อภิชาติ ชี้ขยะอุตสาหกรรมรุนแรง จี้หน่วยงานร่วมแก้ปัญหาท้องถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๖ มกราคม ๒๕๖๗

อภิชาติ ศิริสุนทร หารือปัญหาการจัดการขยะอุตสาหกรรมที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งขยะอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน พร้อมเสนอให้มีหน่วยงานกลางตรวจสอบอย่างเป็นอิสระเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและแก้ไขจุดอ่อนของกฎหมายและระบบอนุญาตที่ทับซ้อนกัน

นายอภิชาติ ศิริสุนทร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาสักนิดหนึ่ง คงไม่นานอยากจะอภิปรายเพื่อแสดงความคิดเห็น หรือเสนอแนะเกี่ยวกับญัตติการบริหารจัดการขยะชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวของเพื่อนสมาชิกในหลาย ๆ ญัตติที่เสนอมา เพื่อจะได้เป็นแง่คิด หรือเป็นกรอบหากเมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ สถานการณ์ขยะนับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่เพื่อนสมาชิกทุกท่านได้นำเสนอ ต่อท่านประธานไป ยิ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรง ยิ่งนับวันยิ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสุขภาพ ต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ซึ่งสถานการณ์นี้เพื่อนสมาชิกทุกท่านก็ได้ อภิปรายไปแล้ว แต่ผมก็อยากจะได้เน้นย้ำไปที่ประเด็นเรื่องของการจัดการกากขยะ จากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตรงนี้เริ่มทวีความรุนแรงขยายออกไปเรื่อย ๆ จากภาคกลาง ภาคตะวันออกขยายไปสู่ภาคอีสานและภาคอื่น ๆ ที่มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นโดยตรงและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมควบคุม มลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องทั้งหมดเลยนะครับ ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีอำนาจ หน้าที่มีกฎหมายคนละตัวในการดำเนินการจัดการแบบให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหาร ผมได้ Review ข้อมูลคร่าว ๆ เร็ว ๆ แล้วก็อยากจะให้ท่านประธานเห็นว่าขยะในภาค อุตสาหกรรมมันมีเยอะขนาดไหน แล้วมีการจัดการอย่างไร จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี ๒๕๕๙ กากอุตสาหกรรมมีทั้งสิ้นประมาณ ๒.๘ ล้านตัน แล้วก็มีโรงงานที่ได้รับอนุญาต เห็นแต่ว่าได้รับอนุญาต แต่ว่าเรื่องคุณภาพของโรงงานหรือเรื่องของเทคโนโลยีที่นำมาจำกัด ขยะนั้นมีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพนั้นเดี๋ยวจะไปดูกันอีกที โรงงานที่ได้รับอนุญาต อย่างถูกต้องตามกฎหมายที่นำขยะไปจัดการได้ จาก ๒.๘ ล้านตัน นำไปจัดการอย่างถูก กฎหมายได้แค่ ๑.๑ ล้านตันเท่านั้นเอง หรือประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็ลักลอบเอาไปทิ้ง ส่วนหนึ่งก็เอาไปจัดการแบบไม่ถูกต้องไม่ถูกวิธีจนเกิดช่องว่างใน การทำมาหากินของบริษัทต่าง ๆ ของทุนสีเทาบ้างอะไรบ้าง ก่อความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง ประชาชนและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก จำนวนถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นสถานการณ์ ปี ๒๕๕๙ นะครับท่านประธาน แล้วก็จากข้อมูลของมูลนิธิบูรณะนิเวศ เมื่อปี ๒๕๖๐-๒๕๖๖ เขาได้รวบรวมว่าการลักลอบการทิ้งขยะอุตสาหกรรมมีเยอะมาก ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๖ มีการลักลอบทิ้งประมาณ ๓๙๕ เหตุการณ์ อันนี้เฉพาะกากขยะ มีการปล่อยน้ำเสียจาก