อิทธิพล สนับสนุนตั้ง กมธ. แก้ปัญหาขยะชุมชนอย่างยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๖ มกราคม ๒๕๖๗

อิทธิพล ชลธราศิริ หารือปัญหาการจัดการขยะที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในจังหวัดขอนแก่นที่เผชิญกับขยะล้นเมืองจากงบประมาณที่ไม่เพียงพอ และการจัดการที่ไม่ทันต่อปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 360 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ส่งผลให้ขยะบางส่วนต้องนำไปทิ้งไกลถึงสระบุรีหรือค้างอยู่ในชุมชน สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบการจัดการขยะอย่างเร่งด่วน ผ่านการปรับกฎหมาย เพิ่มงบประมาณ เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมลงทุน และผลักดันให้ท้องถิ่นกับประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางเพื่อการจัดการที่ยั่งยิ่ง

นายอิทธิพล ชลธราศิริ ขอนแก่น

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อิทธิพล ชลธราศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคก้าวไกล ผมขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายสนับสนุนให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทาง การแก้ปัญหาการบริหารจัดการขยะชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหาขยะไม่ได้ เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสาธารณสุข จากสถิติโดยกรมควบคุมมลพิษ ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยมากถึง ๒๕ ล้านตันต่อปี หากเทียบกับจำนวนประชากรคนไทยทั้งสิ้น ๖๙,๘๐๐,๐๐๐ คน นั่นเท่ากับ ว่าคนไทย ๑ คนสามารถสร้างขยะได้ถึง ๓๖๐ กิโลกรัมต่อปี ขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

จำนวนปริมาณขยะที่มหาศาลนี้ หากมีการจัดการที่ไม่ดีพอก็อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็สุขภาพของพี่น้อง ประชาชน การจัดการขยะของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการกำจัดขยะ ส่วนใหญ่ยังทำไม่ถูกวิธี รวมทั้งขั้นตอนและวิธีการกำจัดขยะที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ที่กฎหมายกำหนด หากดูข้อมูลค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะจากกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น พบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ กทม. มีค่าจัดการขยะทั้งหมดปีหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี จัดเก็บค่าจัดการขยะจากประชาชนผู้ประกอบการได้ ๒,๘๐๐ ล้านบาท ต่อปี นั่นหมายความว่าแต่ละปีรัฐบาลจะต้องมีเงินอุดหนุนเข้าไปกว่า ๑๗,๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งหากระบบการจัดการขยะที่ดีตัวเลขนี้ก็อาจจะลดลงได้ ผมขอยกตัวอย่างปัญหาการจัดการ ขยะในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ที่จังหวัดขอนแก่นมีโรงไฟฟ้าขยะชุมชนจังหวัด ขอนแก่น เดิมมีการทำ MOU ร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่นเพื่อกำจัดขยะในส่วนของพื้นที่ เทศบาลของนครขอนแก่นเท่านั้นครับ แต่ปัจจุบันมีกว่า ๒๙ อปท. นำขยะมากำจัดที่นี่ กำลังในการกำจัดขยะของโรงไฟฟ้าขยะ แห่งนี้ คือไม่เกิน ๔๐๐ ตันต่อวัน แต่ปริมาณขยะกว่า ๑,๘๐๐ ตันต่อวันของจังหวัดขอนแก่น ทั้งหมด ถ้าโรงไฟฟ้าขยะกำจัดได้ ๔๐๐ ตันต่อวัน แล้วส่วนที่เหลือไปไหน ผมขอยกตัวอย่าง จากที่บ้านผมอยู่ที่ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณขยะเดือนหนึ่งกว่า ๒,๐๐๐ ตัน ได้รับโควตาในการกำจัดขยะที่โรงไฟฟ้าขยะแห่งนี้ ๑,๒๐๐ ตันต่อเดือน แล้วอีก ๘๐๐ ตันต่อเดือนก็ต้องบรรทุกไปกำจัดที่โรงไฟฟ้าขยะจังหวัดสระบุรีบ้าง หรือบางทีก็เอา รวมไว้บนรถขนขยะ หรือแม้แต่ปล่อยไว้ตามถังขยะตามบ้านเรือนพี่น้องประชาชนเพื่อที่จะ รอเก็บให้มันได้โควตาของเดือนถัดไป สุดท้ายก็เป็นการสร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชน

