วิโรจน์ ชี้กองทัพขาดโปร่งใส หนุนปฏิรูป-แก้ พรบ.วินัยการเงิน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินธุรกิจของกองทัพที่อ้างความมั่นคงแต่เอื้อประโยชน์แก่เครือข่ายอำนาจ โดยชี้ให้เห็นความเสี่ยงต่อการทุจริตจากดัชนี GDI ที่สะท้อนความไม่โปร่งใสในด้านการเงินและการจัดซื้อ พร้อมเปิดเผยปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณที่ขาดความเปิดเผย รวมถึงเงินนอกงบประมาณกว่า 18,000 ล้านบาท และการไม่ร่วมมือกับกรรมาธิการ จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนและเสนอแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็ต้อง ยืนยันกับท่านประธานตรงนี้ว่าธุรกิจกองทัพไม่ใช่หน้าที่ของทหาร และไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง กับความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นกลไกที่ทำให้กองทัพเข้าไปพัวพันกับการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศในลักษณะรัฐซ้อนรัฐ และเป็นแหล่งรายได้นอกระบบของนายพล และเครือข่ายอุปถัมภ์ที่อยู่หลังม่านการเมือง กลายเป็นวัฒนธรรมสกปรกที่ส่งต่อกันจากรุ่น สู่รุ่น ขาดความโปร่งใส แม้แต่องค์กรอิสระอย่าง สตง. หรือ ป.ป.ช. ก็น้ำท่วมปาก มีแต่ข้ออ้าง ที่พูดกันเสมอว่ากองทัพมีกลไกในการตรวจสอบตัวเอง แต่แท้ที่จริงครับท่านประธาน คำว่า ตรวจสอบตัวเอง มันก็คือการทำตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ โดยไม่มีการตรวจสอบอะไรเลย ต่างหาก ทหารมักจะเอาคำว่าความมั่นคงของประเทศมาเป็นข้ออ้าง แต่ถ้าจะให้พูดถึง ความมั่นคงของประเทศก็จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับความมั่นคงในบริบทของโลกใบนี้ ซึ่งผม ยืนยันครับว่าประเทศไทยในปัจจุบันเมื่อเทียบกับโลก เมื่อเทียบกับนานาอารยประเทศเราอยู่ ในสถานะที่ไม่มั่นคงและธุรกิจกองทัพนี่ละครับที่เป็นส่วนหนึ่งที่บ่อนทำลายความมั่นคงของ ประเทศเสียเอง ผมขออนุญาตแนะนำให้ทุก ๆ ท่านรู้จักกับดัชนีสากลตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Government Defence Integrity Index หรือเรียกสั้น ๆ ว่าดัชนี GDI ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่ใช้ ประเมินความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชันของกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง จากผลการ ประเมินล่าสุด เมื่อปี ๒๐๒๐ งามไส้ครับ ประเทศไทยถูกประเมินให้อยู่ในระดับที่เสี่ยงมาก แย่กว่าประเทศในอาเซียนอย่างประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย ดัชนี GDI ท่านประธานครับเขาประเมินอยู่ ๕ มิติด้วยกัน คือด้านการเมือง การเงิน การบริหารกำลังพล ด้านการปฏิบัติการและด้านการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ซึ่งมิติที่ประเทศไทย ได้คะแนนห่วยที่สุด หรือเรียกได้ว่าสอบตกโดยสิ้นเชิงก็คือด้านการเงินและด้านการจัดซื้อ ยุทโธปกรณ์ และธุรกิจกองทัพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ละครับท่านประธาน ที่เป็นตัวทำให้ คะแนนด้านการเงินของประเทศไทยได้แค่ ๑๗ คะแนน ในขณะที่ภาพรวมอยู่ที่ ๔๕ เฉลี่ยภูมิภาคเอเชียอยู่ที่ ๔๗ ดูสิครับท่านประธาน ความมั่นคง ของประเทศเราล้าหลังจากโลกใบนี้ไปเท่าไหนแล้ว ด้านการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ก็งามไส้ไม่แพ้ กันครับ ได้แค่ ๑๖ คะแนน แต่ผมจะพักเอาไว้ก่อน เพราะมันเป็นอีกเรื่องที่ต้องว่ากันยาว และไม่เกี่ยวกับญัตตินี้ แต่งามไส้ไม่แพ้กัน