โรงงานอุตสาหกรรม ๒๖๐ เหตุการณ์ กากอุตสาหกรรมที่มีพิษ ๙๐ เหตุการณ์ ขยะติดเชื้อ ๑๘ เหตุการณ์ ขยะทั่วไป ๒๗ เหตุการณ์ นี่เป็นจำนวนของการลักลอบจัดการที่ไม่ถูกต้อง ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ปี ๒๕๕๕-๒๕๖๔ ก็สอดคล้องกันว่ามีเหตุเกิดขึ้นในการลักลอบ ทิ้งขยะที่เป็นกากอุตสาหกรรม จำนวน ๗๙ ครั้ง ภาคตะวันออกเยอะที่สุด ๔๕ ครั้ง เพราะว่ามี EEC มีโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นเยอะ ภาคกลาง ๒๑ ครั้ง ภาคตะวันตก ๘ ครั้ง และภาคอื่น ๆ รวมถึงจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นอีสานบ้านผมนะครับ ลักลอบทิ้งขยะกากอุตสาหกรรม ในปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ มากถึง ๓๒๒ ครั้ง เป็นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะครับท่านประธาน ขยะจัดการไม่ถูกต้อง ขยะที่ออกจากโรงงาน ซึ่งไม่รู้ว่ามีสารพิษสารอะไรบ้าง ผมได้มีโอกาส ลงพื้นที่ในฐานะคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งพี่น้อง ประชาชนร้องเรียนมาที่จังหวัดชลบุรี ลงไป ๒ ตำบล ก็ปรากฏว่าสิ่งที่พี่น้องร้องเรียนนั้นเราไปดูแล้วเหมือนกับในหนังท่านประธาน เหมือนในหนัง ที่มันเป็นเมืองร้าง มีน้ำสีดำมีกากขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ แล้วก็อยู่ในโรงงานที่ไม่ได้รับ อนุญาต อยู่ในโรงงานที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็ไม่เกรงกลัวกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่ได้ ตรวจสอบอย่างเข้มข้น นั่นสะท้อนว่าอะไรครับ สะท้อนว่ากฎหมายในเรื่องของการบริหาร จัดการขยะของประเทศไทยมีประสิทธิภาพน้อยมาก อัตราโทษต่ำ ผู้อนุญาตให้มีโรงงาน อุตสาหกรรม โรงงานจัดการขยะก็คือกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งอนุญาตทั้งตรวจสอบ คนอนุญาตและคนตรวจสอบเป็นคน ๆ เดียวกัน เวลามีชาวบ้านร้องเรียนบ้างบางที่เป็น ๑๐ ปี ก็ไม่มีการดำเนินการจัดการ ซึ่งมันผิดหลัก ไม่มีหน่วยงานอื่นที่เป็นหน่วยงานกลาง ลงไปในการที่จะไปตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นมันจำเป็นต้องมีหน่วยงานกลาง ที่ไปตรวจสอบในเรื่องนี้ อย่างเช่นประเทศที่เขาเป็นประเทศอุตสาหกรรม เขาจะมีหน่วยงาน กลางที่ตรวจสอบเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ตรวจสอบเรื่องการอนุญาตในการจัดการขยะ อย่างถูกต้องโดยเฉพาะ แล้วอำนาจในการอนุญาตทั้งหลายก็ทับซ้อนกันระหว่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและกรมโรงงานอุตสาหกรรม อปท. มีหน้าที่อนุญาตตาม พ.ร.บ. สาธารณสุข เรื่องการทำกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากพบเห็นว่ากิจการนั้นไม่ถูกต้อง ก็แค่ถอนใบอนุญาต แต่บริษัทก็ยังอ้างว่าเขายังถือใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่น เขายังดำเนินการต่อไปได้ นี่ก็หมายถึงว่าอำนาจมันทับซ้อนกันและ อำนาจทั้งหลายมันอยู่ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นถึงเวลาที่เราจะต้อง แก้กฎหมายเหล่านี้แล้วครับ หมายถึงว่าต้องปรับโครงสร้างใหญ่ทั้งหมดในการบริหารจัดการ ในเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นจำนวนขยะที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นผมก็ฝากคณะกรรมาธิการที่สภาจะได้ตั้งขึ้น หรือจะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการ ชุดไหนได้ไปศึกษาเรื่องนี้ ก็ให้เอาประเด็นนี้เข้าไปสู่การพิจารณาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน