกหลายญัตติที่จ่อคิวการพิจารณา โดยเฉพาะญัตติด่วน ด้วยวาจาเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงในสถานศึกษาที่จะมีการเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจากเขตสวนหลวง คุณศุภกร ซึ่งก็เป็นญัตติด่วนที่เข้าใจว่าควรจะต้องมีการอภิปราย กันในการประชุมสภาวันนี้ ผมขออนุญาตแบ่งคำถามที่ได้รับจากทางเพื่อนสมาชิกออกเป็น ๖ หัวข้อใหญ่ ๆ ด้วยกัน

หัวข้อที่ ๑ เป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องแนวทางการทำงานของสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ผมต้องชี้แจงแบบนี้ว่าความจริงแล้วหัวข้อที่ทางคณะอนุ กรรมาธิการได้ศึกษานั้นแบ่งออกเป็น ๒ หัวข้อ หัวข้อที่ ๑ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ก็คือเรื่องของ Model แล้วก็ระบบเลือกตั้งของ สสร. ส่วนหัวข้อที่ ๒ เป็นหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องอำนาจหน้าที่ หรือว่าแนวทางการทำงานของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อประหยัดเวลาในช่วงการเปิด ผมเลยได้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการพูดถึงในหัวข้อที่ ๑ ก็เลยอาจจะตกหล่นในการอธิบาย เกี่ยวกับข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ เกี่ยวกับแนวทางการทำงานของ สสร. ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนตั้งคำถามไว้ ดังนั้นถ้าเพื่อนสมาชิกอยากจะเข้าใจถึงบทสนทนา ข้อถกเถียง ทางเลือก หรือว่าแนวคิดของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้เกี่ยวกับแนวทาง การทำงานในด้านต่าง ๆ สามารถเปิดดูได้ที่หน้า ๖๕-๖๖ ของรายงานคณะกรรมาธิการฉบับนี้ แต่ถ้าจะตอบ ๒ คำถามย่อยในประเด็นนี้ซึ่งถูกพูดถึง แล้วก็ถูกตั้งคำถามเยอะพอสมควร ก็ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ คำถามย่อยที่ ๑ เป็นการถามเกี่ยวกับกระบวนการทำงานว่าเมื่อมี การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว สสร. จะทำงานในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือว่าจะรับประกันได้อย่างไรว่า สสร. จะทำงานโดยมีการรับฟังความเห็นจากประชาชน ทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ในส่วนนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการก็มองว่าในเมื่อเรากำลังจะมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือในเมื่อเราเสนอให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน โดยตรง ก็คิดว่าควรจะเป็นดุลยพินิจแล้วก็อำนาจของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง ที่จะสามารถออกแบบกระบวนการในการยกร่างแล้วก็รับฟังความเห็นได้ แต่เราก็เข้าใจครับ ว่าหากเรามี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว แนวโน้มก็ค่อนข้างสูงที่ สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งนั้นคงคิดค้นวิธีการในการยกร่างที่อาจจะมีการตั้งกรรมาธิการยกร่างขึ้นมาที่ อาจจะประกอบไปด้วยทั้ง สสร. บางท่านที่ไปนั่งเป็นกรรมาธิการยกร่างเอง หรือว่ามี การแต่งตั้งคนส่วนอื่นที่มาช่วยเป็นที่ปรึกษาในการยกร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว รวมถึงทาง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นผมเชื่อว่าในเมื่อมีความยึดโยงกับประชาชนตั้งแต่ที่มาก็คงจะ ออกแบบกระบวนการในการรับฟังความเห็นอย่างทั่วถึงโดยการนำเอาเทคโนโลยีนั้น มาประกอบการรับฟังความเห็น หรือแม้กระทั่งการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งที่ดำเนินการในการรับฟังความเห็นทั้งก่อน ระหว่าง หรือว่าหลังมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ

ส่วนคำถามย่อยข้อที่ ๒ คือบทบาทของพรรคการเมืองว่าพรรคการเมืองจะ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างไรมีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งพูดไว้ว่า ไม่อยากให้เรารังเกียจนักการเมือง ก็ต้องยืนยันกับเพื่อนสมาชิกว่าคณะอนุกรรมาธิการนี้ ไม่ได้รังเกียจการเข้ามามีส่วนร่วมของพรรคการเมือง เพราะเราเข้าใจว่าพรรคการเมืองก็ล้วน เป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของชุดความคิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคม เราได้วางกฎเกณฑ์ไว้ หรือเป็นข้อเสนอแนะไว้ใน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เรามีการเขียนไว้ในหน้า ๖๕ ว่าเราเห็นควรให้ พรรคการเมืองนั้นสามารถประกาศสนับสนุนหรือว่า Endorse ผู้สมัคร สสร. ได้ เนื่องจาก คาดว่าจะช่วยสร้างบรรยากาศการรณรงค์และการแข่งขันที่คึกคัก แล้วก็สร้างการมีส่วนร่วม จากประชาชนและส่งผลในการเพิ่มอัตราผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง อันนี้คือข้อเสนอแนะที่ทาง คณะอนุกรรมาธิการเราได้วางไว้ แต่อีกทางหนึ่งเราก็อยากจะให้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น หลุดพ้นออกจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้นถึงแม้เราเสนอให้พรรคการเมือง สามารถมาประกาศสนับสนุนผู้สมัครได้ แต่เราก็เติมข้อเสนออีกข้อหนึ่งเข้าไปว่าใครก็ตาม ที่มาทำหน้าที่เป็น สสร. แล้ว เราเสนอในข้อที่ ๙ ในหน้า ๖๖ ว่าควรจะกำหนดให้ สสร. นั้น ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ในสถาบันทางการเมือง ภายใต้ธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น สส. สว. รัฐมนตรี ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือว่าผู้ดำรง ตำแหน่งในองค์กรอิสระเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น ๓-๕ ปี เป็นต้น เพื่อป้องกันผลประโยชน์ ทับซ้อน

หัวข้อที่ ๒ ที่มีเพื่อนสมาชิกสอบถามขึ้นมา คือการตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือแม้กระทั่งการออกแบบสภาร่าง รัฐธรรมนูญนั้นควรจะดำเนินการด้วยลักษณะที่เป็นการประนีประนอมหรือว่าการรับฟัง ความเห็นที่แตกต่าง ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นข้อสังเกตในภาพรวม หรือว่าเป็นคำถาม เฉพาะเจาะจงมาที่คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ แต่ผมก็ต้องยืนยันว่าคณะอนุกรรมาธิการ ชุดนี้เราดำเนินการด้วยท่าทีอย่างประนีประนอมมาโดยตลอดใน ๒ มิติด้วยกัน มิติที่ ๑ ทางคณะอนุกรรมาธิการของเราก็พยายามเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายที่อาจจะมีความเห็นที่ แตกต่างนั้นสามารถเข้ามาร่วมได้ ในองค์ประกอบของคณะอนุกรรมาธิการเรามีทั้งหมด ๑๐ ท่าน ๔ ท่านก็เป็นฝ่ายการเมือง ๒ ท่านจากซีกรัฐบาล ๒ ท่านจากซีกฝ่ายค้าน มีอีก ๓ ท่านเป็นฝ่ายวิชาการ แล้วก็อีก ๓ ท่านเป็นตัวแทนจากภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงกระบวนการในการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ต่อข้อเสนอหรือว่ารายงานของคณะอนุกรรมาธิการ เราก็มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคการเมืองทุกภาคส่วนเข้ามาให้ความเห็นต่อรายงานฉบับนี้ตลอดกระบวนการ

ส่วนมิติที่ ๒ ท่านน่าจะทราบว่าตัวผมเองในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ก็อาจจะมีความเห็นว่า สสร. ควรจะมาจากการการเลือกตั้งทั้งหมด แต่เราก็พยายามรับฟัง อย่างใกล้ชิดว่าคนที่มีความกังวลใจเกี่ยวกับ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเขามีข้อกังวล แบบไหน เช่น มีข้อกังวลเรื่องของการรับประกันพื้นที่ผู้เชี่ยวชาญก็ดี เช่น มีข้อกังวลเรื่อง การรับประกันพื้นที่ให้กับกลุ่มความหลากหลายก็ดี ผมก็ได้พยายามทำงานร่วมกับ คณะอนุกรรมาธิการเพื่อเอาข้อกังวลเหล่านั้นเป็นตัวตั้งแล้วก็มาออกแบบทางเลือกระบบ เลือกตั้งต่าง ๆ เพื่อชี้ให้ท่านเห็นว่าข้อกังวลที่ท่านกังวลนั้น