ปัญหาแรก ถ้าอ่านในรายงาน รายงานฉบับนี้ระบุเอาไว้ว่า ปัญหาสำคัญคือ ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพ ได้เลย ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ สะท้อนว่าอะไรครับท่านประธาน สะท้อนว่า กองทัพในปัจจุบันขาดสำนึกว่าเงินที่ใช้จ่ายอยู่ทุกวันนี้เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน เอาคำว่าความมั่นคงมาอ้างเพื่อใช้เป็นเกราะกำบังในการตรวจสอบ รายละเอียดของปัญหา ต่อมาก็คือ กองทัพและกระทรวงกลาโหมไม่เคยให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจการแผ่นดินและ คณะกรรมาธิการการทหารที่ผมเป็นประธานอยู่ แต่เดี๋ยวท่านประธานจะรู้ว่าประธานที่ชื่อ วิโรจน์จะจัดการกับรัฐมนตรีที่ชื่อสุทินอย่างไร หลายครั้งที่กรรมาธิการขอข้อมูลไปก็ไม่ให้ ดื้อตาใส ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในวันนี้เลยว่า ปัจจุบันคณะกรรมาธิการการทหารที่ผมเป็นประธานเราไม่ยอมแบบนั้น เรามีมติที่จะทำ หนังสือทวงถามจากกระทรวงกลาโหมอย่างน้อย ๓ ครั้ง ครั้งแรกก็คือทำหนังสือไปสอบถาม ข้อมูลจากหน่วยงานโดยตรง หากหน่วยงานไม่ให้ข้อมูล ไม่ให้ความร่วมมือ ครั้งที่ ๒ ก็จะทวงถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้สั่งการให้หน่วยงานดังกล่าวนี้ส่งข้อมูล ให้กับคณะกรรมาธิการมีการขีดเส้นตาย หากถึงเวลาเส้นตายครับ ข้อมูลยังมาไม่ถึงมือของ คณะกรรมาธิการก็จะมีหนังสือฉบับที่ ๓ ที่ลงนามโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธาน คณะกรรมาธิการการทหาร โดยตรงถึงนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าขอให้ท่านเร่งสั่งการให้ส่งข้อมูลมาโดยพลันและมีเส้นตายสุดท้ายจริง ๆ เพื่อยืนยันว่า ถ้ายังไม่ส่งมาก็หมายความว่าไม่ใช่แค่หน่วยงานในสังกัดเท่านั้นที่ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับ คณะกรรมาธิการการทหาร แม้แต่รัฐมนตรีที่ชื่อสุทิน คลังแสง ผมอ่านชื่อพร้อมนามสกุล ก็มีเจตนาไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งหนังสือทั้ง ๓ ฉบับนี้ไม่ต้องห่วงท่านประธาน นายสุทิน คลังแสง เจอผมอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน แล้วจะเอามาเป็นหลักฐานกลางสภาว่ากี่ครั้ง กี่หนที่ไม่ให้ความร่วมมือ ในรายงานฉบับนี้ยังมีเรื่องงามไส้อีกเยอะ ยังระบุอีกครับว่า มีเงินนอกงบประมาณของกองทัพที่มีมูลค่าสูงถึง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท สูงถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ ของงบกระทรวงกลาโหม ถูกเอาไปใช้อย่างลึกลับดำมืด ไม่มีความโปร่งใส ที่สำคัญคือ ถูกยกเว้นจากการรายงานและการตรวจสอบอย่างที่ควรจะเป็นตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง แตกต่างจากกระทรวง ทบวง กรม อื่น ๆ โอ้โฮ ได้อภิสิทธิ์อีกนะครับ ธุรกิจกองทัพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่หลายท่านอภิปราย สถานีวิทยุโทรทัศน์ สนามม้า สนามมวย สนามกอล์ฟ ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน โดยเฉพาะที่ราชพัสดุในความดูแลของกองทัพ ประชาชนตาดำ ๆ ที่เป็นเจ้าของเงินภาษี เป็นเจ้าของอธิปไตยของประเทศ ไม่เคยรู้ว่าธุรกิจเหล่านี้มีรายได้เท่าไร มีกำไรมากน้อยขนาดไหน กองทัพเอากำไรสะสมไปปรนเปรอหรือไปทำอะไร มีการปันรายได้ หรือจ่ายค่าเช่าให้กับกรมธนารักษ์ในอัตราเท่าไร สมเหตุสมผลหรือไม่ แพงกว่าค่าเช่าที่ ชาวบ้านต้องเช่ากับกรมธนารักษ์ในโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์หรือไม่ ไม่มีใครรู้ และเรื่องนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี อีกตำแหน่งหนึ่งก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และยังเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เคยทราบหรือเคยใส่ใจ หรือเปล่า หรือพอทราบแล้วก็อุทานว่า ผมรับไม่ได้หรอกครับ ประชาชนเขารับไม่ได้มาตั้ง นานแล้วครับท่านนายกรัฐมนตรี ผมฝากผ่านท่านประธานไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ผมและเพื่อน สส. ของพรรคก้าวไกลได้ยื่นแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังในมาตรา ๖๑ วรรคสอง ที่แต่เดิมเขียนไว้อย่างไม่สมเหตุสมผลเลย เขียนเอาไว้ว่า เงินนอกงบประมาณของ หน่วยงานรัฐให้นำมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง เหมือนดีนะครับ เว้นแต่จะมีกฎหมาย กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น สมเหตุสมผล แต่ประโยคนี้ละครับที่เป็นปัญหา หรือได้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งผมจะขอตัดประโยคหลังออกครับ เพราะมีแค่กองทัพนี่ละครับ ที่ทำเป็นแค่กระดาษ A 4 ไม่กี่แผ่น แผ่นสองแผ่น แล้วก็ตกลงกับกระทรวงการคลัง แล้วก็ไปจัดการเงินนอก งบประมาณด้วยตัวเอง ไปปรนเปรอใคร ไปเข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้ ถ้ากองทัพอยากจะจัด การเงินนอกงบประมาณเอง ก็ต้องมีกฎหมายกำกับ มีระบบตรวจสอบที่โปร่งใส จะให้ทำ เอกสารข้อตกลงเป็น A4 เก่า ๆ ไม่กี่แผ่น แบบที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันคงเป็นเรื่องที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างพวกเราทุกพรรครับไม่ได้ ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่า หากร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็คือ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังเข้าสู่สภา เพื่อน สส. ทุกคน จากทุกพรรคจะร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ร่วมกัน ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร หลายวันก่อนก็มี นักข่าวถามครับว่า จะไปทำงานร่วมกันกับคุณสุทิน คลังแสง หรือเปล่า ผมก็ตอบนักข่าวว่า ร่วมคงร่วมไม่ได้ แต่ถ้าไปแทนแน่นอน ผมก็บอกไว้ตรงนี้ครับว่า ผมสนับสนุนให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางในการคืนธุรกิจกองทัพให้แก่รัฐบาล รวมทั้งให้จัด การเงินนอกงบประมาณอย่างโปร่งใส ไม่ปล่อยให้เสนาพาณิชย์กลายเป็นตัวบ่อนทำลาย ความมั่นคงของประเทศ ทำให้ประเทศไทยต้องถูกดัชนี GDI ซึ่งเป็นดัชนีสากลประจานไปยัง ทั่วโลก ในทุก ๆ ๕ ปี และปี ๒๐๒๕ ปีหน้า GDI จะออกมาแล้ว ก็หวังว่าจะดีขึ้น กองทัพครับ จะกล้าพูดคำว่า รักชาติยิ่งชีพ ได้อย่างเต็มปากได้อย่างไร ตราบใดที่ท่านยังรักธุรกิจที่เป็น อู่ข้าวอู่น้ำ คอยส่งเงินนอกระบบเลี้ยงนายพล อดีตนายพลอย่างที่ตรวจสอบไม่ได้อย่างที่ เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม นี่คือเหตุผลทั้งหมดครับ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้จะเสนอแนวทาง และร่างกฎหมายที่เป็นรูปธรรมในการคืนธุรกิจกองทัพให้กับ รัฐบาล คืนทุกอย่างให้กับประชาชน ขอบพระคุณครับท่านประธาน