จากที่กล่าวมาข้างต้นผมจึงแสดงให้เห็นว่างบประมาณในการบริหารจัดการ ขยะที่ไม่เพียงพอนำมาสู่ประสิทธิภาพการจัดการขยะ แม้จะมีเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่าง ๆ ที่คอยให้บริการจัดการเก็บขยะ แต่ด้วยปริมาณขยะที่มีจำนวนมากทำให้ขยะบางส่วนไม่ได้ เข้าสู่กระบวนการการกำจัด ทำให้ขยะตกค้างตามที่พักอาศัยแหล่งชุมชน ท่อระบายน้ำ บางส่วนไหลลงแม่น้ำลำคลองหรือลักลอบทิ้งตามบริเวณริมถนน ซึ่งปัญหาขยะตกค้าง นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ในต่างประเทศรัฐบาล จะให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหาขยะ ทั้งการกำหนด เป้าหมาย การลดปริมาณขยะในครัวเรือน ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ การส่งเสริม การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งแนวทางในการแก้ปัญหาการจัดการขยะอย่างยั่งยืนคือ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและแผนดำเนินการที่ชัดเจนของภาครัฐ การบังคับใช้กฎหมาย การให้ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการจัดการขยะ เพราะกระบวนการกำจัดขยะที่ถูกต้องจะส่งผลดีเชิงเศรษฐกิจ ช่วยส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนโดยรวมดีขึ้นได้ เพื่อให้รัฐ มีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาการจัดการขยะ ผมมีข้อเสนอแนะ ๓ ป ที่รัฐบาลจะต้อง ทำ ป ที่ ๑ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายด้วยการให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เทศบาล อบต. กทม. เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการขยะ และมีการออก ข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับการคัดแยกขยะในครัวเรือนก่อนที่จะส่งมอบให้กับท้องถิ่น ป ที่ ๒ คือการปรับเพิ่มงบประมาณในการพัฒนากลไก การลด คัดแยกกำจัดขยะ และกระจาย อำนาจให้ท้องถิ่น รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณในการสร้างแรงจูงใจในการลดปริมาณขยะ ในครัวเรือนและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนากลไกการคัดแยกกำจัดขยะ เพื่อนำไปเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกในการกำจัดขยะสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีจุดคัดแยกขยะประจำชุมชน พัฒนาจุดบริการ One Stop Service ในการซื้อและ คัดแยกในแต่ละชุมชน ควรมีการกำหนดวันในการทิ้งขยะและประกาศให้เป็นมาตรฐาน เดียวกันทั่วประเทศ ชุมชนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะ โดยมี อสม. เป็นคนกลาง ในการดำเนินงาน สร้างองค์ความรู้และมีบทบาทในการจัดการขยะในชุมชน ส่งเสริม การสื่อสารด้านการจัดการขยะ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีบทบาทในการสื่อสาร เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะให้กับประชาชน เช่น การคัดแยกขยะ ป สุดท้ายคือเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในการลงทุนและการหารายได้จากการจัดเก็บภาษี และค่าธรรมเนียม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีสูงเข้ามาลงทุน ในการทำธุรกิจกำจัดขยะให้มากขึ้น ส่งเสริมมาตรการทางภาษี เช่น จัดเก็บภาษีบรรจุภัณฑ์ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขอนิดหนึ่งครับ จากบริษัทผู้ผลิตโดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ที่ทำ จากพลาสติกครับ ให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการหารายได้จากการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับขยะมูลฝอยและ เพิ่มอัตราค่าจัดเก็บขยะจากร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหารให้เพียงพอ ต่อค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะในแต่ละปี ท่านประธานครับ ถ้าขยะถูกคัดแยก ขยะเป็นได้ ทั้งพลังงาน ปุ๋ย ไฟฟ้า และอื่น ๆ และขยะก็สามารถเป็นมลพิษที่ร้ายแรง มลพิษบนบก ในน้ำ ในอากาศ ในสัตว์ ในพืชและในตัวเราครับ สุดท้ายขยะจะเป็นอะไร จุดเริ่มต้นอยู่ที่ถังขยะ หน้าบ้านเราทุกคน ขอบพระคุณครับท่านประธาน