ถึงแม้อาจจะมีคนที่ไม่ได้กังวล เหมือนท่าน แต่หากท่านกังวลดังกล่าวเราก็เคารพ แต่ว่าเราสามารถหาทางออกให้ท่าน ได้ผ่าน Model สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องไปหา Model ที่ไม่ได้มา จากการเลือกตั้งทั้งหมด ดังนั้นผมยืนยันว่าคณะอนุกรรมาธิการนี้เราดำเนินการด้วยความ ประนีประนอมและพยายามจะรับฟังความเห็นที่แตกต่างจากทุกกลุ่ม แต่ก็จะมีเรื่องเดียว ที่เราอาจจะประนีประนอมได้ นั่นคือการยืนยันหลักการพื้นฐานว่าถึงแม้เราจะเห็นต่างว่า ระบบเลือกตั้งแบบไหนเหมาะสมที่สุด แต่ สสร. นั้นต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ผมเข้าใจ ดีครับ บางท่านอาจจะบอกว่า สสร. ปี ๒๕๓๙ ที่มายกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นไม่ได้มา จากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ผมก็ต้องยืนยันไปว่าประเทศเรา โลกเรามาไกลกว่าปี ๒๕๔๐ แล้ว เพียงเพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่า มันไม่ควรจะเกิดขึ้น ความจริงแล้วถ้าเราย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๔ ณ รัฐสภา แห่งนี้ในการลงมติในวาระที่ ๒ เกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เกี่ยวกับ สสร. ส่วนใหญ่ของที่ประชุมร่วมของรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วย สส. และ สว. นั้นโหวตเห็นชอบกับ Model สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

หัวข้อที่ ๓ คือโจทย์ต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้ฝากไว้ ผมขออนุญาตยกเพียงแค่ ๑ ตัวอย่างจากเพื่อนสมาชิก ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านก็มีเป้าหมาย ที่อยากจะเห็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีสัดส่วนของแต่ละเพศที่มีความทัดเทียมกัน ผมคิดว่าความจริงแล้วทางคณะอนุกรรมาธิการนี้ก็ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้เหมือนกัน เราคงไม่ได้ตัดสินใจแบบเฉพาะเจาะจงว่า Model ไหนจะตอบโจทย์สิ่งที่ท่านต้องการได้ มากที่สุด แต่ผมก็ขออนุญาตยกบางตัวอย่างที่สามารถจะแก้ไขข้อกังวลของท่านได้ ตัวอย่างที่ ๑ คือหากเราเลือกใช้ Model สสร. ที่มี สสร. ประเภท ก หรือว่าตัวแทนทั่วไปที่ใช้ระบบ บัญชีรายชื่อ ความจริงแล้วในการใช้ระบบบัญชีรายชื่อก็คงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ทีมใด ๆ ก็ตามที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งก็อาจจะคำนึงถึงเรื่องนี้อยู่แล้วในการจัดลำดับ บัญชีรายชื่อ เช่น อาจจะมีการสลับกันไปสลับกันมาระหว่างผู้สมัครแต่ละเพศ เป็นต้น หรือว่าทางเลือกที่ ๒ ครับ เพราะหากท่านเปิดรายงานแล้วก็ดูตัวอย่างของ สสร. จาก ต่างประเทศที่เราได้มีการยกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นที่ไอซ์แลนด์หรือว่าชิลีก็อาจจะมีการกำหนด แบบตายตัวไปเลยว่าในการเลือกตั้ง สสร. ประเภทตัวแทนทั่วไปที่มีการใช้ระบบบัญชีรายชื่อ ก็ดีจะต้องมีการกำหนดสัดส่วนว่าจะต้องมีจากเพศใด หรือว่าจะต้องมีตัวแทนที่เป็นเพศใด กี่เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น หรือว่าหาก ๒ ทางเลือกนั้นยังไม่สามารถคลายข้อกังวลของท่านได้ อีกทางเลือกหนึ่งก็คือการเพิ่มประเภท ค ขึ้นมา ซึ่งอาจจะมีกลุ่มเฉพาะหรือว่าโควตาเฉพาะ ให้ตัวแทนจากกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศหรือว่ากลุ่มเพศต่าง ๆ ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง ดังนั้นผมคิดว่าการยกตัวอย่างข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกท่านณัฐวุฒิขึ้นมาแล้ว ฉายภาพให้เห็นแบบนี้ก็จะทำให้เพื่อน ๆ สมาชิกสบายใจได้ว่าทุกคำถาม ทุกเป้าหมาย ทุกข้อ กังวลที่ท่านมีมันสามารถหาทางออกได้หลายวิธีผ่านทางเลือกหรือว่า Menu ที่เราได้นำเสนอ ในรายงานฉบับนี้ ซึ่งแน่นอนข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือกก็อาจจะแตกต่างกันออกไป

หัวข้อที่ ๔ จากเพื่อนสมาชิกคือท่านณัฐพงษที่มีการเสนอให้เพิ่มข้อสังเกต ขึ้นมา ความจริงมีแตกเป็น ๒ ข้อ แต่สรุปใจความสำคัญก็คือต้องการจะให้เราส่งรายงาน แล้วก็ผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ไปสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่อาจจะมี การตั้งขึ้นมาในอนาคตเพื่อพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง สสร. อันนี้ ในเชิงหลักการผมขอรับไว้ เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการจะส่งให้คณะกรรมการวิสามัญ ในอนาคตใช้เป็น Framework หรือเป็นกรอบคิดประกอบการพิจารณาได้ แต่เมื่อสักครู่ได้ Check กับทางฝ่ายเลขานุการแล้วก็ท่านประธานก็เข้าใจว่าเพื่อให้เป็นไป ตามข้อบังคับ วันนี้ผมอาจจะยังไม่สามารถยืนยันด้วยตัวเองได้ แต่ต้องเรียกประชุม คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน อีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันข้อสังเกตตรงนี้ หรือว่ายืนยันว่าจะส่งข้อสังเกตตรงนี้ไปสู่ คณะกรรมาธิการวิสามัญในอนาคต ดังนั้นหากท่านไม่ติดใจก็จะขออนุญาตนำเสนอรายงาน ที่เป็นอยู่ไปก่อน แล้วก็ในการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ครั้งถัดไปซึ่งจะมีวันพรุ่งนี้ก็จะนำเรื่องนี้เข้า แล้วก็อาจจะ เป็นการส่งข้อสังเกตตามไปอีกทีหนึ่งให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ใช้รายงานนี้เป็นกรอบ ในการพิจารณา

หัวข้อที่ ๕ ครับท่านประธาน มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิทยา แก้วภราดัย ได้ตั้งคำถามว่าเปิดดูรายงานฉบับนี้แล้วเห็นพูดถึงแต่เรื่องของ กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือว่ารูปแบบของ สสร. แต่ไม่มีส่วนไหนเลย ที่ทำให้ท่านรับรู้ว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เรามองว่าเป็นปัญหา หรือว่าเนื้อหา ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราอยากเห็นนั้นเป็นอย่างไร ก็ต้องชี้แจงเพื่อให้ท่านสบายใจ แบบนี้ ๒ ส่วนนะครับ ส่วนที่ ๑ ก็ต้องบอกว่าด้วยขอบเขตของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ที่ถูกตั้งขึ้นมา ขอบเขตคือการพิจารณาในเรื่องของกระบวนการเป็นหลัก เรื่องของรูปแบบ สสร. เป็นหลัก การที่เราพิจารณาเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เรารู้ว่าถ้ารัฐธรรมนูญจะมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมันต้อง ควบคู่กัน ทั้งในส่วนของกระบวนการที่มาที่มีความชอบธรรม แล้วก็ในส่วนของเนื้อหาที่มี ความชอบธรรม ทางประชาธิปไตยที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างรัดกุมที่ออกแบบสถาบันทาง การเมืองต่าง ๆ ให้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยด้วย เพียงแต่ว่าขอบเขตของรายงาน ฉบับนี้ก็อาจจะมุ่งเป้าไปที่การศึกษาในส่วนของกระบวนการเป็นหลัก แต่หากท่านอยากจะฟัง ว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ที่แต่ละฝ่ายมองว่าเป็นปัญหา หรือว่าเนื้อหา ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แต่ละฝ่ายอยากจะเห็นนั้นเป็นเช่นไร ก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม แต่ว่าคงไม่ใช่ที่ประชุมสภาแห่งนี้ที่จะมาใช้เวลามากกว่านี้ในการมาพูดคุยเรื่องของเนื้อหา ถ้าท่านอยากรู้ว่าความเห็นของผมหรือว่าของพรรคก้าวไกล พรรคต้นสังกัดเป็นเช่นไร ท่านก็ สามารถดูในส่วนของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมที่พรรคก้าวไกลเคยยื่นเข้าไป หรือว่าที่เรา เคยแสดงความเห็นไว้ก็ได้ ถ้าท่านอยากรู้ว่าพรรคการเมืองอื่นคิดเห็นอย่างไรก็สามารถดูจาก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมที่แต่ละพรรคยื่นเข้าไป หรือว่าสิ่งที่แต่ละพรรคเคยพูดในเวที รณรงค์หาเสียงได้ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าท่านอยากได้ความเห็นที่มันครอบคลุมที่สุด ไม่ได้อิงกับ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ผมเชิญชวนให้ท่านไปอ่านรายงานฉบับนี้ อาจจะขอ เจ้าหน้าที่ขึ้นสไลด์สักเล็กน้อย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ความจริงแล้ว ปัญหา ของเนื้อหารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไม่ได้เป็นประเด็นใหม่ แต่ว่าในสภาชุดที่แล้วในช่วงเดือน ธันวาคมปี ๒๕๖๒ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จัดทำขึ้นตั้งแต่เดือน ธันวาคม ปี ๒๕๖๒ ไปจนถึงเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๓ ถ้าท่าน Scan QR Code ไปก็จะมี ทั้งหมด ๔๐๐ กว่าหน้า ซึ่งเป็นการไล่ทุกมาตราเลยครับท่านประธาน ตั้งแต่มาตรา ๑ ถึง มาตรา ๒๗๙ ว่าในแต่ละมาตรานั้นแต่ละฝ่ายทางการเมือง ซึ่งแน่นอนในคณะกรรมาธิการก็ จะมีทั้งตัวแทนจากทุกพรรคมาร่วมกันพิจารณา แต่ละฝ่ายทางการเมืองมองถึงมาตราแต่ละ มาตราว่ามีปัญหาหรือไม่มีปัญหาอย่างไร แล้วก็ความจริงแล้วถ้าเราไปดูรายชื่อของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ คนที่ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการก็คือท่านพีระพันธุ์ ซึ่งก็ เข้าใจว่าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองเดียวกันกับท่านวิทยา

ประเด็นสุดท้าย มีเพื่อนสมาชิกถามเข้ามาว่ากรรมาธิการชี้แจงหน่อย อนุกรรมาธิการชี้แจงหน่อยว่าสรุปแล้วเอา Model อะไร ก็ต้องยืนยันกลับไปว่าเจตนารมณ์ ของทางคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้เราไม่ต้องการฟันธงว่า Model หรือระบบเลือกตั้งแบบไหน ดีที่สุด เราเพียงแต่ยืนยันกรอบใหญ่ ๆ ว่า สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และทำให้ เห็นทางเลือกต่าง ๆ ว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร แต่เราไม่ได้ต้องการจะยืนยันด้วยตนเองว่า ทางเลือกระบบเลือกตั้งแบบนี้ดีที่สุดเท่านั้น ความจริงแล้วเรานำเสนอ Model สสร. ที่แบ่ง ออกเป็น ๓ ประเภทคือ ก ข ค แต่เราก็ไม่ได้บอกว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น จะต้องมีทั้ง ก ข ค บางท่านอาจจะมองว่ามีแค่ ก ก็เพียงพอแล้ว บางท่านต้องการจะเพิ่ม ข ค ขึ้นมาก็สุดแล้วแต่ปัจจัยที่แต่ละคนนั้นจะพิจารณา ดังนั้นผมยืนยันว่าทางเราไม่ได้ ต้องการจะสรุปว่าคณะอนุกรรมาธิการมองว่า Model ไหนเป็น Model ที่ดีที่สุด แต่เรา ต้องการใช้รายงานฉบับนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นในการสร้างบทสนทนา ไม่ใช่แค่ในสภาแห่งนี้ ครับท่านประธาน แต่ว่ากับสังคมในวงกว้างเพื่อมาพูดคุยกันถึงทางเลือกที่เป็นไปได้ และเพื่อ ทำให้รายงานฉบับนี้เข้าถึงประชาชนอย่างแพร่หลายมากขึ้น ก็อยากจะแจ้งให้เพื่อน ๆ สมาชิกทราบว่าตอนนี้เราก็มีภาคประชาชน รวมไปถึงทาง WeVis ที่อาสาเข้ามาเพื่อมาช่วย แปลรายงานฉบับนี้ แล้วก็ทางเลือกต่าง ๆ ให้เป็นรูปแบบ Online ที่เข้าใจง่าย แล้วก็ ให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเห็น แล้วก็เข้าใจถึงข้อดี ข้อเสีย ของทางเลือก ต่าง ๆ เพื่อมาลองออกแบบ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งที่พวกเขาอยากจะเห็น แล้วก็ ขอทิ้งท้ายท่านประธานว่าในเมื่อคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้เป็นการทำงานร่วมกันของทั้ง ฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชาการ แล้วก็ฝ่ายของภาคประชาชน ผมขออนุญาตให้ทางตัวแทนจาก ภาคประชาชน คุณณัชปกร นามเมือง ได้สรุปสั้น ๆ ทิ้งท้ายเกี่ยวกับการทำงานของ คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็รายงานฉบับนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